- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 508: ฉู่เสวียนไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว
บทที่ 508: ฉู่เสวียนไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว
บทที่ 508: ฉู่เสวียนไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว
มู่ไป๋ไป่เม้มปากแน่น แสงจันทร์สะท้อนในดวงตาที่ชัดเจนของเธอ แต่ก็นานกว่าที่เธอจะเอ่ยปากปฏิเสธคำเชิญชวนของเซียวถังอี้อย่างนุ่มนวล “ไม่เป็นไร ข้าไม่หิว ท่านอ๋อง ท่านไปกินคนเดียวเถอะ ข้าขอตัวกลับก่อน”
ชางหลานเป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก เพียงแค่ดมกลิ่นมันก็สามารถตามหาเธอได้ ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องมารออยู่ที่นี่
ที่จริงแล้วมีเรื่องสำคัญกว่านั้นก็คือ หญิงสาวไม่ต้องการให้ระหว่างเธอกับเซียวถังอี้เป็นแบบนี้อีกต่อไป
เธอไม่อยากเสียศักดิ์ศรีไปมากกว่านี้
ตั้งแต่ที่มู่ไป๋ไป่ถูกปฏิเสธ เธอก็อยากทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากความรู้สึกแย่ ๆ และพวกเธอทั้ง 2 ก็ควรกลับไปเป็นเหมือนเดิม หยุดทำตัวคลุมเครือต่อกันได้แล้ว
เธอไม่อยากได้รับความหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความไม่แน่นอนของเซียวถังอี้ แล้วความหวังของเธอก็ต้องถูกทำลายลงเพราะอีกฝ่าย ซึ่งมันเจ็บปวดมากจริง ๆ
มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ และลุกขึ้นยืนโดยไม่รอให้ชายหนุ่มพูดอะไร เธอโค้งคำนับให้เขาก่อนจะกล่าวลา จากนั้นก็กระโดดลงจากหลังคาหายเข้าไปท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน
เซียวถังอี้ได้แต่ยืนเงียบ ๆ อยู่บนหลังคา สายลมได้พัดเสื้อผ้าที่หรูหราของเขาให้ปลิวไสว หน้ากากเงินยังคงเย็นชาอยู่เช่นเคย แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับดูเปล่าเปลี่ยวผิดไปจากที่เคย
ปัจจุบันบรรยากาศภายในวังหลวงกำลังตึงเครียด ส่วนนอกวังหลวงเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน
ทันทีที่มีเรื่องเกิดขึ้นในตำหนักฉือซิ่ง วังหลวงก็ส่งคนออกไปด้านนอกเพื่อตามหามือสังหาร ชาวบ้านในเมืองหลวงต่างตื่นตระหนกกันอยู่ตลอด หลังจากพลบค่ำมาเพียงเล็กน้อย บรรยากาศก็ดูซบเซา เจ้าของร้านขายของหลายคนไม่ได้ออกมาวางแผงขายของคึกคักเหมือนเช่นเคย
และภายในถนนตามตรอกซอกซอยก็เงียบสงบราวกับอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก
ในลานบ้านแห่งหนึ่ง ฉู่เสวียนสวมชุดดำนั่งตัวตรงอยู่บนม้านั่งหิน เขาเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างจ้าสะท้อนอยู่ในดวงตาซึ่งมีสีแดงเจือจางอยู่
ถังเป่ยเฉินผลักประตูเปิดออกมาด้วยความเหนื่อยล้าและเห็นว่าชายหนุ่มนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ที่ลานบ้าน เขาจึงขมวดคิ้วไม่พอใจ “ข้าไม่ได้บอกเจ้าไปแล้วหรือว่าให้หาที่ซ่อนตัว แล้วอย่าได้โผล่หน้าออกมาให้เห็นอีก”
วันนี้ตอนที่อยู่ในวังหลวงจู่ ๆ ฉู่เสวียนก็สูญเสียการควบคุมฝ่าฝืนคำสั่งของเขา ทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ มากมาย
เขาอยากจะแยกกันหลบหนีกับผู้ชายคนนี้ แต่ปัจจุบันประตูเมืองหลวงถูกปิดเอาไว้แล้ว แม้ว่าเขาจะมีพลังเหนือธรรมชาติ แต่เขาก็คงไม่สามารถหลบหนีออกไปเงียบ ๆ ได้อยู่ดี
พอคิดถึงเรื่องนี้ คิ้วหนาของเจ้าสำนักตระกูลถังก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น
“ฉู่เสวียน เจ้ายังจำเซียวเซียวได้ใช่หรือไม่ เจ้าขัดคำสั่งข้าครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อนาง นี่เจ้าคิดอะไรอยู่!!”
ถังเป่ยเฉินเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางเย็นชา พร้อมกับพูดเสียงลอดไรฟัน
หากคนที่เขาพาเข้ามาในเมืองหลวงครั้งนี้มีไม่มากนัก และฉู่เสวียนยังมีประโยชน์ต่อเขาอยู่ เขาคงจะฆ่าคนตรงหน้าตั้งแต่ที่เจ้าตัวหลุดการควบคุมไปวันนี้แล้ว
ไอ้บ้าราชากู่นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงได้กระจอกอย่างนี้!
เพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียวก็สามารถทำลายฤทธิ์ของมันได้แล้ว มันยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าราชากู่ได้อีกหรือ!
ถ้าเขาได้พบกับคนผู้นั้นอีก เขาจะต้องพูดคุยกับอีกฝ่ายให้ดีสักครั้ง
ฉู่เสวียนที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรตลอดเวลาที่ผ่านมา จู่ ๆ เขาก็เคลื่อนไหวเมื่อได้ยินคำว่า ‘หลัวเซียวเซียว’ เขาหันศีรษะมาทางเจ้าสำนักตระกูลถังช้า ๆ
ดวงตาสีแดงมองตรงมาที่คนพูด หลังจากผ่านไปสักพัก สายตาของเขาก็จดจ่ออยู่ที่ถังเป่ยเฉินประหนึ่งกับว่ามันเพิ่งจะค้นพบการมีอยู่ของอีกคน “นายท่าน ท่านกลับมาแล้ว”
“...” เจ้าสำนักตระกูลถังไม่ได้พูดอะไร
“ขอนายท่านโปรดอภัยให้แก่ฉู่เสวียนด้วย” ชายหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อ เขายังคงสวมชุดสีดำแบบที่เขาสวมตอนที่เข้าไปในวังหลวงเพื่อทำการลอบสังหารในวันนี้
เสื้อผ้าของเขาได้เปื้อนเลือดไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปกลิ่นคาวเลือดก็รุนแรงมากขึ้น เขายืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ด้วยใบหน้าซีดเผือด ซึ่งภาพนั้นทำให้เขาไม่ต่างจากมัจจุราชที่คลานขึ้นมาจากขุมนรก
ถังเป่ยเฉินตกตะลึงกับพฤติกรรมของชายผู้นี้
เมื่อก่อนตอนที่เขาป้อนราชากู่ให้กับฉู่เสวียน เขาไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติตรงไหน เขาแค่คิดว่ามันเป็นเพียงยาที่เอาไว้ควบคุมคนเท่านั้น
ในตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่า บางทีฉู่เสวียนอาจจะไม่ใช่มนุษย์นับตั้งแต่ที่ราชากู่เข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว
บุคคลนี้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่รู้จักเพียงทำตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น
ถังเป่ยเฉินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พร้อมกับสงบสติอารมณ์ลงแล้วบอกกับตัวเองว่าเขาไม่ควรไปยุ่งกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เขาจึงพูดขึ้นว่า
“ทำไมเจ้าถึงไปโผล่หน้าให้ผู้หญิงคนนั้นเห็น?” น้ำเสียงที่เขาใช้พูดในครั้งนี้ฟังดูนุ่มนวลลงกว่าปกติมาก
หลังจากที่เจ้าสำนักตระกูลถังสังเกตเห็นว่าฉู่เสวียนมีปฏิกิริยาแปลกไปยามที่ได้ยินชื่อของหลัวเซียวเซียว เขาก็เหมือนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างและหยุดเอ่ยชื่อของนาง
“ฉู่เสวียน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าผู้หญิงคนนั้นทำอะไรกับเจ้าเอาไว้ หรือว่าเจ้าให้อภัยนางแล้ว?”
ดวงตาของฉู่เสวียนนิ่งสงบจนแทบจะว่างเปล่า ก่อนที่เขาจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ไม่ ข้าจะไม่มีวันลืมการทรยศหักหลังของผู้หญิงคนนั้นและไม่มีวันให้อภัยนาง”
เมื่อถังเป่ยเฉินเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีเหมือนคนกำลังโกหก เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย “แล้วทำไมวันนี้เจ้าถึงทำแบบนั้น ฉู่เสวียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังทำให้ข้าลำบาก?”
“การที่เจ้าไปปรากฏตัวแบบนั้นทำให้สำนักตระกูลถังถูกเพ่งเล็งจากราชสำนัก แม้ว่าสำนักตระกูลถังไม่ได้คิดที่จะร่วมมือกับกลุ่มคนประหลาดของหนานซวน แต่ตอนนี้เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว มันเป็นไปได้ยากที่เราจะหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้อย่างปลอดภัย”
ทางด้านฉู่เสวียนกะพริบตาช้า ๆ เขากำลังพยายามหาคำตอบในคำถามของผู้เป็นนาย
อาจกล่าวได้ว่าก่อนที่ถังเป่ยเฉินจะกลับมา เขาได้คิดถึงปัญหานี้อยู่แล้ว
ทำไมจู่ ๆ เขาถึงเปลี่ยนแผนอย่างกะทันหันและไปปรากฏตัวต่อหน้าหลัวเซียวเซียว?
ทำไมเขาถึงไม่ลงมือ ทั้งที่เขามีโอกาสที่จะฆ่าผู้หญิงคนนั้นได้ภายในดาบเดียว?
เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา?
ทันใดนั้นความเจ็บปวดที่รุนแรงก็ปะทุขึ้นบริเวณศีรษะอย่างกะทันหันคล้ายกับว่ามีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงเส้นลมปราณในสมองเพื่อบังคับให้เขาหยุดคิดเรื่องนี้
“อ๊ากกก…” ฉู่เสวียนยกมือขึ้นกุมหัวขณะที่สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด
“ฉู่เสวียน?” ถังเป่ยเฉินเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สบาย เขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นเขาเลยคิดจะเดินเข้าไปดู
ผลก็คือทันทีที่เขาเข้าไปใกล้ เขาก็ถูกผลักถอยหลังไปหลายก้าวด้วยกำลังภายในที่ปะทุออกมาอย่างกะทันหันของฉู่เสวียน จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยออกมาจากลำคอ
“ฉู่เสวียน… นี่เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?”
“รีบตั้งสติเร็วเข้า!”
ทว่าฉู่เสวียนเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้าสำนักตระกูลถังพูดเลย ชั่วขณะหนึ่งเขามองเห็นรอยยิ้มที่งดงามของหลัวเซียวเซียว ต่อมาเขาก็เห็นภาพที่นางปกป้องมู่จวินเซิ่งด้วยท่าทางแน่วแน่
แล้วอารมณ์สุดขั้ว 2 อารมณ์ก็ปะทะกันอยู่ภายในใจของเขา
ส่งผลให้กำลังภายในของเขาเกิดความวุ่นวายจากแรงกดดันและความผันผวนของอารมณ์
ในขณะที่ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าร่างกายตัวเองกำลังถูกไฟลุกท่วม เขารู้สึกไม่สบายตัวจนอยากจะฉีกทึ้งร่างกายให้เห็นถึงข้างใน และเขาก็เจ็บปวดที่บริเวณท้ายทอย จนกระทั่งเขาหมดสติไป
เมื่อถังเป่ยเฉินมองไปยังฉู่เสวียนที่นอนอยู่บนพื้น เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขายกมือขึ้นกุมหน้าอกพร้อมยืนขึ้นมองผู้มาใหม่อย่างเย็นชา “ท่านมาถูกเวลาพอดี ท่านพูดเองไม่ใช่หรือว่าราชากู่นั้นดีนักหนา?”
“แล้วทำไมเขาถึงยังฝ่าฝืนคำสั่ง ทำอะไรตามใจตัวเอง แล้วนี่ยังมาคลั่งจนทำให้ข้าเกือบตายไปด้วย”
ชายชุดดำหัวเราะเยาะ “ท่านเจ้าสำนักกล่าวหนักเกินไปแล้ว ด้วยวรยุทธระดับท่าน ท่านจะตายง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
“เลิกพูดไร้สาระกับข้าได้แล้ว” บัดนี้ดวงตาของถังเป่ยเฉินเต็มไปด้วยความเย็นชา “เป็นท่านหรือไม่ที่ทำให้ฉู่เสวียนมีพฤติกรรมผิดปกติในวันนี้ ในเมื่อท่านมอบราชากู่ให้กับข้า ท่านย่อมควบคุมมันได้”
“ท่านคิดจะทำอะไร?”
ชายชุดดำเดินไปนั่งลงตรงหน้าโต๊ะหิน เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่ซีดเผือดพอ ๆ กับฉู่เสวียนที่ซ่อนอยู่ใต้เงาเสื้อคลุมของเขา “ท่านเจ้าสำนัก เราให้ความร่วมมือกับท่านด้วยความจริงใจอย่างเต็มที่ เราไม่มีทางทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะตัวฉู่เสวียนเองต่างหาก”