เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 525: กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้

บทที่ 525: กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้

บทที่ 525: กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้


ณ วังหลวง

หลังจากมู่ไป๋ไป่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้ส่งคนไปเชิญมู่เทียนฉงให้มาที่ตำหนักอวี๋ชิง

นับตั้งแต่เหตุการณ์ในงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาในวันนั้น มู่เทียนฉงก็คอยดูแลลี่เฟยด้วยพระองค์เอง แถมยังบ่ายเบี่ยงไม่เข้าประชุมเช้าในท้องพระโรงอีกด้วย

ขุนนางหลายคนต่างหารือกันว่าลี่เฟยอาจจะได้รับตำแหน่งคืนเป็นแน่

นอกจากนี้ขุนนางบางคนรู้สึกไม่พอใจกับการตัดสินใจของฝ่าบาทที่ทรงอนุญาตให้ลี่เฟยที่ถูกถอดยศเป็นสามัญชนพักอยู่ในตำหนักตี้เฉิน แล้วพวกเขาก็ได้เขียนฎีกาคัดค้านถวายฝ่าบาทหลายฉบับ

แต่ฎีกาของพวกเขาที่ถูกส่งไปอยู่หลายครั้งหลายคราดูเหมือนว่าจะส่งไม่ถึงมือผู้เป็นฮ่องเต้เลย เพราะหลังจากที่พวกเขาส่งไปแล้วก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น

ยามนี้มู่ไป๋ไป่ไปนั่งรออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้าตำหนักอวี๋ชิงด้วยท่าทางกระวนกระวาย

ที่จริงแล้วตัวเธอนั้นไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถเชิญผู้เป็นพ่อมาที่ตำหนักได้ เพราะตอนนี้การตัดสินใจของท่านพ่อถูกอาคมควบคุมเอาไว้

ไม่ว่ามู่เทียนฉงจะเห็นเธอสำคัญมากเพียงใด แต่เธอก็คงไม่สามารถแข่งขันกับอาคมได้

ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังอยากลองเสี่ยงดู

หากมันไม่ได้ผลจริง ๆ เธอคงจะต้องใช้วิธีอื่นแล้ว

มู่ไป๋ไป่คิดแผนอื่นขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว ในขณะนั้นเอง เสียงขันทีรายงานก็ดังมาจากด้านนอก

“ฮ่องเต้เสด็จ!”

ท่านพ่อมาแล้ว!

หญิงสาวที่หลับตาสงบสติอารมณ์ลืมตาขึ้นมาและรีบลุกขึ้นรอต้อนรับมู่เทียนฉง

ทางด้านซีเยว่ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังก็พยายามตั้งสมาธิเต็มที่

มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะตอบรับและเดินออกไป

“ไป๋ไป่ เราได้ยินคนบอกว่าเจ้าไม่สบาย” มู่เทียนฉงพูดพร้อมกับรีบเดินเข้ามาในห้องโถงด้านหน้า

ในเวลาเพียง 2 วัน หญิงสาวรู้สึกว่าผมท่านพ่อของเธอนั้นมีสีขาวเพิ่มมากขึ้น

เธอเดาว่าคงเป็นเพราะร่างกายได้รับผลกระทบจากอาคมจึงทำให้เขาดูแก่ลงเร็วถึงเพียงนี้ ซึ่งภาพตรงหน้ามันทำให้หญิงสาวใจสลาย

นี่คือท่านพ่อที่หล่อเหลาและเก่งกาจของเธอ

ตั้งแต่ก่อนหน้านี้เธอได้จัดให้คนเตรียมยาบำรุงร่างกายเอาไว้มากมายให้กับมู่เทียนฉง แต่เขากลับไม่ดีขึ้นเลยหลังจากที่ได้รับประทานยาพวกนั้นเข้าไป

เธอควรจะสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่แรก…

พอคิดถึงเรื่องนี้มู่ไป๋ไป่ก็ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจ

“ทำไมเจ้าถึงร้องไห้ล่ะ?” มู่เทียนฉงตกใจกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำของลูกสาว เขาเอื้อมมือไปลูบหัวนางเบา ๆ พร้อมกับยิ้มให้นาง “พ่อไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้มานานหลายปีแล้ว ใครมันกล้ามารังแกเจ้า?”

มู่ไป๋ไป่สูดจมูกก่อนจะเสมองออกไปข้างนอกประตู

ดีมาก คนอื่น ๆ ถูกท่านพี่รัชทายาทกับเซียวถังอี้ขวางเอาไว้ด้านนอกแล้ว

ต่อไปเธอเพียงแค่จะต้องพาท่านพ่อเข้าไปในห้องโถงตามแผน และให้ซีเยว่ช่วยทำลายอาคม

“ไม่มีเพคะ” มู่ไป๋ไป่ยังคงสะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก แล้วก้าวเข้าไปคว้าแขนผู้เป็นพ่อเพื่อดึงเขาเข้าไปด้านใน “หม่อมฉันแค่อารมณ์ไม่ค่อยดีเพคะ”

มู่เทียนฉงนิ่งคิดสักครู่ก่อนจะถามออกไปว่า “เป็นเพราะว่าเราเอาแต่ดูแลลี่เฟยเช่นนั้นหรือ?”

หญิงสาวไม่ได้พูดอะไร ดังนั้นชายวัยกลางคนจึงคิดว่าการคาดเดาของเขาถูกต้องแล้ว

“ไป๋ไป่ พ่อรู้ว่าเจ้ายังอารมณ์เสียเรื่องลี่เฟยอยู่ ที่พ่อให้ลี่เฟยอยู่ที่ตำหนักตี้เฉินมันไม่ได้หมายความว่าพ่อให้อภัยนาง เพียงแต่…”

คำพูดดังกล่าวมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของมู่เทียนฉง แต่จู่ ๆ เขาก็ลืมสิ่งที่ตนอยากจะพูดออกไป

ช่วงที่ผ่านมาเขาเป็นแบบนี้มาตลอด เขามักจะลืมบางสิ่งบางอย่างอยู่บ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ

ก่อนหน้านี้เขาได้มีรับสั่งให้หมอหลวงมาตรวจพระวรกายโดยไม่ให้ใครรู้ เพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่าเขามีโรคอะไรแฝงอยู่หรือไม่

แต่หมอหลวงที่มาจับชีพจรต่างก็บอกว่าตัวเขานั้นสบายดี

“ท่านพ่อ ท่านไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ก็ได้ ไป๋ไป่เข้าใจ” มู่ไป๋ไป่พูดพลางช้อนตามองคนตรงหน้า “จริง ๆ แล้ววันนี้ที่ไป๋ไป่ขอให้ท่านพ่อเสด็จมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อให้องค์หญิงซีเยว่ตรวจชีพจรให้ท่าน”

“องค์หญิงซีเยว่?” มู่เทียนฉงขมวดคิ้วคิดสักครู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคนที่ลูกสาวเอ่ยถึงคือใคร “องค์หญิงซีเยว่จากแคว้นซีฉือที่เป็นตัวแทนมาร่วมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาในวันนั้นไม่ใช่หรือไม่?”

“ใช่เพคะ” หญิงสาวพยักหน้าและเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมา “เซียว— เสด็จอาเล็กตรวจพบพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นบนตัวนักฆ่าพวกนั้น ยาพิษพวกนั้นแปลกมากจนแม้แต่ไป๋ไป่ก็ไม่สามารถหาวิธีถอนพิษได้ โชคดีที่องค์หญิงซีเยว่พอจะมีความรู้ นางบอกว่านางเคยพบพิษชนิดนี้ตอนทัศนาจรนอกแคว้นซีฉือ นางจึงพอจะรู้วิธีถอนพิษ”

“เมื่อไม่กี่วันก่อน ไป๋ไป่ได้พานางไปตรวจชีพจรทุกคนที่เข้าร่วมงานเลี้ยงที่ตำหนักฉือซิ่งในวันนั้น และพบว่ามีผู้คนมากมายที่ได้รับพิษไร้สีไร้กลิ่นนี้”

“ไป๋ไป่เป็นห่วงท่านพ่อ ดังนั้นไป๋ไป่จึงอยากจะขอให้นางมาช่วยตรวจชีพจรให้ท่าน”

มู่เทียนฉงเข้าใจได้ในทันทีว่าลูกสาวมีจุดประสงค์อะไร เขาจึงตรัสว่า “เป็นอย่างนี้นี่เอง เจ้าควรจะบอกเรื่องแบบนี้กับเราตามตรง ทำไมเจ้าจะต้องส่งคนไปบอกว่าเจ้าป่วยจนทำให้เราตกใจด้วยล่ะ?”

มู่ไป๋ไป่ทำเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป

ตามคำแนะนำของซีเยว่ หากเธอไม่ให้คนไปแจ้งผู้เป็นพ่อว่าเธอป่วย เขาคงจะไม่มีทางยอมห่างจากลี่เฟยแน่นอน

“ซีเยว่ถวายบังคมฝ่าบาท” หลังจากที่องค์หญิงซีฉือได้ยินว่ามู่เทียนฉงตกลงแล้ว เธอก็รีบเดินออกมาโดยถือธูปหอมเอาไว้ในมือ

กลิ่นธูปนั้นแปลกมาก มันเป็นกลิ่นที่มู่ไป๋ไป่ไม่เคยได้กลิ่นที่ไหนมาก่อน แต่โดยรวมแล้วมันไม่ใช่กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์แต่อย่างใด

ในตอนนั้นเอง หญิงสาวไม่คาดคิดว่าสีหน้าของมู่เทียนฉงจะเปลี่ยนไปทันทีหลังจากได้กลิ่นธูปนั้น “นั่นมันกลิ่นอะไร ทำไมถึงได้เหม็นขนาดนี้?”

มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะถามว่า “เหม็นหรือเพคะ?”

“หากฝ่าบาทคิดว่าธูปนี้เหม็น แสดงว่าฝ่าบาทก็ถูกวางยาพิษด้วยเช่นกันเพคะ” ซีเยว่วางกระถางธูปลงบนโต๊ะ พอเธอเห็นว่าผู้เป็นฮ่องเต้กำลังจะลุกเดินหนีจากกระถางธูป เธอจึงพูดขัดจังหวะขึ้นว่า “ฝ่าบาท ธูปนี้เป็นยาชนิดหนึ่งที่สามารถถอนพิษได้เพคะ”

มู่เทียนฉงขมวดคิ้วฉับ พร้อมกับหันไปมองลูกสาวเพื่อขอความเห็น “ไป๋ไป่ เจ้าแน่ใจจริง ๆ หรือว่าเราถูกวางยาพิษ?”

“แน่ใจเพคะ” มู่ไป๋ไป่รีบรับรองให้เพื่อนสาว “ไป๋ไป่ได้ทดสอบวิธีการรักษาแล้ว มันได้ผลอย่างแน่นอนเพคะ”

ซีเยว่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มพร้อมกับกล่าวสำทับว่า “ฝ่าบาท หากพระองค์ไม่เชื่อหม่อมฉัน พระองค์ก็ควรเชื่อองค์หญิงหกนะเพคะ”

หลังจากมู่เทียนฉงได้ยินองค์หญิงต่างแคว้นพูดเช่นนี้ สีหน้าท่าทางของเขาก็อ่อนลงเล็กน้อย

“ถ้าเช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลยเถอะ ว่าแต่เจ้าต้องให้เรากินยาอะไรหรือไม่?”

ซีเยว่ส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่ต้องเสวยเพคะ ฝ่าบาทเพียงแค่จะต้องมอบสิ่งของที่พระองค์มักจะพกติดพระวรกายของพระองค์ให้ซีเยว่เพียงเท่านั้นเพคะ”

“สิ่งของที่พกติดตัว?” มู่เทียนฉงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัย

ท่าทางนั้นของท่านพ่อทำให้มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหม่าขึ้นมา เธอกลัวว่าเขาจะรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยจนไม่ยอมตอบตกลงรับการรักษา หรือไม่ก็คนที่ร่ายอาคมใส่เขาได้เอ่ยปากกำชับในเรื่องนี้เอาไว้เช่นกัน

พอถึงเวลานั้นนอกจากพวกเธอจะไม่สามารถถอนอาคมออกจากตัวของมู่เทียนฉงได้แล้ว พวกเธอจะยังทำให้คนที่ร่ายอาคมใส่เขารู้ตัวก่อนอีกด้วย

“เพคะ” ซีเยว่พยักหน้าด้วยท่าทางใจเย็น “ฝ่าบาทโปรดวางใจ ไม่ว่าซีเยว่จะทำสิ่งใด ทั้งหมดก็เพื่อช่วยฝ่าบาทเพียงเท่านั้นเพคะ”

มู่เทียนฉงมองลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าอมเขียวขององค์หญิงซีฉืออยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะตรัสว่า “ตกลง เราเข้าใจแล้ว”

ไม่กี่อึดใจต่อมา ชายวัยกลางคนก็ดึงจี้หยกที่ห้อยอยู่ที่เอวส่งให้อีกฝ่าย

จังหวะนั้นจู่ ๆ เขาก็เหมือนคนที่ตื่นขึ้นจากภวังค์อย่างกะทันหัน

“เจ้าเพิ่งทำอะไรกับเราไป?”

คำพูดนั้นทำให้มู่ไป๋ไป่ตกตะลึง เธอไม่คิดว่าซีเยว่จะใช้อุบายนี้

“ฝ่าบาท ขอพระองค์อย่าทรงกริ้วไปเลยเพคะ มันเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น” องค์หญิงซีฉือแขวนจี้หยกในมือตัวเองแล้วจู่ ๆ ก็มีกลุ่มควันสีเขียวพวยพุ่งออกมาจากจี้หยก

“มันจะไม่เป็นอันตรายกับฝ่าบาทเพคะ และภาพลวงตานั้นจะคงอยู่เพียงชั่วขณะเท่านั้น”

มู่เทียนฉงขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับถามว่า “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

ซีเยว่ไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย เธอเพียงแค่มองจี้หยกด้วยสายตาที่ค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น

“องค์หญิงหก ท่านช่วยให้เสด็จพ่อของท่านผ่อนคลายลงหน่อยเถิด ข้าเพียงต้องการให้เขาเชื่อมั่นในตัวข้าเท่านั้น”

มู่ไป๋ไป่ไม่มีเวลาที่จะถามเพื่อนสาวว่าทำไมเธอถึงใช้ภาพลวงตาเพื่อควบคุมพ่อของตน เธอรีบกระซิบบอกอีกฝ่ายว่า “ท่านพ่อ ท่านเชื่อซีเยว่เถิดเพคะ เรากำลังพยายามขจัดพิษออกจากตัวท่านจริง ๆ เพคะ”

“ไป๋ไป่ พ่อย่อมเชื่อเจ้า” มู่เทียนฉงดึงลูกสาวมาอยู่ด้านข้างและมององค์หญิงต่างแคว้นด้วยสายตาหวาดระแวง “แต่เจ้าก็เพิ่งเห็นว่านางรู้วิธีใช้อาคม”

จบบทที่ บทที่ 525: กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าร้องไห้

คัดลอกลิงก์แล้ว