- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 519: รอให้ฟ้าเปิดแล้วจึงจะมองเห็นดวงจันทร์
บทที่ 519: รอให้ฟ้าเปิดแล้วจึงจะมองเห็นดวงจันทร์
บทที่ 519: รอให้ฟ้าเปิดแล้วจึงจะมองเห็นดวงจันทร์
หลังจากที่มู่ไป๋ไป่รู้ว่าซีเยว่สามารถทำลายอาคมได้ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน ทันทีที่พระอาทิตย์ลอยขึ้นจากฟ้า เธอก็สั่งให้คนส่งจดหมายไปยังตำหนักตงกง จวนแม่ทัพ และตำหนักอ๋องเซียว
โดยเนื้อความในจดหมายบอกให้ทุกคนมาหารือกันที่ตำหนักอวี๋ชิงร่วมกัน
“การรอคอยอันแสนยาวนาน รอให้ฟ้าเปิดแล้วจึงจะมองเห็นดวงจันทร์*…” เต่าชราค่อย ๆ คลานออกมาจากมุมหนึ่งมาที่จานเนื้อและงับเนื้อเข้าปากขณะที่พูดร่ายยาวเป็นบทกลอน
*รอให้ฟ้าเปิดแล้วจึงจะมองเห็นดวงจันทร์ มีความหมายว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” มู่ไป๋ไป่มองเต่าเฒ่าด้วยสายตาประหลาดใจ “ท่านหมายความว่าคราวนี้ท่านพ่อจะสามารถทำลายอาคมได้สำเร็จอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าพูดไม่ได้” เต่าสูงวัยส่ายหัวให้หญิงสาว “ชะตากรรมของมนุษย์ล้วนแต่เป็นสวรรค์กำหนด… นี่ จ้าวอสูร เจ้าทำอะไรน่ะ ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!”
“โอ๊ย! เจ้าเลิกเขย่าได้แล้ว เลิกเขย่าสักที เนื้อที่บิดาเพิ่งกินเข้าไปจะขย้อนออกมาหมดแล้ว…”
มู่ไป๋ไป่คว้าหางเต่าแล้วยกขึ้นตรงหน้าตัวเอง “ท่านกินดื่มอาหารของข้ามาตั้งหลายวัน อย่าได้คิดจะหลอกข้าด้วยกลอุบายของท่านอีก บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าท่านรู้อะไร?”
แม้ว่าหญิงสาวไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องแปลก ๆ ที่เจ้าเต่าตัวนี้คำนวณออกมาสักเท่าไหร่ แต่หลังจากได้พูดคุยกับซีเยว่ เธอก็รู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ใช่ว่าจะไม่มีอยู่จริง
สุดท้ายแล้ว เจ้าเต่าเคยพูดก่อนหน้านี้ว่าตัวแปรสำคัญก็คือตัวเธอ
“จ้าวอสูร เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากพูด” เต่าเฒ่าพูดพลางถอนหายใจ “มันเป็นความลับสวรรค์ที่ไม่อาจเปิดเผยได้จริง ๆ”
“รอให้ฟ้าเปิดแล้วจึงจะมองเห็นดวงจันทร์ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ข้าบอกเจ้าได้ เจ้าเพียงจะต้องจดจำประโยคนี้ไว้เท่านั้น”
มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วและกำลังจะวางเต่าสูงวัยลง จังหวะนั้นเธอได้ยินเสียงขบขันดังมาจากด้านนอก “น้องหก เจ้าไปได้เต่าดำมาจากที่ใดกัน พี่สามเห็นว่ามันค่อนข้างดีทีเดียว นำมันไปตากแห้งแล้วเอาไปขายจะสามารถทำเงินได้อย่างน้อย 1,000 ชั่ง”
“ถุย! บิดายังแข็งแรงดี เงินที่เจ้าพูดนั้นเป็นเพียงเศษเงินเท่านั้น” เต่าเฒ่าถ่มน้ำลายใส่เสิ่นจวินเฉาแล้วทำท่าจะพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางโมโห แต่พอมันกระโดดออกจากมือมู่ไป๋ไป่ มันกลับวิ่งหนีไปอีกทาง
ถึงมันจะใจกล้ามากแค่ไหน มันก็ยังกลัวว่าชายหนุ่มจะถลกหนังตนไปตากแห้งแล้วเอาไปขายอยู่ดี
ถึงอย่างไร เทพแห่งความมั่งคั่งก็ยังมีชีวิตอยู่
“อ้าว ทำไมมันถึงหนีไปเสียแล้วล่ะ?” เสิ่นจวินเฉาคิดจะไล่ตามมันไป แต่เขาก็ถูกน้องสาวขวางเอาไว้
“พี่จวินเฉา ท่านอย่าไปสนใจเต่าตัวนั้นเลย” มู่ไป๋ไป่ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งนี้ “เจ้าเต่าตัวนั้นมีชีวิตมานานหลายปี อายุของมันมากกว่าข้ากับท่านรวมกันเสียอีก ตอนนี้มันมีจิตวิญญาณแล้ว เราฆ่ามันไม่ได้หรอก”
“มันมีจิตวิญญาณแล้วหรือ?” ดวงตาของเสิ่นจวินเฉาเป็นประกาย “แบบนั้นยิ่งดีกว่าเดิมอีก! ไป๋ไป่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าในเมืองหลวงมีคนมากแค่ไหนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ ขอเพียงเราเผยแพร่ข่าวลือนี้ออกไป ก็จะมีคนจำนวนมากมาขอชื่นชมเต่าที่มีอายุมาร่วมร้อยปี”
“แล้วเราจะเก็บเงินคนที่เข้ามาชม 1 ตำลึงต่อ 1 ครั้ง แต่ถ้าหากอยากสัมผัสเต่าตัวนั้นเพื่อโชคลาภ พวกเขาก็จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 1 ตำลึง”
“หากคิดในระยะยาว เราจะสามารถทำเงินได้มากมาย แถมยังไม่ต้องลงทุนมากมายอีกด้วย…”
“น้องสามปราดเปรื่องเรื่องการค้าขายมาก” มู่จวินฝานเดินเข้ามาได้ยินสิ่งที่เสิ่นจวินเฉาพูดพอดี เขาจึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ข้าอยากจะรู้ว่าน้องสามสนใจจะเข้ารับตำแหน่งกรมคลังหรือไม่?”
“หากน้องสามยินดีที่จะสอนเหล่าขุนนางที่ทำงานในกรม รายได้ในคลังหลวงของเป่ยหลงปีหน้าคงจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณอย่างแน่นอน”
“อะแฮ่ม…” เสิ่นจวินเฉาไอแห้ง ๆ เมื่อได้ยินคำเชิญชวนของพี่ชายคนโต “พี่ใหญ่ ขอบคุณสำหรับคำชมของท่าน ข้าเป็นเพียงเถ้าแก่ร้านเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการสำคัญในกรมคลังได้”
มู่ไป๋ไป่รู้สึกขบขันทันทีที่ได้ยินคำพูดถ่อมตนของพี่ชายคนที่ 3
หากสิ่งที่พี่สามของเธอทำได้นับว่าเป็นเพียงร้านค้าเล็ก ๆ บนโลกนี้คงไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองทำกิจการใหญ่เป็นแน่แท้
ความคิดของมู่จวินฝานนั้นไม่ต่างจากของมู่ไป๋ไป่ ตัวเขาจึงอยากได้เสิ่นจวินเฉาเข้ามาช่วยงานด้านนี้จริง ๆ
สุดท้ายแล้วแว่นแคว้นจะแข็งแกร่งได้ก็ต่อเมื่อมีความมั่งคั่งเพียงพอ ในตอนที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็ถูกเสียงพูดคุยดังขัดจังหวะเสียก่อน
“ทำไมทุกคนถึงได้มาเร็วขนาดนี้?” เซียวถังถังพูดพร้อมกับเดินกอดอกเข้ามา “ข้าคิดว่าข้ามาถึงคนแรกเสียอีก!”
“ไป๋ไป่ ทายซิว่าข้าเอาอะไรมาฝากท่าน!”
ก่อนที่มู่ไป๋ไป่จะทันได้ถามว่าทำไมศิษย์น้องถึงมาที่นี่ เธอก็ได้กลิ่นหอมหวานของอะไรบางอย่าง
“ถังเกา*?”
*ถังเกา (糖糕) หรือ ขนมแป้งทอดน้ำตาล เป็นของว่างที่ทำมาจากแป้ง น้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายแดง มีต้นกำเนิดมาจากเหอเป่ย
“ถูกต้อง!” เซียวถังถังหยิบถุงกระดาษออกมาจากอกเสื้ออย่างมีความสุข “ท่านรีบกินตอนร้อน ๆ สิ พี่ชายของข้าพาข้าไปซื้อจากอีกฝั่งของตลาดมา”
“...” เซียวถังอี้ที่บังเอิญเดินเข้ามาพอดีเหลือบมองหญิงสาวทั้ง 2 เงียบ ๆ
มู่ไป๋ไป่มองไปยังขนมที่เพิ่งทอดมาร้อน ๆ ถึงแม้ว่าขนมนี้จะน่ากินมาก แต่เธอกลับรู้สึกกินอะไรไม่ลงเสียดื้อ ๆ
“จวินฝานคารวะเสด็จอา” มู่จวินฝานอาศัยจังหวะนี้โค้งคำนับทักทายเซียวถังอี้และกล่าวถึงสิ่งที่เซียวถังถังเพิ่งพูดไปอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมันช่วยให้หญิงสาวรอดพ้นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดไปได้
มู่ไป๋ไป่มองพี่ชายคนโตด้วยสายตาขอบคุณ
“พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมากพิธี” เซียวถังอี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทำให้องค์ชายสามที่กำลังจะโค้งคำนับต้องชะงักไป
นับตั้งแต่ที่เสิ่นจวินเฉาสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเมื่อวานนี้ เขาก็เอาแต่มองเสด็จอาด้วยสายตาพินิจพิจารณาตลอด
ทว่าเซียวถังอี้ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นที่ถูกมองเช่นนั้น เขาเพียงแค่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของอีกฝ่ายและเดินเข้าไปหามู่ไป๋ไป่แล้วถามว่า “เจ้าบอกให้เรามาหารือกันที่ตำหนัก เจ้าเจอเบาะแสสำคัญอะไรหรือ?”
“ประมาณนั้น” หญิงสาวได้กลิ่นที่คุ้นเคยจากตัวชายหนุ่มแล้วรู้สึกไม่สบายใจจึงถอยออกจากเขา 2-3 ก้าวเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างทั้ง 2 “องค์หญิงซีเยว่แห่งแคว้นซีฉือบอกว่านางสามารถทำลายอาคมได้”
“องค์หญิงซีเยว่?” เสิ่นจวินเฉาขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “นางคือผู้หญิงผมสีอ่อนที่คุยกับเจ้าวันนั้นน่ะหรือ?”
เขาจำหญิงสาวคนนั้นได้ เพราะสุดท้ายแล้วก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้ามองเขาด้วยสายตาแน่วแน่ นางไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอ
นั่นจึงทำให้เขาจดจำนางได้
“ใช่แล้ว เป็นนาง” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าและเล่าให้ทุกคนฟังคร่าว ๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนที่ซีเยว่มาหาเธอเมื่อคืน
แต่เธอไม่ได้เอ่ยถึงความลับที่เกี่ยวข้องกับพวกเธอทั้ง 2
“ราชวงศ์ซีฉือมีหอสมุดใหญ่แห่งหนึ่ง” เสิ่นจวินเฉาลูบคางตัวเองอย่างครุ่นคิด “ข้าเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากคนท้องถิ่นตอนไปทำการค้าที่ซีฉือ เช่นนั้นองค์หญิงซีเยว่ก็สามารถทำลายอาคมได้สินะ”
“เจ้ามีวิธีที่จะตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่?” มู่จวินฝานคิดสักครู่แล้วถามขึ้นมาว่า “เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ไป๋ไป่ เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่านี่เป็นการทำลายอาคมครั้งแรกขององค์หญิงซีเยว่ ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้น…”
“ข้าเองก็คิดแบบเดียวกับท่าน” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าเห็นด้วย “นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าเชิญทุกท่านมาที่นี่ตั้งแต่เช้าเพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีการรับมือ”
แม้ว่าเธอจะเชื่อคำพูดของซีเยว่ แต่มันก็เป็นไปตามที่พี่ชายคนโตบอก เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ดังนั้นพวกเธอจะต้องคิดให้ดีก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใดก็ตาม
ถ้าในระหว่างการทำลายอาคมเกิดข้อผิดพลาดขึ้น นั่นมันหมายถึงชีวิตของท่านพ่อของเธอเลย
“ในเมื่อองค์หญิงซีเยว่สามารถทำลายอาคมได้จริง ๆ นางย่อมใช้อาคมได้เช่นกัน” เซียวถังอี้คิดสักครู่แล้วเสนอความคิดขึ้นมาว่า “เราให้องค์หญิงซีเยว่แสดงให้พวกเราดูดีหรือไม่?”
มู่จวินฝานกับเสิ่นจวินเฉามองหน้ากันก่อนจะตอบว่า “ความคิดนี้ดีทีเดียว”
ในไม่ช้าเรื่องนี้ก็ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย แต่มู่ไป๋ไป่ยังคงเหม่อลอยคิดอะไรบางอย่าง “ทำไมพี่รองถึงยังไม่มาสักที?”