- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 507: อาบแสงจันทร์
บทที่ 507: อาบแสงจันทร์
บทที่ 507: อาบแสงจันทร์
หลัวเซียวเซียวไม่ควรมีความรู้สึกอะไรต่อฉู่เสวียน แต่ทันทีที่นางพบเขา หัวใจของนางก็เจ็บปวดขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความรักมันช่างเจ็บปวดยิ่งนัก
“หากเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เช่นนั้นก็อย่าพูดเลย” มู่ไป๋ไป่ถอนสายตากลับมา “เซียวเซียว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขไปตลอดชีวิต พรุ่งนี้ข้าจะหาวิธีส่งเจ้า ถังถังและหวานหว่านออกจากวังให้ได้”
“แล้วข้าจะขอให้พี่รองช่วยเพิ่มการคุ้มกันจวนแม่ทัพด้วย”
การปรากฏตัวของฉู่เสวียนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ครั้งนี้เขาลอบสังหารล้มเหลว หลังจากนี้เขาจะต้องคิดหาวิธีอื่นเพื่อตามล่าหลัวเซียวเซียวอย่างแน่นอน แล้วนางก็จะตกอยู่ในอันตราย
ปัจจุบันในวังหลวงไม่ปลอดภัยเหมือนเช่นเคย การส่งหลัวเซียวเซียวออกไปจากที่นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวนางเอง และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นางได้พบกับฉู่เสวียนอีก
หญิงสาวก้มศีรษะลง นางเปิดปากอยากจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา แล้วนางก็ตอบรับสิ่งที่องค์หญิงหกกล่าวเงียบ ๆ โดยไม่คัดค้าน
คืนนั้นทั่วทั้งวังหลวงสว่างไสวไปด้วยแสงเทียน เหล่าขุนนางได้พากันเดินเข้าออกตำหนักตี้เฉินอยู่ตลอดเวลา
ยามนี้มู่ไป๋ไป่กระโดดขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาพลางมองไปยังทิศทางที่ตั้งของตำหนักตี้เฉินเงียบ ๆ
หลังจากมีสายลมพัดผ่านเบา ๆ ร่างสีม่วงก็มาปรากฏตัวข้างหลังเธอ
“เจ้ามารอนานหรือยัง?” เซียวถังอี้นั่งลงข้าง ๆ มู่ไป๋ไป่ จังหวะนั้นแขนเสื้อกว้างของเขาได้สัมผัสปลายนิ้วของเธอทำให้ร่างกายของเธอชะงักค้างไป
“ใครบอกว่าข้ากำลังรอท่านอยู่” หญิงสาวดึงมือออกทันทีพร้อมกับเสมองไปทางอื่น “ข้าแค่นอนไม่หลับ จึงอยากจะออกมาอาบแสงจันทร์ ท่านอย่าได้สำคัญตัวเองนักเลย”
“หืม?” รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏในดวงตาของชายหนุ่มขณะที่เขากล่าวว่า “ข้าคิดว่าเจ้าได้รับจดหมายจากชางหลานจึงได้มารอข้าอยู่ที่นี่”
ช่วงเย็นชางหลานได้มาแจ้งข่าวให้กับมู่ไป๋ไป่ มันบอกว่านายท่านของมันขอนัดพบเธอที่หลังคาทางทิศตะวันตกของตำหนักตี้เฉินในยามจื่อ*
*ยามจื่อ คือช่วงเวลา 23.00-00.59 น.
หญิงสาวบอกชางหลานแล้วว่าเธอไม่ไป พร้อมกับก่นด่าเซียวถังอี้ในใจที่เลือกสถานที่นัดพบได้บ้าบิ่นเช่นนี้
สุดท้ายพอถึงเวลานัดหมาย เธอก็ลืมตาขึ้นเที่ยงตรงยิ่งกว่านาฬิกาปลุกเสียอีก และเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปตามสถานที่ที่นัดหมายกัน
ระหว่างทาง มู่ไป๋ไป่ยังคงโน้มน้าวตัวเองว่าที่เธอไปตามนัดเพราะอยากจะถามอะไรบางอย่างกับเซียวถังอี้
ขณะนั้นเธอได้เตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่พอเธอมาถึงที่หมาย ปรากฏว่าไม่มีวี่แววของผู้ชายคนนั้นเลย
และการรอคอยนี้ก็กินเวลานานเกือบ 2 เค่อ
“รอท่านอยู่หรือ?” มู่ไป๋ไป่พูดเสียงเย็นชากับอีกฝ่าย “ท่านอ๋องเซียวดูเหมือนจะภูมิใจยิ่งนักที่คิดว่าข้ากำลังรอท่านอยู่”
“ท่านรีบไปเสียเถอะ อย่ามาขัดขวางเวลาอาบแสงจันทร์ของข้า”
หลังจากที่หญิงสาวเอ่ยปากไล่เขา แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีกลิ่นบางอย่างลอยเข้ามาในจมูก
ถึงอย่างไรเธอก็ร่ำเรียนวิชาแพทย์มา ทำให้เธอไวต่อกลิ่นเลือดมาก ไม่อย่างนั้นด้วยวิชาตัวเบาระดับสูงของเซียวถังอี้ เธอคงไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของเขาทันทีที่ปรากฏตัว
มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วแน่น หลังจากอดทนอยู่หลายอึดใจ เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันไปต่อว่าพร้อมกับจ้องชายหนุ่มด้วยความโกรธ “ท่านไม่รู้จักวิธีจัดการกลิ่นบนตัวท่านเองหรือ? เหม็นจะตายชักอยู่แล้ว”
เซียวถังอี้ยกแขนเสื้อขึ้นดมด้วยสีหน้าสับสน “มันมีกลิ่นหรือ?”
“ใช่!” หญิงสาวขยับตัวไปด้านข้างพยายามถอยห่างจากเขาให้มากที่สุด “ท่านฆ่าคนไปกี่คนถึงได้มีกลิ่นเลือดติดตัวแรงขนาดนี้?”
ในไม่ช้าชายหนุ่มก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไร
เขาเม้มปากแน่นก่อนจะอธิบายว่า “มือสังหารพวกนั้นปากแข็งมาก ข้าเลยจำเป็นจะต้องใช้วิธีการบางอย่าง ข้าคิดว่าขอเพียงไม่มีเลือดกระเด็นมาติดตัวข้ามันคงจะไม่เป็นไร แต่ข้าไม่คาดคิดว่าเจ้าจะรู้”
โชคดีที่เขาระวังตัวเองเอาไว้อยู่แล้ว
“ฮึ ท่านคิดว่าข้าไม่มีจมูกหรืออย่างไร?” มู่ไป๋ไป่บ่นพึมพำเบา ๆ “แล้วคนพวกนั้นพูดอะไรบ้าง พวกมันเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักตระกูลถัง?”
รอยยิ้มของเซียวถังอี้จางลงเล็กน้อยขณะที่เขาตอบว่า “พวกมันไม่ยอมพูดอะไร บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษที่ซ่อนไว้ระหว่างฟัน แต่ข้าก็รู้ตัวก่อนจึงห้ามพวกมันไว้ได้”
“พวกมันยังไม่ยอมพูดอะไรอีกหรือ?” หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น “พวกมันคิดว่าถ้าไม่พูดอะไร เราก็จะไม่รู้หรืออย่างไร? การปรากฏตัวของฉู่เสวียนบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าการลอบสังหารในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับสำนักตระกูลถัง”
“แม้ว่าคนพวกนั้นจะไม่ได้มาจากสำนักตระกูลถัง แต่ถังเป่ยเฉินจะต้องมีความเกี่ยวข้องอะไรกับคนที่วางแผนเบื้องหลังนี้อยู่ดี”
พอคิดถึงเรื่องนี้ มู่ไป๋ไป่ก็ตีหัวตัวเองทีหนึ่งเหมือนกับว่าตัวเองเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “ดูสมองข้าสิ ใช่แล้ว ถังเป่ยเฉินรู้ว่าใครเป็นคนวางแผนอยู่เบื้องหลัง ทำไมข้าไม่ไปถามเรื่องนี้จากเขาล่ะ!”
ตอนนี้พวกเขาอยู่ในเมืองหลวงซึ่งเป็นอาณาเขตของเธอ
ถังเป่ยเฉินควรจะได้รู้ว่าการล้ำเส้นเข้ามาในถิ่นของเธอมันจะเป็นอย่างไร
มู่ไป๋ไป่ลุกขึ้นและเตรียมจะกระโดดลงไปจากหลังคา แต่เธอก็ถูกเซียวถังอี้รั้งตัวเอาไว้ก่อน
“เจ้าจะไปไหน?”
“ข้าจะไปตามหาถังเป่ยเฉิน” หญิงสาวบิดแขนออกจากมือของชายหนุ่ม แล้วมองเขาด้วยสายตาสับสน “ท่านไม่ได้ยินสิ่งที่ข้าเพิ่งพูดไปเมื่อกี้หรืออย่างไร ถังเป่ยเฉินเป็นตัวแปรสำคัญ หากเราหาตัวเขาเจอ เราจะสามารถพบเบาะแสต่าง ๆ ที่เรายังไม่รู้ได้อย่างแน่นอน”
เมื่อเซียวถังอี้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจคำถามของตน เขาก็ถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนจะชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า “ข้ารู้ แต่เจ้าเงยหน้าดูท้องฟ้าตอนนี้สิ…”
“นี่…” ในที่สุดมู่ไป๋ไป่ก็รู้ตัวว่าตนเองหุนหันพลันแล่นมากเกินไป และลืมไปว่ายามนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว เธอจึงกระแอมในลำคอเบา ๆ ก่อนจะพูดอย่างดื้อดึงว่า “โบราณกล่าวไว้ว่า หากอยากสำเร็จให้ลงมือในคืนที่มืดมิดและมีลมแรง”
“เวลานี้เหมาะเจาะที่สุด หากเราไปตามหาถังเป่ยเฉินในตอนกลางวัน เขาจะต้องรู้ตัวแน่ แล้วถ้าเขาหนีไปก่อน เราจะตามหาเขาเจอได้อย่างไร?”
“...” เซียวถังอี้ยกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ สุดท้ายเขาก็พูดว่า “ช่างเถอะ ข้าจะไปกับเจ้าเอง เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ถังเป่ยเฉินอยู่ที่ไหน?”
ในช่วงบ่าย มู่จวินฝานได้ส่งองครักษ์เงาทั้งหมดออกไปสืบสวนหาที่อยู่ของเจ้าสำนักตระกูลถังและฉู่เสวียนในเมืองหลวง แต่พวกเขาก็ไม่พบเบาะแสของอีกฝ่ายเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉู่เสวียน หลังจากเขาออกจากตำหนักฉือซิ่ง เขาก็หายตัวไปในวังหลวงเงียบ ๆ
ไม่มีใครเห็นว่าเขาหลบหนีออกไปจากวังหลวงอย่างไร แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้ามาได้อย่างไรด้วย
“ข้าไม่รู้” มู่ไป๋ไป่ตอบเสียงเอื่อย “แต่ข้ามีผู้ช่วย”
พอเซียวถังอี้ได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนี้ เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะทำอะไร
เมื่อชายหนุ่มไตร่ตรองเรื่องนี้แล้ว เขาจึงเป่าปากเพื่อเรียกชางหลาน
ไม่กี่อึดใจต่อมา เหยี่ยวตัวใหญ่ผู้สง่างามก็ร่อนลงมาเกาะอยู่บนไหล่ของเจ้านาย
“ให้ชางหลานถ่ายทอดข้อความให้สิ” เซียวถังอี้กล่าวพลางชี้ไปยังชางหลานที่อยู่บนไหล่ตน “ความเร็วของชางหลานมีมากกว่าเจ้ากับข้า พอสัตว์ตัวอื่น ๆ เห็นมัน พวกมันก็คงจะรู้ว่าเจ้าเป็นคนส่งมา”
มู่ไป๋ไป่กะพริบตาปริบ ๆ และคิดว่าผู้ชายคนนี้ฉลาดมาก
ตัวเธอนั้นไม่ได้อยากออกไปวิ่งเพ่นพ่านอยู่บนถนนตอนกลางดึกแบบนี้ เธอจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าผูกไว้ที่อุ้งเท้าของเหยี่ยวตัวโต
“ข้าพกผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ติดตัวเอาไว้ตลอด มันมีกลิ่นตัวของข้าติดอยู่ พวกสัตว์ต่าง ๆ ในเมืองหลวงจะรับรู้กลิ่นนี้ได้ทันที”
“ชางหลาน ขอบใจเจ้ามาก ครั้งนี้เจ้าช่วยได้มากจริง ๆ”
“อย่ากังวลไปเลย ท่านจ้าวอสูร ชางหลานไม่เคยทำภารกิจล้มเหลวสักครั้ง” เหยี่ยวตัวโตโค้งคำนับให้มู่ไป๋ไป่ จากนั้นมันก็กางปีกบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายลับออกจากวังหลวงไป
หลังที่ชางหลานจากไป มู่ไป๋ไป่กับเซียวถังอี้ก็ไม่มีเรื่องที่จะพูดคุยกันต่อ
นั่นทำให้ทั้งคู่ยืนเงียบ ๆ อยู่ใต้แสงจันทร์อยู่สักพักหนึ่ง
“ข้าจะกลับก่อน…”
“ไปกินข้าวด้วยกัน…”
ชายหญิงทั้ง 2 พูดขึ้นมาเกือบจะพร้อมกัน และหยุดในเวลาเดียวกัน
เซียวถังอี้หลุบตาลงมองดูสีหน้าที่เลือนรางของมู่ไป๋ไป่ภายใต้แสงจันทร์ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามว่า “เจ้าอยากไปกินข้าวมื้อดึกกับข้าหรือไม่?”
--------------------------------------------------
พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: สถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้มันอะไรกันนนน