เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 517: ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า

บทที่ 517: ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า

บทที่ 517: ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า


“ทำไม…” ซีเยว่รู้สึกงุนงงกับปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่มีต่อกล่องเทียนกานตี้จือ เธอจึงถามออกไปว่า “ทำไมเธอดูรังเกียจกล่องนี้จัง?”

มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจพร้อมกับอธิบายว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นแบบปุบปับเกินไป ฉันคิดว่าฉันจะได้อยู่ในโลกนี้ไปตลอดชีวิต เธอให้เวลาฉันคิดสักพักได้ไหม?”

ซีเยว่จ้องคนตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังก่อนจะพยักหน้าและเก็บกล่องนั้นกลับไปที่เดิม “ได้สิ เธอไม่ต้องกังวล ฉันยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำในโลกนี้ แต่ก่อนอื่นมีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกเธอ แต่ไม่มีโอกาสได้บอกเลย เสด็จพ่อของเธอดูเหมือนจะถูกอาคม”

มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงไปชั่วขณะเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายทราบเรื่องนี้ “ใครบอกเธอ?”

เรื่องที่มู่เทียนฉงถูกอาคมนั้นมีความสำคัญมาก คนที่รู้เรื่องดังกล่าวจึงมีเพียงไม่กี่คน แล้วซีเยว่ไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหน?

“ไม่มีใครบอกฉันหรอก” ถัดมา หญิงสาวกระโดดขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่าง ผมสีทองของเธอสะท้อนกับแสงจันทร์ทำให้ดูงดงามแปลกตา “ฉันเห็นมันด้วยตัวเอง”

“เธออาจจะไม่รู้ว่าแคว้นซีฉือมีหอสมุดที่ใหญ่มาก ในนั้นมีหนังสือแปลก ๆ มากมาย รวมไปถึงหนังสือเกี่ยวกับอาคมด้วย สำหรับฉันที่ไม่มีงานอดิเรกอะไรนอกจากหาเงินกับมองผู้ชายหล่อ ๆ ฉันก็เลยไปนั่งเล่นที่หอสมุดตอนที่ว่าง”

“เสด็จพ่อของเธอมีลักษณะเหมือนคนที่ต้องอาคมที่เขียนไว้ในหนังสือทุกประการ แต่โชคดีที่อาคมที่เขาโดนนั้นไม่ได้รุนแรงมากนัก เพราะงั้นเขาก็เลยรอดมาจนถึงทุกวันนี้”

มู่ไป๋ไป่ครุ่นคิดตามคำพูดของอีกคนแล้วถามว่า “เธอรู้วิธีทำลายอาคมหรือเปล่า ฉันรู้แค่ว่าจะต้องตามหาคนร่ายอาคม…”

“ทำไมถึงต้องตามหาคนร่ายอาคมล่ะ? วิธีนั้นมันโบราณมากแล้ว” ซีเยว่กล่าวพลางโบกมือเบา ๆ “ในหนังสือที่ฉันอ่านเขียนเอาไว้ว่า สิ่งที่เธอต้องทำก็คือหาคนที่มีอาคมแก่กล้า และเป็นแม่มดที่ทรงพลังมาต่อสู้กับพวกเขา ขอเพียงแค่คนคนนั้นพ่ายแพ้ อาคมที่อยู่บนตัวเสด็จพ่อของเธอก็จะถูกทำลายลงโดยอัตโนมัติ”

“นอกจากนี้ คนที่ถูกอาคมก็จะไม่ได้รับอันตรายอะไรด้วย”

“เอ่อ… ทำไมเรื่องนี้มันถึงฟังดูเหมือนเรื่องพ่อมดหมอผีในหนังแฟนตาซีเลยล่ะ?” มู่ไป๋ไป่คิดถึงนิยายเหนือธรรมชาติที่เคยอ่านในยุคปัจจุบัน คำอธิบายเรื่องการใช้เวทมนตร์จากประเทศหนึ่งในนิยายนั้นลึกลับมาก แถมพวกเขายังมีฝีมือการต่อสู้ที่โด่งดังมากด้วย

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” ซีเยว่พูดพร้อมกับยกมือขึ้นลูบคางตัวเอง “ฉันเองก็รู้สึกสงสัยว่าเวทมนตร์ในโลกนี้อาจจะคล้ายกับมนต์ดำในโลกของเรา เพียงแต่ชื่อเรียกอาจจะต่างกันเท่านั้น”

“เธอไม่รู้หรอกว่าในโลกนี้กับโลกของเรามีบางอย่างที่เหมือนกันอยู่”

“ฉันรู้” มู่ไป๋ไป่พยักหน้า ในตอนที่เธอศึกษาวิชาแพทย์ในหุบเขาหมอเทวดา เธอค้นพบว่าชื่อสมุนไพรที่ถูกบันทึกเอาไว้ในตำราแพทย์หลายเล่มนั้นเหมือนกันทุกประการกับชื่อสมุนไพรในโลกที่เธอเคยอยู่

“เอาเถอะ ถ้าเธออยากจะขจัดอาคมออกจากตัวเสด็จพ่อของเธอ ฉันก็พอจะช่วยได้” ซีเยว่ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันก็ไม่ได้อยากโอ้อวดอะไร แต่บนโลกใบนี้คงไม่มีใครเก่งกว่าฉันแล้ว”

“อะไรนะ เธอเป็นแม่มดเหรอ?” มู่ไป๋ไป่ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าเพื่อนร่วมโลกเดียวกันของเธอคนนี้ดูจะเก่งกาจกว่าเธอมาก

นอกจากนี้แคว้นซีฉือที่ซีเยว่อาศัยอยู่ดูเหมือนจะมีตำรามากมายให้ศึกษา เธอเลยมีความรู้รอบด้านเกี่ยวกับโลกนี้ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอาคมซึ่งชาวเป่ยหลงแทบจะไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย ทว่าอีกฝ่ายกลับเห็นอาการของมู่เทียนฉงแล้วรู้ได้ทันทีว่าเขาถูกอาคม แถมยังรู้วิธีการทำลายอาคมอีกด้วย

“ไม่ใช่” ซีเยว่กะพริบตาครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นจู่ ๆ แสงสีฟ้าในดวงตาก็สว่างขึ้น “ฉันเองก็เรียนรู้มันมาแบบผ่าน ๆ เอาเป็นว่าฉันพอจะรู้เรื่องเวทมนตร์มาบ้างเท่านั้น ฉันท่องจำทุกอย่างมาจากในหนังสือเวทมนตร์และคาถากว่า 10 เล่มในหอสมุด”

“การจะเอาชนะคนที่ใช้อาคมกับเสด็จพ่อของเธอนั้นมันง่ายมาก”

มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะจับมือเพื่อนสาวและพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ถ้าเธอสามารถช่วยพ่อของฉันทำลายอาคมได้จริง ๆ ฉันก็จะขอบคุณเธอมาก”

“ฮ่า ๆๆ ดูเธอสิ ดูเหมือนว่าเธอกับพ่อผู้แสนเย็นชาของเธอจะสนิทกันมาก” ซีเยว่ยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับตอบตกลง “โอเค ฉันจำสิ่งที่เธอพูดวันนี้ไว้แล้ว ฉันหวังว่าตอนที่ฉันต้องการความช่วยเหลือในอนาคต เธอจะไม่ผิดคำพูด”

มู่ไป๋ไป่พยักหน้ารับโดยไม่ลังเล ในเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือช่วยเหลือตน เธอก็จะไม่ลืมที่จะตอบแทนบุญคุณ

แล้วทั้งคู่ก็หารือกันว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการถอนอาคมให้มู่เทียนฉง ก่อนที่ซีเยว่จะขอตัวกลับ

มู่ไป๋ไป่มองดูแสงรุ่งอรุณที่กำลังทอขึ้นบนท้องฟ้า ดูเหมือนสวรรค์จะยังเข้าข้างเธอ ถึงได้ส่งผู้หญิงคนนี้มาช่วยแก้ปัญหาที่เธอกำลังเผชิญอยู่ ทำให้หัวใจที่เคยหนักอึ้งมาหลายวันในที่สุดก็เบาลง

ในเวลาเดียวกัน ณ จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

หลัวเซียวเซียวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้า ๆ สิ่งแรกที่นางเห็นก็คือความมืดมิด จากนั้นนางก็ได้กลิ่นเลือดลอยเข้ามาเตะจมูก บ่งบอกว่าตอนนี้มีคนกำลังนอนอยู่ข้างนาง

มันทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นอย่างกะทันหัน และนางก็รีบผุดลุกขึ้น ทว่าร่างกายเธอเหมือนถูกตรึงเอาไว้ แม้แต่นิ้วก็ยังขยับไม่ได้ นางจึงทำได้เพียงกลอกตาไปมาด้วยความเป็นกังวล

ตอนนี้คนที่นอนอยู่ด้านข้างนางน่าจะสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ เขาจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง

หลังจากนั้นไม่นานก็มีแสงสลัวสว่างขึ้นในห้อง

ฉู่เสวียนยืนอยู่ข้างเตียงพร้อมกับถือเชิงเทียนเอาไว้ในขณะที่มองมายังหลัวเซียวเซียว

“เป็นท่าน…” หญิงสาวมองใบหน้าที่คุ้นเคยภายใต้แสงเทียน และความทรงจำของนางก่อนที่จะหมดสติไปก็ไหลกลับมาอย่างรวดเร็ว นางจึงถามออกไปว่า “ฉู่เสวียน ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่ ท่านจะฆ่าข้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังไม่ลงมืออีก?”

หลัวเซียวเซียวมีคำถามมากมายอยู่ในหัว แต่ไม่ว่านางจะถามอะไรอีกฝ่าย คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงก็ไม่ยอมตอบประหนึ่งว่าเขาไม่ได้ยินคำพูดของนางเลย

ปัจจุบันกำลังของหลัวเซียวเซียวหมดลงแล้ว นางค่อย ๆ หลับตาลง พร้อมกันนั้นเสียงเต้นของหัวใจก็ดังชัดเต็มสองรูหู

ในขณะที่นางกำลังคิดว่าคงจะไม่ได้รับคำตอบจากฉู่เสวียนในคืนนี้ ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาเสียงเรียบนิ่งไร้ชีวิตชีวา

“ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า”

หลัวเซียวเซียวมองชายตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ แต่สีหน้าของชายหนุ่มไม่เปลี่ยนแปลงเลย ดวงตาสีแดงของเขาก็ยังคงว่างเปล่าเช่นเคย

ถ้าไม่ใช่เพราะว่าในห้องนี้มีเพียงพวกนาง 2 คนเท่านั้น นางคงจะเผลอคิดไปว่าบุคคลที่ 3 เป็นคนพูดคำพูดพวกนี้

“เชื่อฟังหรือ?” หลัวเซียวเซียวสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์ในใจตัวเองเอาไว้ “ท่านจะให้ข้าเชื่อฟังท่านแล้วเข้าไปในวังหลวงเพื่อลอบสังหารแทนท่านอย่างนั้นหรือ?”

“ฉู่เสวียน ถ้าท่านเห็นแก่ที่เราเคยรู้จักกัน ได้โปรดหยุดเถอะ ท่านเกลียดข้า หากท่านต้องการจะฆ่าใครบางคน ก็ฆ่าข้าเถอะ อย่าพยายามลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทเลย พระองค์ไม่ใช่คนที่ท่านจะล่วงเกินได้” หญิงสาวพยายามพูดเตือนสติอีกฝ่ายโดยหวังว่าเขาจะยังกลับตัวกลับใจได้

ดวงตาแข็งกร้าวของฉู่เสวียนในที่สุดก็เปลี่ยนไป เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลงจ้องตากับหลัวเซียวเซียว ก่อนจะพูดซ้ำประโยคเดิมคล้ายกับในหัวเขามีเพียงประโยคนี้เท่านั้น “ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า”

หลังจากพูดจบแล้วเขาก็ดับแสงเทียนก่อนจะวางเชิงเทียนลงบนโต๊ะด้านข้าง จากนั้นก็เดินกลับไปที่เตียงและนอนลงท่าเดิม

ท่ามกลางความมืดมิด หลัวเซียวเซียวรู้เพียงว่ามีใครบางคนนอนอยู่ด้านข้าง แต่นางไม่รู้ว่าระยะห่างระหว่างพวกนางนั้นใกล้กันมากแค่ไหน

แต่มันใกล้มากจนแขนเสื้อของทั้งคู่ถูกกัน

ถึงแม้จะอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ ทว่านางกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของฉู่เสวียนเลย

มิหนำซ้ำนางยังรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่ายช้า ๆ ซึ่งมันผิดปกติมาก

“ฉู่เสวียน ท่าน…”

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

หลัวเซียวเซียวพยายามบังคับตัวเองให้หยุดพูดก่อนที่จะพูดจบประโยค

ทำไมนางต้องสนใจฉู่เสวียนด้วย?

ที่ผ่านมาสิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำลงไปไม่คู่ควรกับการที่นางจะมอบความห่วงใยให้เขาเลยสักนิด

ต่อมา หลัวเซียวเซียวระงับความคิดในใจของตัวเอง และปิดตาที่สับสนรอให้จุดที่ถูกสกัดคลายลง จากนั้นค่อยหาทางทำอะไรสักอย่าง

จบบทที่ บทที่ 517: ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว