- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 517: ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า
บทที่ 517: ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า
บทที่ 517: ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า
“ทำไม…” ซีเยว่รู้สึกงุนงงกับปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่มีต่อกล่องเทียนกานตี้จือ เธอจึงถามออกไปว่า “ทำไมเธอดูรังเกียจกล่องนี้จัง?”
มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจพร้อมกับอธิบายว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นแบบปุบปับเกินไป ฉันคิดว่าฉันจะได้อยู่ในโลกนี้ไปตลอดชีวิต เธอให้เวลาฉันคิดสักพักได้ไหม?”
ซีเยว่จ้องคนตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังก่อนจะพยักหน้าและเก็บกล่องนั้นกลับไปที่เดิม “ได้สิ เธอไม่ต้องกังวล ฉันยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำในโลกนี้ แต่ก่อนอื่นมีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกเธอ แต่ไม่มีโอกาสได้บอกเลย เสด็จพ่อของเธอดูเหมือนจะถูกอาคม”
มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงไปชั่วขณะเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายทราบเรื่องนี้ “ใครบอกเธอ?”
เรื่องที่มู่เทียนฉงถูกอาคมนั้นมีความสำคัญมาก คนที่รู้เรื่องดังกล่าวจึงมีเพียงไม่กี่คน แล้วซีเยว่ไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหน?
“ไม่มีใครบอกฉันหรอก” ถัดมา หญิงสาวกระโดดขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่าง ผมสีทองของเธอสะท้อนกับแสงจันทร์ทำให้ดูงดงามแปลกตา “ฉันเห็นมันด้วยตัวเอง”
“เธออาจจะไม่รู้ว่าแคว้นซีฉือมีหอสมุดที่ใหญ่มาก ในนั้นมีหนังสือแปลก ๆ มากมาย รวมไปถึงหนังสือเกี่ยวกับอาคมด้วย สำหรับฉันที่ไม่มีงานอดิเรกอะไรนอกจากหาเงินกับมองผู้ชายหล่อ ๆ ฉันก็เลยไปนั่งเล่นที่หอสมุดตอนที่ว่าง”
“เสด็จพ่อของเธอมีลักษณะเหมือนคนที่ต้องอาคมที่เขียนไว้ในหนังสือทุกประการ แต่โชคดีที่อาคมที่เขาโดนนั้นไม่ได้รุนแรงมากนัก เพราะงั้นเขาก็เลยรอดมาจนถึงทุกวันนี้”
มู่ไป๋ไป่ครุ่นคิดตามคำพูดของอีกคนแล้วถามว่า “เธอรู้วิธีทำลายอาคมหรือเปล่า ฉันรู้แค่ว่าจะต้องตามหาคนร่ายอาคม…”
“ทำไมถึงต้องตามหาคนร่ายอาคมล่ะ? วิธีนั้นมันโบราณมากแล้ว” ซีเยว่กล่าวพลางโบกมือเบา ๆ “ในหนังสือที่ฉันอ่านเขียนเอาไว้ว่า สิ่งที่เธอต้องทำก็คือหาคนที่มีอาคมแก่กล้า และเป็นแม่มดที่ทรงพลังมาต่อสู้กับพวกเขา ขอเพียงแค่คนคนนั้นพ่ายแพ้ อาคมที่อยู่บนตัวเสด็จพ่อของเธอก็จะถูกทำลายลงโดยอัตโนมัติ”
“นอกจากนี้ คนที่ถูกอาคมก็จะไม่ได้รับอันตรายอะไรด้วย”
“เอ่อ… ทำไมเรื่องนี้มันถึงฟังดูเหมือนเรื่องพ่อมดหมอผีในหนังแฟนตาซีเลยล่ะ?” มู่ไป๋ไป่คิดถึงนิยายเหนือธรรมชาติที่เคยอ่านในยุคปัจจุบัน คำอธิบายเรื่องการใช้เวทมนตร์จากประเทศหนึ่งในนิยายนั้นลึกลับมาก แถมพวกเขายังมีฝีมือการต่อสู้ที่โด่งดังมากด้วย
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” ซีเยว่พูดพร้อมกับยกมือขึ้นลูบคางตัวเอง “ฉันเองก็รู้สึกสงสัยว่าเวทมนตร์ในโลกนี้อาจจะคล้ายกับมนต์ดำในโลกของเรา เพียงแต่ชื่อเรียกอาจจะต่างกันเท่านั้น”
“เธอไม่รู้หรอกว่าในโลกนี้กับโลกของเรามีบางอย่างที่เหมือนกันอยู่”
“ฉันรู้” มู่ไป๋ไป่พยักหน้า ในตอนที่เธอศึกษาวิชาแพทย์ในหุบเขาหมอเทวดา เธอค้นพบว่าชื่อสมุนไพรที่ถูกบันทึกเอาไว้ในตำราแพทย์หลายเล่มนั้นเหมือนกันทุกประการกับชื่อสมุนไพรในโลกที่เธอเคยอยู่
“เอาเถอะ ถ้าเธออยากจะขจัดอาคมออกจากตัวเสด็จพ่อของเธอ ฉันก็พอจะช่วยได้” ซีเยว่ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันก็ไม่ได้อยากโอ้อวดอะไร แต่บนโลกใบนี้คงไม่มีใครเก่งกว่าฉันแล้ว”
“อะไรนะ เธอเป็นแม่มดเหรอ?” มู่ไป๋ไป่ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าเพื่อนร่วมโลกเดียวกันของเธอคนนี้ดูจะเก่งกาจกว่าเธอมาก
นอกจากนี้แคว้นซีฉือที่ซีเยว่อาศัยอยู่ดูเหมือนจะมีตำรามากมายให้ศึกษา เธอเลยมีความรู้รอบด้านเกี่ยวกับโลกนี้ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอาคมซึ่งชาวเป่ยหลงแทบจะไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย ทว่าอีกฝ่ายกลับเห็นอาการของมู่เทียนฉงแล้วรู้ได้ทันทีว่าเขาถูกอาคม แถมยังรู้วิธีการทำลายอาคมอีกด้วย
“ไม่ใช่” ซีเยว่กะพริบตาครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นจู่ ๆ แสงสีฟ้าในดวงตาก็สว่างขึ้น “ฉันเองก็เรียนรู้มันมาแบบผ่าน ๆ เอาเป็นว่าฉันพอจะรู้เรื่องเวทมนตร์มาบ้างเท่านั้น ฉันท่องจำทุกอย่างมาจากในหนังสือเวทมนตร์และคาถากว่า 10 เล่มในหอสมุด”
“การจะเอาชนะคนที่ใช้อาคมกับเสด็จพ่อของเธอนั้นมันง่ายมาก”
มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะจับมือเพื่อนสาวและพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ถ้าเธอสามารถช่วยพ่อของฉันทำลายอาคมได้จริง ๆ ฉันก็จะขอบคุณเธอมาก”
“ฮ่า ๆๆ ดูเธอสิ ดูเหมือนว่าเธอกับพ่อผู้แสนเย็นชาของเธอจะสนิทกันมาก” ซีเยว่ยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับตอบตกลง “โอเค ฉันจำสิ่งที่เธอพูดวันนี้ไว้แล้ว ฉันหวังว่าตอนที่ฉันต้องการความช่วยเหลือในอนาคต เธอจะไม่ผิดคำพูด”
มู่ไป๋ไป่พยักหน้ารับโดยไม่ลังเล ในเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือช่วยเหลือตน เธอก็จะไม่ลืมที่จะตอบแทนบุญคุณ
แล้วทั้งคู่ก็หารือกันว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการถอนอาคมให้มู่เทียนฉง ก่อนที่ซีเยว่จะขอตัวกลับ
มู่ไป๋ไป่มองดูแสงรุ่งอรุณที่กำลังทอขึ้นบนท้องฟ้า ดูเหมือนสวรรค์จะยังเข้าข้างเธอ ถึงได้ส่งผู้หญิงคนนี้มาช่วยแก้ปัญหาที่เธอกำลังเผชิญอยู่ ทำให้หัวใจที่เคยหนักอึ้งมาหลายวันในที่สุดก็เบาลง
…
ในเวลาเดียวกัน ณ จวนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
หลัวเซียวเซียวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้า ๆ สิ่งแรกที่นางเห็นก็คือความมืดมิด จากนั้นนางก็ได้กลิ่นเลือดลอยเข้ามาเตะจมูก บ่งบอกว่าตอนนี้มีคนกำลังนอนอยู่ข้างนาง
มันทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นอย่างกะทันหัน และนางก็รีบผุดลุกขึ้น ทว่าร่างกายเธอเหมือนถูกตรึงเอาไว้ แม้แต่นิ้วก็ยังขยับไม่ได้ นางจึงทำได้เพียงกลอกตาไปมาด้วยความเป็นกังวล
ตอนนี้คนที่นอนอยู่ด้านข้างนางน่าจะสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ เขาจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง
หลังจากนั้นไม่นานก็มีแสงสลัวสว่างขึ้นในห้อง
ฉู่เสวียนยืนอยู่ข้างเตียงพร้อมกับถือเชิงเทียนเอาไว้ในขณะที่มองมายังหลัวเซียวเซียว
“เป็นท่าน…” หญิงสาวมองใบหน้าที่คุ้นเคยภายใต้แสงเทียน และความทรงจำของนางก่อนที่จะหมดสติไปก็ไหลกลับมาอย่างรวดเร็ว นางจึงถามออกไปว่า “ฉู่เสวียน ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่ ท่านจะฆ่าข้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังไม่ลงมืออีก?”
หลัวเซียวเซียวมีคำถามมากมายอยู่ในหัว แต่ไม่ว่านางจะถามอะไรอีกฝ่าย คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงก็ไม่ยอมตอบประหนึ่งว่าเขาไม่ได้ยินคำพูดของนางเลย
ปัจจุบันกำลังของหลัวเซียวเซียวหมดลงแล้ว นางค่อย ๆ หลับตาลง พร้อมกันนั้นเสียงเต้นของหัวใจก็ดังชัดเต็มสองรูหู
ในขณะที่นางกำลังคิดว่าคงจะไม่ได้รับคำตอบจากฉู่เสวียนในคืนนี้ ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาเสียงเรียบนิ่งไร้ชีวิตชีวา
“ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า”
หลัวเซียวเซียวมองชายตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ แต่สีหน้าของชายหนุ่มไม่เปลี่ยนแปลงเลย ดวงตาสีแดงของเขาก็ยังคงว่างเปล่าเช่นเคย
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าในห้องนี้มีเพียงพวกนาง 2 คนเท่านั้น นางคงจะเผลอคิดไปว่าบุคคลที่ 3 เป็นคนพูดคำพูดพวกนี้
“เชื่อฟังหรือ?” หลัวเซียวเซียวสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์ในใจตัวเองเอาไว้ “ท่านจะให้ข้าเชื่อฟังท่านแล้วเข้าไปในวังหลวงเพื่อลอบสังหารแทนท่านอย่างนั้นหรือ?”
“ฉู่เสวียน ถ้าท่านเห็นแก่ที่เราเคยรู้จักกัน ได้โปรดหยุดเถอะ ท่านเกลียดข้า หากท่านต้องการจะฆ่าใครบางคน ก็ฆ่าข้าเถอะ อย่าพยายามลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทเลย พระองค์ไม่ใช่คนที่ท่านจะล่วงเกินได้” หญิงสาวพยายามพูดเตือนสติอีกฝ่ายโดยหวังว่าเขาจะยังกลับตัวกลับใจได้
ดวงตาแข็งกร้าวของฉู่เสวียนในที่สุดก็เปลี่ยนไป เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลงจ้องตากับหลัวเซียวเซียว ก่อนจะพูดซ้ำประโยคเดิมคล้ายกับในหัวเขามีเพียงประโยคนี้เท่านั้น “ถ้าเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า”
หลังจากพูดจบแล้วเขาก็ดับแสงเทียนก่อนจะวางเชิงเทียนลงบนโต๊ะด้านข้าง จากนั้นก็เดินกลับไปที่เตียงและนอนลงท่าเดิม
ท่ามกลางความมืดมิด หลัวเซียวเซียวรู้เพียงว่ามีใครบางคนนอนอยู่ด้านข้าง แต่นางไม่รู้ว่าระยะห่างระหว่างพวกนางนั้นใกล้กันมากแค่ไหน
แต่มันใกล้มากจนแขนเสื้อของทั้งคู่ถูกกัน
ถึงแม้จะอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ ทว่านางกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของฉู่เสวียนเลย
มิหนำซ้ำนางยังรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่ายช้า ๆ ซึ่งมันผิดปกติมาก
“ฉู่เสวียน ท่าน…”
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
หลัวเซียวเซียวพยายามบังคับตัวเองให้หยุดพูดก่อนที่จะพูดจบประโยค
ทำไมนางต้องสนใจฉู่เสวียนด้วย?
ที่ผ่านมาสิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำลงไปไม่คู่ควรกับการที่นางจะมอบความห่วงใยให้เขาเลยสักนิด
ต่อมา หลัวเซียวเซียวระงับความคิดในใจของตัวเอง และปิดตาที่สับสนรอให้จุดที่ถูกสกัดคลายลง จากนั้นค่อยหาทางทำอะไรสักอย่าง