- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 525: กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้
บทที่ 525: กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้
บทที่ 525: กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้
ณ วังหลวง
หลังจากมู่ไป๋ไป่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้ส่งคนไปเชิญมู่เทียนฉงให้มาที่ตำหนักอวี๋ชิง
นับตั้งแต่เหตุการณ์ในงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาในวันนั้น มู่เทียนฉงก็คอยดูแลลี่เฟยด้วยพระองค์เอง แถมยังบ่ายเบี่ยงไม่เข้าประชุมเช้าในท้องพระโรงอีกด้วย
ขุนนางหลายคนต่างหารือกันว่าลี่เฟยอาจจะได้รับตำแหน่งคืนเป็นแน่
นอกจากนี้ขุนนางบางคนรู้สึกไม่พอใจกับการตัดสินใจของฝ่าบาทที่ทรงอนุญาตให้ลี่เฟยที่ถูกถอดยศเป็นสามัญชนพักอยู่ในตำหนักตี้เฉิน แล้วพวกเขาก็ได้เขียนฎีกาคัดค้านถวายฝ่าบาทหลายฉบับ
แต่ฎีกาของพวกเขาที่ถูกส่งไปอยู่หลายครั้งหลายคราดูเหมือนว่าจะส่งไม่ถึงมือผู้เป็นฮ่องเต้เลย เพราะหลังจากที่พวกเขาส่งไปแล้วก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น
ยามนี้มู่ไป๋ไป่ไปนั่งรออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้าตำหนักอวี๋ชิงด้วยท่าทางกระวนกระวาย
ที่จริงแล้วตัวเธอนั้นไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถเชิญผู้เป็นพ่อมาที่ตำหนักได้ เพราะตอนนี้การตัดสินใจของท่านพ่อถูกอาคมควบคุมเอาไว้
ไม่ว่ามู่เทียนฉงจะเห็นเธอสำคัญมากเพียงใด แต่เธอก็คงไม่สามารถแข่งขันกับอาคมได้
ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังอยากลองเสี่ยงดู
หากมันไม่ได้ผลจริง ๆ เธอคงจะต้องใช้วิธีอื่นแล้ว
มู่ไป๋ไป่คิดแผนอื่นขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว ในขณะนั้นเอง เสียงขันทีรายงานก็ดังมาจากด้านนอก
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
ท่านพ่อมาแล้ว!
หญิงสาวที่หลับตาสงบสติอารมณ์ลืมตาขึ้นมาและรีบลุกขึ้นรอต้อนรับมู่เทียนฉง
ทางด้านซีเยว่ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังก็พยายามตั้งสมาธิเต็มที่
มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะตอบรับและเดินออกไป
“ไป๋ไป่ เราได้ยินคนบอกว่าเจ้าไม่สบาย” มู่เทียนฉงพูดพร้อมกับรีบเดินเข้ามาในห้องโถงด้านหน้า
ในเวลาเพียง 2 วัน หญิงสาวรู้สึกว่าผมท่านพ่อของเธอนั้นมีสีขาวเพิ่มมากขึ้น
เธอเดาว่าคงเป็นเพราะร่างกายได้รับผลกระทบจากอาคมจึงทำให้เขาดูแก่ลงเร็วถึงเพียงนี้ ซึ่งภาพตรงหน้ามันทำให้หญิงสาวใจสลาย
นี่คือท่านพ่อที่หล่อเหลาและเก่งกาจของเธอ
ตั้งแต่ก่อนหน้านี้เธอได้จัดให้คนเตรียมยาบำรุงร่างกายเอาไว้มากมายให้กับมู่เทียนฉง แต่เขากลับไม่ดีขึ้นเลยหลังจากที่ได้รับประทานยาพวกนั้นเข้าไป
เธอควรจะสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่แรก…
พอคิดถึงเรื่องนี้มู่ไป๋ไป่ก็ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจ
“ทำไมเจ้าถึงร้องไห้ล่ะ?” มู่เทียนฉงตกใจกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำของลูกสาว เขาเอื้อมมือไปลูบหัวนางเบา ๆ พร้อมกับยิ้มให้นาง “พ่อไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้มานานหลายปีแล้ว ใครมันกล้ามารังแกเจ้า?”
มู่ไป๋ไป่สูดจมูกก่อนจะเสมองออกไปข้างนอกประตู
ดีมาก คนอื่น ๆ ถูกท่านพี่รัชทายาทกับเซียวถังอี้ขวางเอาไว้ด้านนอกแล้ว
ต่อไปเธอเพียงแค่จะต้องพาท่านพ่อเข้าไปในห้องโถงตามแผน และให้ซีเยว่ช่วยทำลายอาคม
“ไม่มีเพคะ” มู่ไป๋ไป่ยังคงสะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก แล้วก้าวเข้าไปคว้าแขนผู้เป็นพ่อเพื่อดึงเขาเข้าไปด้านใน “หม่อมฉันแค่อารมณ์ไม่ค่อยดีเพคะ”
มู่เทียนฉงนิ่งคิดสักครู่ก่อนจะถามออกไปว่า “เป็นเพราะว่าเราเอาแต่ดูแลลี่เฟยเช่นนั้นหรือ?”
หญิงสาวไม่ได้พูดอะไร ดังนั้นชายวัยกลางคนจึงคิดว่าการคาดเดาของเขาถูกต้องแล้ว
“ไป๋ไป่ พ่อรู้ว่าเจ้ายังอารมณ์เสียเรื่องลี่เฟยอยู่ ที่พ่อให้ลี่เฟยอยู่ที่ตำหนักตี้เฉินมันไม่ได้หมายความว่าพ่อให้อภัยนาง เพียงแต่…”
คำพูดดังกล่าวมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของมู่เทียนฉง แต่จู่ ๆ เขาก็ลืมสิ่งที่ตนอยากจะพูดออกไป
ช่วงที่ผ่านมาเขาเป็นแบบนี้มาตลอด เขามักจะลืมบางสิ่งบางอย่างอยู่บ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ
ก่อนหน้านี้เขาได้มีรับสั่งให้หมอหลวงมาตรวจพระวรกายโดยไม่ให้ใครรู้ เพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่าเขามีโรคอะไรแฝงอยู่หรือไม่
แต่หมอหลวงที่มาจับชีพจรต่างก็บอกว่าตัวเขานั้นสบายดี
“ท่านพ่อ ท่านไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ก็ได้ ไป๋ไป่เข้าใจ” มู่ไป๋ไป่พูดพลางช้อนตามองคนตรงหน้า “จริง ๆ แล้ววันนี้ที่ไป๋ไป่ขอให้ท่านพ่อเสด็จมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อให้องค์หญิงซีเยว่ตรวจชีพจรให้ท่าน”
“องค์หญิงซีเยว่?” มู่เทียนฉงขมวดคิ้วคิดสักครู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคนที่ลูกสาวเอ่ยถึงคือใคร “องค์หญิงซีเยว่จากแคว้นซีฉือที่เป็นตัวแทนมาร่วมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาในวันนั้นไม่ใช่หรือไม่?”
“ใช่เพคะ” หญิงสาวพยักหน้าและเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมา “เซียว— เสด็จอาเล็กตรวจพบพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นบนตัวนักฆ่าพวกนั้น ยาพิษพวกนั้นแปลกมากจนแม้แต่ไป๋ไป่ก็ไม่สามารถหาวิธีถอนพิษได้ โชคดีที่องค์หญิงซีเยว่พอจะมีความรู้ นางบอกว่านางเคยพบพิษชนิดนี้ตอนทัศนาจรนอกแคว้นซีฉือ นางจึงพอจะรู้วิธีถอนพิษ”
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ไป๋ไป่ได้พานางไปตรวจชีพจรทุกคนที่เข้าร่วมงานเลี้ยงที่ตำหนักฉือซิ่งในวันนั้น และพบว่ามีผู้คนมากมายที่ได้รับพิษไร้สีไร้กลิ่นนี้”
“ไป๋ไป่เป็นห่วงท่านพ่อ ดังนั้นไป๋ไป่จึงอยากจะขอให้นางมาช่วยตรวจชีพจรให้ท่าน”
มู่เทียนฉงเข้าใจได้ในทันทีว่าลูกสาวมีจุดประสงค์อะไร เขาจึงตรัสว่า “เป็นอย่างนี้นี่เอง เจ้าควรจะบอกเรื่องแบบนี้กับเราตามตรง ทำไมเจ้าจะต้องส่งคนไปบอกว่าเจ้าป่วยจนทำให้เราตกใจด้วยล่ะ?”
มู่ไป๋ไป่ทำเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป
ตามคำแนะนำของซีเยว่ หากเธอไม่ให้คนไปแจ้งผู้เป็นพ่อว่าเธอป่วย เขาคงจะไม่มีทางยอมห่างจากลี่เฟยแน่นอน
“ซีเยว่ถวายบังคมฝ่าบาท” หลังจากที่องค์หญิงซีฉือได้ยินว่ามู่เทียนฉงตกลงแล้ว เธอก็รีบเดินออกมาโดยถือธูปหอมเอาไว้ในมือ
กลิ่นธูปนั้นแปลกมาก มันเป็นกลิ่นที่มู่ไป๋ไป่ไม่เคยได้กลิ่นที่ไหนมาก่อน แต่โดยรวมแล้วมันไม่ใช่กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์แต่อย่างใด
ในตอนนั้นเอง หญิงสาวไม่คาดคิดว่าสีหน้าของมู่เทียนฉงจะเปลี่ยนไปทันทีหลังจากได้กลิ่นธูปนั้น “นั่นมันกลิ่นอะไร ทำไมถึงได้เหม็นขนาดนี้?”
มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะถามว่า “เหม็นหรือเพคะ?”
“หากฝ่าบาทคิดว่าธูปนี้เหม็น แสดงว่าฝ่าบาทก็ถูกวางยาพิษด้วยเช่นกันเพคะ” ซีเยว่วางกระถางธูปลงบนโต๊ะ พอเธอเห็นว่าผู้เป็นฮ่องเต้กำลังจะลุกเดินหนีจากกระถางธูป เธอจึงพูดขัดจังหวะขึ้นว่า “ฝ่าบาท ธูปนี้เป็นยาชนิดหนึ่งที่สามารถถอนพิษได้เพคะ”
มู่เทียนฉงขมวดคิ้วฉับ พร้อมกับหันไปมองลูกสาวเพื่อขอความเห็น “ไป๋ไป่ เจ้าแน่ใจจริง ๆ หรือว่าเราถูกวางยาพิษ?”
“แน่ใจเพคะ” มู่ไป๋ไป่รีบรับรองให้เพื่อนสาว “ไป๋ไป่ได้ทดสอบวิธีการรักษาแล้ว มันได้ผลอย่างแน่นอนเพคะ”
ซีเยว่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มพร้อมกับกล่าวสำทับว่า “ฝ่าบาท หากพระองค์ไม่เชื่อหม่อมฉัน พระองค์ก็ควรเชื่อองค์หญิงหกนะเพคะ”
หลังจากมู่เทียนฉงได้ยินองค์หญิงต่างแคว้นพูดเช่นนี้ สีหน้าท่าทางของเขาก็อ่อนลงเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลยเถอะ ว่าแต่เจ้าต้องให้เรากินยาอะไรหรือไม่?”
ซีเยว่ส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่ต้องเสวยเพคะ ฝ่าบาทเพียงแค่จะต้องมอบสิ่งของที่พระองค์มักจะพกติดพระวรกายของพระองค์ให้ซีเยว่เพียงเท่านั้นเพคะ”
“สิ่งของที่พกติดตัว?” มู่เทียนฉงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัย
ท่าทางนั้นของท่านพ่อทำให้มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหม่าขึ้นมา เธอกลัวว่าเขาจะรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยจนไม่ยอมตอบตกลงรับการรักษา หรือไม่ก็คนที่ร่ายอาคมใส่เขาได้เอ่ยปากกำชับในเรื่องนี้เอาไว้เช่นกัน
พอถึงเวลานั้นนอกจากพวกเธอจะไม่สามารถถอนอาคมออกจากตัวของมู่เทียนฉงได้แล้ว พวกเธอจะยังทำให้คนที่ร่ายอาคมใส่เขารู้ตัวก่อนอีกด้วย
“เพคะ” ซีเยว่พยักหน้าด้วยท่าทางใจเย็น “ฝ่าบาทโปรดวางใจ ไม่ว่าซีเยว่จะทำสิ่งใด ทั้งหมดก็เพื่อช่วยฝ่าบาทเพียงเท่านั้นเพคะ”
มู่เทียนฉงมองลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าอมเขียวขององค์หญิงซีฉืออยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะตรัสว่า “ตกลง เราเข้าใจแล้ว”
ไม่กี่อึดใจต่อมา ชายวัยกลางคนก็ดึงจี้หยกที่ห้อยอยู่ที่เอวส่งให้อีกฝ่าย
จังหวะนั้นจู่ ๆ เขาก็เหมือนคนที่ตื่นขึ้นจากภวังค์อย่างกะทันหัน
“เจ้าเพิ่งทำอะไรกับเราไป?”
คำพูดนั้นทำให้มู่ไป๋ไป่ตกตะลึง เธอไม่คิดว่าซีเยว่จะใช้อุบายนี้
“ฝ่าบาท ขอพระองค์อย่าทรงกริ้วไปเลยเพคะ มันเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น” องค์หญิงซีฉือแขวนจี้หยกในมือตัวเองแล้วจู่ ๆ ก็มีกลุ่มควันสีเขียวพวยพุ่งออกมาจากจี้หยก
“มันจะไม่เป็นอันตรายกับฝ่าบาทเพคะ และภาพลวงตานั้นจะคงอยู่เพียงชั่วขณะเท่านั้น”
มู่เทียนฉงขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับถามว่า “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
ซีเยว่ไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย เธอเพียงแค่มองจี้หยกด้วยสายตาที่ค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น
“องค์หญิงหก ท่านช่วยให้เสด็จพ่อของท่านผ่อนคลายลงหน่อยเถิด ข้าเพียงต้องการให้เขาเชื่อมั่นในตัวข้าเท่านั้น”
มู่ไป๋ไป่ไม่มีเวลาที่จะถามเพื่อนสาวว่าทำไมเธอถึงใช้ภาพลวงตาเพื่อควบคุมพ่อของตน เธอรีบกระซิบบอกอีกฝ่ายว่า “ท่านพ่อ ท่านเชื่อซีเยว่เถิดเพคะ เรากำลังพยายามขจัดพิษออกจากตัวท่านจริง ๆ เพคะ”
“ไป๋ไป่ พ่อย่อมเชื่อเจ้า” มู่เทียนฉงดึงลูกสาวมาอยู่ด้านข้างและมององค์หญิงต่างแคว้นด้วยสายตาหวาดระแวง “แต่เจ้าก็เพิ่งเห็นว่านางรู้วิธีใช้อาคม”