- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 515: หากเจ้าตายข้าจะยอมปล่อย
บทที่ 515: หากเจ้าตายข้าจะยอมปล่อย
บทที่ 515: หากเจ้าตายข้าจะยอมปล่อย
“ฮ่า ๆๆ!” ฉินเซียวอ้าปากหัวเราะกว้าง “มู่จวินเซิ่งเอ๋ยมู่จวินเซิ่ง ข้ารู้จักท่านมานานหลายปี ข้าไม่ยักรู้เลยว่าท่านจะเป็นคนกลัวภรรยา น่าขันชะมัด”
“การกลัวภรรยามันผิดตรงไหน?” แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วถาม
“ชายชาตรีที่แท้จริงควรเป็นอิสระ” ผู้บัญชาการฉินเดินโซเซไปพิงกับโต๊ะและชี้หน้าสหายพร้อมพูดว่า “ท่านจะปล่อยให้ผู้หญิงมาควบคุมท่านได้อย่างไร?”
“เจ้าไม่เข้าใจ” มู่จวินเซิ่งทำหน้าขึงขังอีกครั้ง “เรื่องเช่นนี้เจ้าพูดต่อหน้าข้าไม่เป็นไรหรอก แต่ระวังวาจาตัวเองให้ดี อย่าเที่ยวพูดไปเรื่อยเปื่อย หากภรรยาในอนาคตของเจ้ามาได้ยินเข้า นางคงไม่อยากแต่งงานกับเจ้า”
ฉินเซียวมองสหายคนสนิทด้วยสายตาดูถูก “หืม? นางจะไม่ยอมแต่งกับข้าหรือ ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่แต่งกับนางเช่นกัน!”
หลัวเซียวเซียวฟังบทสนทนาของผู้ชาย 2 คนที่เริ่มจะพากันออกทะเลไปมากขึ้นเรื่อย ๆ และถอนหายใจเบา ๆ นางรู้ว่าถ้านางยังยืนอยู่เฉย ๆ เช่นนี้ จนถึงรุ่งสางทั้งคู่ก็คงไม่ยอมกลับจวนของตัวเอง
หญิงสาวจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงให้ลุกขึ้น “ท่านแม่ทัพ เราไปกันเถอะเจ้าค่ะ”
“หืม?” มู่จวินเซิ่งเลิกคิ้วมองหน้าหลัวเซียวเซียวอย่างงุนงง “เจ้าเป็นใคร? อย่ามายุ่งกับข้า ถ้าเซียวเซียวมาเห็น นางจะเข้าใจผิด”
เมื่อหญิงสาวได้ยินว่าชายหนุ่มยังคงพูดถึงนางแม้จะเมามาย นางก็ยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้น “ท่านแม่ทัพ ข้าคือเซียวเซียว เราไปกันเถอะเจ้าค่ะ ข้ามาที่นี่เพื่อรับท่านกลับ”
มู่จวินเซิ่งกำลังจะผลักมืออีกฝ่ายออก แต่พอได้ยินคำพูดของนาง เขาก็กะพริบตามองคนพูดปริบ ๆ “เซียวเซียว? เจ้าคือเซียวเซียวหรือ?”
“เจ้าค่ะ ข้าเอง” หลัวเซียวเซียวพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ ท่านลุกขึ้นกลับไปกับข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าพยุงท่านกลับไม่ไหว”
มู่จวินเซิ่งฝึกฝนอยู่ในสนามรบมานานหลายปี ตัวของเขานั้นสูงใหญ่กว่าหลัวเซียวเซียวถึงหนึ่งช่วงศีรษะ
หากเขาไม่ให้ความร่วมมือแต่โดยดี หญิงสาวก็คงไม่สามารถพาอีกฝ่ายกลับไปได้ด้วยกำลังของตัวเอง
“ได้สิ” มู่จวินเซิ่งพยักหน้าช้า ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เท้าโต๊ะยืนขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ชายหนุ่มทำเช่นนี้ สายตาของเขาก็ไม่เคยละจากใบหน้าของหลัวเซียวเซียวเลย
ท่าทางนั้นคล้ายกับว่าเขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นจะมารับเขาด้วยตัวเองจริง ๆ
ทันทีที่หลัวเซียวเซียวเห็นมู่จวินเซิ่งให้ความร่วมมือ นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ขณะที่นางกำลังจะเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงลงบันได ฉินเซียวที่อยู่ด้านข้างก็เดินโซเซไปมาพร้อมถือกระบี่เอาไว้ในมือ
“เจ้าเป็นใคร! เจ้าจะพาองค์ชายรองไปที่ใด” ผู้บัญชาการหนุ่มตะโกนขึ้นพร้อมกับหรี่ตามองนาง “ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!”
“...”
ในยามปกติคนพวกนี้ชอบทำหน้าเคร่งขรึมจริงจัง หลัวเซียวเซียวไม่เคยคิดเลยว่าพอดื่มจนเมาแล้วพวกเขาจะรับมือได้ยากถึงเพียงนี้
“หลีกไป” มู่จวินเซิ่งรีบก้าวออกมาข้างหน้าและปัดกระบี่ฉินเซียวออกเบา ๆ “อย่ามาขวางทาง เซียวเซียวมารับข้ากลับจวน”
ผู้บัญชาการฉินที่ถูกผลักเพียงเล็กน้อยก็เสียหลักล้มลงไปนอนหงายกับพื้น “โอ๊ย! มู่จวินเซิ่ง เราเป็นสหายกันมากกว่า 20 ปี ท่านกล้าตีข้าหรือ?”
“เฮอะ หลังจากนี้ถ้าท่านคิดจะดื่มก็อย่าได้มาเรียกข้าอีก!”
มู่จวินเซิ่งสะอึกและเริ่มพูดเสียงอ้อแอ้ “เซียวเซียว ไม่ต้องไปสนใจเขา เรากลับกันเถอะ…”
หลังจากพูดจบเขาก็จับมือหญิงสาวจูงนางลงบันไดไปแบบเมามาย
ทางด้านหลัวเซียวเซียวหันกลับไปมองผู้บัญชาการหนุ่มด้วยความเป็นห่วง แล้วเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนอนแผ่อยู่บนพื้นไม่ยอมลุกขึ้นมา
“ท่านแม่ทัพ การปล่อยผู้บัญชาการฉินไว้แบบนี้จะเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?” แม้ว่านางจะบอกเสี่ยวเอ้อร์ให้ไปแจ้งที่จวนฉินเซียวเพื่อให้คนในจวนมารับเขากลับแล้ว แต่ถ้าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บเพราะถูกผลักเมื่อครู่จะเป็นอย่างไร?
“เขาไม่เป็นไรหรอก” มู่จวินเซิ่งส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจนัก “เขาหนังหนาจะตาย”
พอแม่ทัพหนุ่มเดินออกมาจากร้านอาหาร ฝีเท้าของเขาก็ดูจะมั่นคงมากขึ้น มันไม่ทิ้งร่องรอยเมามายเหมือนที่เขาแสดงออกตอนที่อยู่ในร้านอีกต่อไป
นี่เป็นนิสัยที่เขาฝึกฝนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมายามที่อยู่ในกองทัพ เขาไม่เคยเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองให้ใครรู้ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะเมามากแค่ไหนก็ตาม
หลัวเซียวเซียวที่เห็นชายหนุ่มเดินมั่นคงยิ่งขึ้น นางก็คิดว่าเขาได้สติกลับมาแล้ว แต่นางไม่คาดคิดว่าเขาจะจับมือนางเดินผ่านหน้าพ่อบ้านไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองอีกฝ่ายประหนึ่งว่าเขามองไม่เห็น
นางกับพ่อบ้านสูงวัยตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่ทั้งคู่จะรู้ว่ามู่จวินเซิ่งยังคงไร้สติอยู่ พวกนางจึงรีบดึงแขนเสื้อของเขาพร้อมกับพูดว่า “ท่านแม่ทัพ รถม้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ กลางคืนอากาศหนาว หลังดื่มเสร็จแล้วยังต้องลมหนาวอีกท่านจะป่วยเอา เรานั่งรถม้ากลับกันเถอะเจ้าค่ะ”
แม่ทัพหนุ่มหยุดฝีเท้า จากนั้นจึงเดินไปยังทิศทางที่รถม้าตั้งอยู่ตามที่หญิงสาวบอก
พ่อบ้านเห็นดังนั้นก็เข้าไปช่วยพยุงมู่จวินเซิ่งขึ้นรถม้า ในตอนที่หลัวเซียวเซียวคิดว่าเรื่องจบลงแล้ว หลังคอของนางก็รับรู้ได้ถึงไอสังหารรุนแรงที่พุ่งเข้าใส่
แต่หญิงสาวที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดียังคงยืนนิ่งในขณะที่มีดสั้นเลื่อนลงมาจากแขนเสื้อ นางคว้าจับมีดในมือแน่นก่อนจะแทงไปยังเงาดำที่กำลังโจมตีเข้าใส่
เงาดำเองก็ตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว เงานั้นกระโดดถอยกลับไปและฟาดมีดในมือของฝ่ายตรงข้ามตกลงสู่พื้น
ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว หลัวเซียวเซียวได้หยิบกระบี่อีกเล่มออกมาจากรถม้า
ในตอนที่นางออกมาจากจวนแม่ทัพ นางไม่ได้นำอาวุธติดตัวมาด้วย แต่พอคิดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวังหลวงเมื่อไม่นานมานี้ นางก็รีบกลับไปที่ห้องเพื่อนำอาวุธพวกนี้มาด้วย
ใครจะไปคาดคิดว่ามันจะได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ
“ท่านพ่อบ้าน ท่านพาท่านแม่ทัพกลับจวนเร็วเข้า!”
หลัวเซียวเซียวมองชายชุดดำที่ยืนอยู่ไม่ไกล รูปลักษณ์ของคนเบื้องหน้านั้นดูคุ้นตามาก ก่อนที่นางจะทันรู้ตัว ชื่อของฉู่เสวียนก็ปรากฏขึ้นมาในหัว
เขามาที่นี่อีกแล้ว…
หัวใจของนางบีบรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
“แต่คุณหนูหลัว…” พ่อบ้านชรารู้สึกเป็นห่วง เนื่องจากวันนี้ดึกมากแล้ว เขาจึงไม่ได้พาคนมาด้วย เขาไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
“ท่านอย่ากังวลไปเลย ท่านรีบพาท่านแม่ทัพกลับไปก่อน อีกสักครู่ข้าจะตามกลับไป” หลัวเซียวเซียวระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอก และพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ข้าจะจัดการคนผู้นี้เอง”
แม่ทัพหนุ่มที่อยู่ในรถม้าได้ยินเสียงกำลังจะเปิดม่านออกมาดู แต่เขาก็ถูกพ่อบ้านสูงวัยผลักกลับเข้าไป
สุดท้ายแล้วพ่อบ้านก็คือพ่อบ้านของมู่จวินเซิ่ง สำหรับเขา หากเขาสามารถช่วยชีวิตคนได้เพียง 1 คนในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย แน่นอนว่าคนผู้นั้นจะต้องเป็นมู่จวินเซิ่ง
“ท่านแม่ทัพ ไม่มีอะไร พวกเรากลับบ้านกันเถอะขอรับ” พ่อบ้านสั่งให้คนขับรถม้าออกรถโดยไม่หันกลับมามองหลัวเซียวเซียว
ขณะนั้นหญิงสาวกระชับกระบี่ในมือแน่นและไปยืนขวางรถม้าเพื่อจะเผชิญหน้ากับฉู่เสวียนเงียบ ๆ “ข้าไม่คิดว่าท่านจะดื้อรั้นถึงเพียงนี้”
นางคิดว่าตอนที่อยู่ใต้หน้าผาหลังจากที่นางพูดแบบนั้นกับอีกฝ่าย เขาจะกลับตัวกลับใจ
นางยังหวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่าชายผู้นี้จะได้สติและเปลี่ยนแปลงตัวเอง
แต่ตลอดช่วงเวลาที่เดินทางจากหน้าผามุ่งสู่เมืองหลวง ฉู่เสวียนยังคงปรากฏตัวและคอยย้ำซ้ำ ๆ ว่าทุกสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเพราะการกระทำของนาง ดูเหมือนว่านางจะคิดไปเองคนเดียว
บางทีความรักของคนคนนี้ไม่คุ้มค่าที่จะเอ่ยถึงเลย
หลัวเซียวเซียวหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด พอนางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาที่เย็นชาก็มีเพียงความมุ่งมั่น “ฉู่เสวียน ท่านกล้าเข้าไปในวังเพื่อลอบสังหารบุคคลสำคัญ การกระทำเช่นนั้นไม่อาจให้อภัย เหตุใดท่านถึงไม่ยอมแพ้เสียที?”
“ยอมแพ้?”
ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า แล้วสายลมก็ได้พัดพาเสียงนั้นเข้ามาในหูของหญิงสาวทำให้นางรู้สึกหายใจไม่ออก “ดี หากเจ้าตาย ข้าจึงจะยอมแพ้”
ทันทีที่เขาพูดจบ หลัวเซียวเซียวก็เห็นแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งเข้ามาหานาง
การเคลื่อนไหวของฉู่เสวียนนั้นรวดเร็วมากจนหญิงสาวตอบโต้ไม่ทัน
นางสามารถทำได้เพียงยกกระบี่ในมือมากันเอาไว้ด้วยพละกำลังทั้งหมด
แต่เมื่อกระบี่ของทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน หลัวเซียวเซียวก็สังเกตเห็นบางอย่าง นางจึงมองหน้าคนตรงข้ามด้วยความประหลาดใจ