เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 508: ฉู่เสวียนไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว

บทที่ 508: ฉู่เสวียนไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว

บทที่ 508: ฉู่เสวียนไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว


มู่ไป๋ไป่เม้มปากแน่น แสงจันทร์สะท้อนในดวงตาที่ชัดเจนของเธอ แต่ก็นานกว่าที่เธอจะเอ่ยปากปฏิเสธคำเชิญชวนของเซียวถังอี้อย่างนุ่มนวล “ไม่เป็นไร ข้าไม่หิว ท่านอ๋อง ท่านไปกินคนเดียวเถอะ ข้าขอตัวกลับก่อน”

ชางหลานเป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก เพียงแค่ดมกลิ่นมันก็สามารถตามหาเธอได้ ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องมารออยู่ที่นี่

ที่จริงแล้วมีเรื่องสำคัญกว่านั้นก็คือ หญิงสาวไม่ต้องการให้ระหว่างเธอกับเซียวถังอี้เป็นแบบนี้อีกต่อไป

เธอไม่อยากเสียศักดิ์ศรีไปมากกว่านี้

ตั้งแต่ที่มู่ไป๋ไป่ถูกปฏิเสธ เธอก็อยากทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากความรู้สึกแย่ ๆ และพวกเธอทั้ง 2 ก็ควรกลับไปเป็นเหมือนเดิม หยุดทำตัวคลุมเครือต่อกันได้แล้ว

เธอไม่อยากได้รับความหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความไม่แน่นอนของเซียวถังอี้ แล้วความหวังของเธอก็ต้องถูกทำลายลงเพราะอีกฝ่าย ซึ่งมันเจ็บปวดมากจริง ๆ

มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ และลุกขึ้นยืนโดยไม่รอให้ชายหนุ่มพูดอะไร เธอโค้งคำนับให้เขาก่อนจะกล่าวลา จากนั้นก็กระโดดลงจากหลังคาหายเข้าไปท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน

เซียวถังอี้ได้แต่ยืนเงียบ ๆ อยู่บนหลังคา สายลมได้พัดเสื้อผ้าที่หรูหราของเขาให้ปลิวไสว หน้ากากเงินยังคงเย็นชาอยู่เช่นเคย แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับดูเปล่าเปลี่ยวผิดไปจากที่เคย

ปัจจุบันบรรยากาศภายในวังหลวงกำลังตึงเครียด ส่วนนอกวังหลวงเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน

ทันทีที่มีเรื่องเกิดขึ้นในตำหนักฉือซิ่ง วังหลวงก็ส่งคนออกไปด้านนอกเพื่อตามหามือสังหาร ชาวบ้านในเมืองหลวงต่างตื่นตระหนกกันอยู่ตลอด หลังจากพลบค่ำมาเพียงเล็กน้อย บรรยากาศก็ดูซบเซา เจ้าของร้านขายของหลายคนไม่ได้ออกมาวางแผงขายของคึกคักเหมือนเช่นเคย

และภายในถนนตามตรอกซอกซอยก็เงียบสงบราวกับอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

ในลานบ้านแห่งหนึ่ง ฉู่เสวียนสวมชุดดำนั่งตัวตรงอยู่บนม้านั่งหิน เขาเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างจ้าสะท้อนอยู่ในดวงตาซึ่งมีสีแดงเจือจางอยู่

ถังเป่ยเฉินผลักประตูเปิดออกมาด้วยความเหนื่อยล้าและเห็นว่าชายหนุ่มนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ที่ลานบ้าน เขาจึงขมวดคิ้วไม่พอใจ “ข้าไม่ได้บอกเจ้าไปแล้วหรือว่าให้หาที่ซ่อนตัว แล้วอย่าได้โผล่หน้าออกมาให้เห็นอีก”

วันนี้ตอนที่อยู่ในวังหลวงจู่ ๆ ฉู่เสวียนก็สูญเสียการควบคุมฝ่าฝืนคำสั่งของเขา ทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ มากมาย

เขาอยากจะแยกกันหลบหนีกับผู้ชายคนนี้ แต่ปัจจุบันประตูเมืองหลวงถูกปิดเอาไว้แล้ว แม้ว่าเขาจะมีพลังเหนือธรรมชาติ แต่เขาก็คงไม่สามารถหลบหนีออกไปเงียบ ๆ ได้อยู่ดี

พอคิดถึงเรื่องนี้ คิ้วหนาของเจ้าสำนักตระกูลถังก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น

“ฉู่เสวียน เจ้ายังจำเซียวเซียวได้ใช่หรือไม่ เจ้าขัดคำสั่งข้าครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อนาง นี่เจ้าคิดอะไรอยู่!!”

ถังเป่ยเฉินเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางเย็นชา พร้อมกับพูดเสียงลอดไรฟัน

หากคนที่เขาพาเข้ามาในเมืองหลวงครั้งนี้มีไม่มากนัก และฉู่เสวียนยังมีประโยชน์ต่อเขาอยู่ เขาคงจะฆ่าคนตรงหน้าตั้งแต่ที่เจ้าตัวหลุดการควบคุมไปวันนี้แล้ว

ไอ้บ้าราชากู่นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงได้กระจอกอย่างนี้!

เพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียวก็สามารถทำลายฤทธิ์ของมันได้แล้ว มันยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าราชากู่ได้อีกหรือ!

ถ้าเขาได้พบกับคนผู้นั้นอีก เขาจะต้องพูดคุยกับอีกฝ่ายให้ดีสักครั้ง

ฉู่เสวียนที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรตลอดเวลาที่ผ่านมา จู่ ๆ เขาก็เคลื่อนไหวเมื่อได้ยินคำว่า ‘หลัวเซียวเซียว’ เขาหันศีรษะมาทางเจ้าสำนักตระกูลถังช้า ๆ

ดวงตาสีแดงมองตรงมาที่คนพูด หลังจากผ่านไปสักพัก สายตาของเขาก็จดจ่ออยู่ที่ถังเป่ยเฉินประหนึ่งกับว่ามันเพิ่งจะค้นพบการมีอยู่ของอีกคน “นายท่าน ท่านกลับมาแล้ว”

“...” เจ้าสำนักตระกูลถังไม่ได้พูดอะไร

“ขอนายท่านโปรดอภัยให้แก่ฉู่เสวียนด้วย” ชายหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อ เขายังคงสวมชุดสีดำแบบที่เขาสวมตอนที่เข้าไปในวังหลวงเพื่อทำการลอบสังหารในวันนี้

เสื้อผ้าของเขาได้เปื้อนเลือดไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปกลิ่นคาวเลือดก็รุนแรงมากขึ้น เขายืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ด้วยใบหน้าซีดเผือด ซึ่งภาพนั้นทำให้เขาไม่ต่างจากมัจจุราชที่คลานขึ้นมาจากขุมนรก

ถังเป่ยเฉินตกตะลึงกับพฤติกรรมของชายผู้นี้

เมื่อก่อนตอนที่เขาป้อนราชากู่ให้กับฉู่เสวียน เขาไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติตรงไหน เขาแค่คิดว่ามันเป็นเพียงยาที่เอาไว้ควบคุมคนเท่านั้น

ในตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่า บางทีฉู่เสวียนอาจจะไม่ใช่มนุษย์นับตั้งแต่ที่ราชากู่เข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว

บุคคลนี้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่รู้จักเพียงทำตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น

ถังเป่ยเฉินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พร้อมกับสงบสติอารมณ์ลงแล้วบอกกับตัวเองว่าเขาไม่ควรไปยุ่งกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เขาจึงพูดขึ้นว่า

“ทำไมเจ้าถึงไปโผล่หน้าให้ผู้หญิงคนนั้นเห็น?” น้ำเสียงที่เขาใช้พูดในครั้งนี้ฟังดูนุ่มนวลลงกว่าปกติมาก

หลังจากที่เจ้าสำนักตระกูลถังสังเกตเห็นว่าฉู่เสวียนมีปฏิกิริยาแปลกไปยามที่ได้ยินชื่อของหลัวเซียวเซียว เขาก็เหมือนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างและหยุดเอ่ยชื่อของนาง

“ฉู่เสวียน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าผู้หญิงคนนั้นทำอะไรกับเจ้าเอาไว้ หรือว่าเจ้าให้อภัยนางแล้ว?”

ดวงตาของฉู่เสวียนนิ่งสงบจนแทบจะว่างเปล่า ก่อนที่เขาจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ไม่ ข้าจะไม่มีวันลืมการทรยศหักหลังของผู้หญิงคนนั้นและไม่มีวันให้อภัยนาง”

เมื่อถังเป่ยเฉินเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีเหมือนคนกำลังโกหก เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย “แล้วทำไมวันนี้เจ้าถึงทำแบบนั้น ฉู่เสวียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังทำให้ข้าลำบาก?”

“การที่เจ้าไปปรากฏตัวแบบนั้นทำให้สำนักตระกูลถังถูกเพ่งเล็งจากราชสำนัก แม้ว่าสำนักตระกูลถังไม่ได้คิดที่จะร่วมมือกับกลุ่มคนประหลาดของหนานซวน แต่ตอนนี้เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว มันเป็นไปได้ยากที่เราจะหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้อย่างปลอดภัย”

ทางด้านฉู่เสวียนกะพริบตาช้า ๆ เขากำลังพยายามหาคำตอบในคำถามของผู้เป็นนาย

อาจกล่าวได้ว่าก่อนที่ถังเป่ยเฉินจะกลับมา เขาได้คิดถึงปัญหานี้อยู่แล้ว

ทำไมจู่ ๆ เขาถึงเปลี่ยนแผนอย่างกะทันหันและไปปรากฏตัวต่อหน้าหลัวเซียวเซียว?

ทำไมเขาถึงไม่ลงมือ ทั้งที่เขามีโอกาสที่จะฆ่าผู้หญิงคนนั้นได้ภายในดาบเดียว?

เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา?

ทันใดนั้นความเจ็บปวดที่รุนแรงก็ปะทุขึ้นบริเวณศีรษะอย่างกะทันหันคล้ายกับว่ามีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงเส้นลมปราณในสมองเพื่อบังคับให้เขาหยุดคิดเรื่องนี้

“อ๊ากกก…” ฉู่เสวียนยกมือขึ้นกุมหัวขณะที่สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด

“ฉู่เสวียน?” ถังเป่ยเฉินเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สบาย เขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นเขาเลยคิดจะเดินเข้าไปดู

ผลก็คือทันทีที่เขาเข้าไปใกล้ เขาก็ถูกผลักถอยหลังไปหลายก้าวด้วยกำลังภายในที่ปะทุออกมาอย่างกะทันหันของฉู่เสวียน จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยออกมาจากลำคอ

“ฉู่เสวียน… นี่เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?”

“รีบตั้งสติเร็วเข้า!”

ทว่าฉู่เสวียนเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้าสำนักตระกูลถังพูดเลย ชั่วขณะหนึ่งเขามองเห็นรอยยิ้มที่งดงามของหลัวเซียวเซียว ต่อมาเขาก็เห็นภาพที่นางปกป้องมู่จวินเซิ่งด้วยท่าทางแน่วแน่

แล้วอารมณ์สุดขั้ว 2 อารมณ์ก็ปะทะกันอยู่ภายในใจของเขา

ส่งผลให้กำลังภายในของเขาเกิดความวุ่นวายจากแรงกดดันและความผันผวนของอารมณ์

ในขณะที่ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าร่างกายตัวเองกำลังถูกไฟลุกท่วม เขารู้สึกไม่สบายตัวจนอยากจะฉีกทึ้งร่างกายให้เห็นถึงข้างใน และเขาก็เจ็บปวดที่บริเวณท้ายทอย จนกระทั่งเขาหมดสติไป

เมื่อถังเป่ยเฉินมองไปยังฉู่เสวียนที่นอนอยู่บนพื้น เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขายกมือขึ้นกุมหน้าอกพร้อมยืนขึ้นมองผู้มาใหม่อย่างเย็นชา “ท่านมาถูกเวลาพอดี ท่านพูดเองไม่ใช่หรือว่าราชากู่นั้นดีนักหนา?”

“แล้วทำไมเขาถึงยังฝ่าฝืนคำสั่ง ทำอะไรตามใจตัวเอง แล้วนี่ยังมาคลั่งจนทำให้ข้าเกือบตายไปด้วย”

ชายชุดดำหัวเราะเยาะ “ท่านเจ้าสำนักกล่าวหนักเกินไปแล้ว ด้วยวรยุทธระดับท่าน ท่านจะตายง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไรกัน”

“เลิกพูดไร้สาระกับข้าได้แล้ว” บัดนี้ดวงตาของถังเป่ยเฉินเต็มไปด้วยความเย็นชา “เป็นท่านหรือไม่ที่ทำให้ฉู่เสวียนมีพฤติกรรมผิดปกติในวันนี้ ในเมื่อท่านมอบราชากู่ให้กับข้า ท่านย่อมควบคุมมันได้”

“ท่านคิดจะทำอะไร?”

ชายชุดดำเดินไปนั่งลงตรงหน้าโต๊ะหิน เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่ซีดเผือดพอ ๆ กับฉู่เสวียนที่ซ่อนอยู่ใต้เงาเสื้อคลุมของเขา “ท่านเจ้าสำนัก เราให้ความร่วมมือกับท่านด้วยความจริงใจอย่างเต็มที่ เราไม่มีทางทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะตัวฉู่เสวียนเองต่างหาก”

จบบทที่ บทที่ 508: ฉู่เสวียนไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว