- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 505: ซองแดง
บทที่ 505: ซองแดง
บทที่ 505: ซองแดง
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่มีเมฆสีดำก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนือวังหลวง ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบมืดครึ้มลง
เสิ่นจวินเฉาเดินตามเซียวถังอี้ไปใช้ช้า ๆ พลางขยับพัดในมือ ในขณะที่มอง ‘เสด็จอา’ ของตัวเองซึ่งเขาไม่ได้เพิ่งเคยพบหน้าเป็นครั้งแรก
ในปีนั้นเขาจำได้ว่าตอนที่เขาพบกับชายผู้นี้ มู่ไป๋ไป่ได้บอกเล่าเรื่องแย่ ๆ เกี่ยวกับอีกฝ่ายให้เขาฟัง และเขาก็คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงทั้ง 2 นั้นย่ำแย่มาก
แต่ต่อมาเมื่อได้รู้จักกันมากขึ้น เขาก็พบว่า 2 คนนี้มักจะหาเรื่องทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนคนที่ไม่ชอบหน้ากัน แต่แท้จริงแล้ว ทั้งคู่มักจะยื่นมือช่วยเหลือกันและกันยามที่อีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือเสมอ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเซียวถังอี้กับมู่ไป๋ไป่นั้นไม่ธรรมดาเลย
ตอนนี้เขาได้รับการยืนยันแล้วว่าทั้ง 2 คนไม่ได้มีเพียงความสัมพันธ์ที่ธรรมดา แต่เป็น ‘อากับหลาน’ นั่นทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดมาก
ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เขาเชื่อว่าเสด็จพี่ของเขาซึ่งเป็นองค์รัชทายาทก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้เช่นกัน
พรึ่บ!
เสิ่นจวินเฉาเก็บพัดของตัวเองและเร่งฝีเท้าเพื่อเดิมตามให้ทันเซียวถังอี้ แล้วไปเดินขนาบข้างเขาก่อนจะเอ่ยปากว่า “เสด็จอา ขอบพระทัยเสด็จอาที่คอยดูแลไป๋ไป่มาตลอด”
สีหน้าของฝ่ายที่ได้ยินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งริมฝีปากหยักได้รูปนั้นก็ยังขยับพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ “มันเป็นหน้าที่ของข้า”
“...”
ชายหนุ่มคาดเดาคำตอบมากมายที่เซียวถังอี้อาจจะตอบเอาไว้ แต่ไม่มีคำตอบใดที่ตรงกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาเมื่อกี้เลยสักนิด
คำตอบของเสด็จอาฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสิ่งที่เขาสมควรทำจริง ๆ จนเสิ่นจวินเฉาไม่รู้ว่าจะพูดกับคนผู้นี้ต่อว่าอย่างไร
เขาทำงานติดต่อกับผู้คนมานานหลายสิบปียังไม่เคยพบใครแบบเซียวถังอี้มาก่อนเลย
“ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยเปล่าประโยชน์” เสิ่นจวินเฉายิ้มอย่างเป็นมิตรในขณะที่เขากล่าว “กระหม่อมได้ยินมาว่าเสด็จอามักจะเดินทางไปทั่วหล้า ถ้าในอนาคตพระองค์ต้องการความช่วยเหลืออะไร พระองค์สามารถส่งคนมาแจ้งที่ร้านของกระหม่อมได้ตลอดเวลา พระองค์ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเลย แค่เอ่ยชื่อกระหม่อมก็พอ”
“คิดเสียว่านี่เป็นการขอบคุณเสด็จอาที่คอยดูแลไป๋ไป่มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
ในที่สุดฝีเท้าของเซียวถังอี้ก็หยุดลง เขาหันหน้ามามององค์ชายสามพร้อมกับมีแสงเย็น ๆ ส่องสว่างผ่านหน้ากากเงินของเขา และมีรังสีกดดันที่มองไม่เห็นแผ่กระจายไปทั่วอากาศ
แม้ว่าเสิ่นจวินเฉาจะพอมีวรยุทธในระดับหนึ่ง แต่แรงกดดันนั้นก็ยังบีบบังคับให้เขาถอยกลับไปโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ดีกว่า” เซียวถังอี้พูดอย่างใจเย็น แต่คราวนี้บนใบหน้าหล่อเหลาของเขาไม่มีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่แล้ว “ข้าเต็มใจที่จะดูแลนางเอง ไม่จำเป็นจะต้องให้ใครมาขอบคุณข้า และต่อจากนี้ไปข้าก็จะดูแลนางเช่นเคย”
คำพูดธรรมดาอาจบ่งบอกถึงความหมายที่ไม่ธรรมดา
เสิ่นจวินเฉาที่อยู่ในแวดวงการค้ามานานเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ในเวลาเดียวกัน เขาก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เสด็จอาพูด
เขารู้ว่าเซียวถังอี้เป็นอ๋องต่างแซ่ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลมู่
โลกนี้มันช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก คนเราต้องใช้ความกล้าหาญมากเพียงใดถึงจะไม่สนใจคำพูดของคนอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ต้องการให้มู่ไป๋ไป่ต้องมาทุกข์ทรมานกับเรื่องพวกนี้
พอเสิ่นจวินเฉาคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้น “หรือว่าเสด็จอาอยากจะดูแลไป๋ไป่ไปตลอดชีวิต? เช่นนี้คงไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่”
“สุดท้ายแล้ว ไป๋ไป่ก็ถึงวัยสมควรที่จะต้องแต่งงาน หลังจากนางแต่งงานแล้ว หลาย ๆ อย่างก็จะเปลี่ยนไป กระหม่อมเกรงว่าเสด็จอาจำเป็นจะต้องอยู่ให้ห่างจากนางเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า”
เซียวถังอี้จ้องมองชายตรงหน้าด้วยสายตาล้ำลึก จากนั้นก็มีความเย็นยะเยือกแผ่ออกมา “ดูเหมือนว่าองค์ชายสามจะไม่ได้คิดอยากไปสอบสวนคนที่คุกหลวง เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปเถอะ ถึงอย่างไรที่นั่นก็มีแต่กลิ่นอายชั่วร้ายไม่เหมาะกับพ่อค้าอย่างเจ้า”
หลังจากพูดจบชายหนุ่มก็หายตัวไปยังทิศทางของคุกหลวง
“นี่! ใครบอกว่ากระหม่อมไม่อยากไป!” เสิ่นจวินเฉาตกใจรีบวิ่งตามอีกฝ่ายไปทันที “กระหม่อมอยากไปช่วยพระองค์สอบสวนนักโทษพวกนั้นจริง ๆ!”
ทว่าเซียวถังอี้ที่หายตัวไปก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย และทิ้งให้องค์ชายสามยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง
“ชิ ทำไมไป๋ไป่ถึงได้ชอบผู้ชายคนนี้ เขาทั้งมีนิสัยแปลกประหลาดและทำตัวเข้าใจยากสุด ๆ” เสิ่นจวินเฉาอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
…
“ฮัดชิ้ว!”
ที่เรือนหลังหนึ่งในตำหนักอวี๋ชิง มู่ไป๋ไป่จามเสียงดังก่อนจะขยี้ปลายจมูกตัวเองพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น “ใครมานินทาข้าตอนกลางวันแสก ๆ?”
จากนั้นเธอก็หันไปสบเข้ากับสายตาที่จ้องตรงมาที่ตน “ทำไมเจ้าถึงเอาแต่จ้องข้าล่ะ ไม่หิวหรืออย่างไร?”
เซียวถังถังเอาแต่จ้องมองมู่ไป๋ไป่ตั้งแต่ที่พวกเธอกลับมา ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
“ข้าคิดว่าท่านทำตัวแปลก ๆ”
“...”
เจ้าเด็กนี่เป็นปลาทองหรืออย่างไร ทำไมถึงได้ลืมทุกอย่างที่ตัวเองคิด เพียงแค่ไม่กี่วัน ทั้งหมดที่นางเคยพูดไว้หายไปจากหัวสมองหมดแล้วหรือ?
“อย่าคิดว่าคราวนี้ท่านจะเมินข้าได้” เซียวถังถังกอดอกเชิดคางขึ้น พร้อมกับมองศิษย์พี่ใหญ่ด้วยสายตาจับผิด “บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้นะว่าระหว่างท่านกับพี่ชายข้าเกิดอะไรขึ้น!”
“พวกท่าน 2 คนแอบมีความสัมพันธ์ลับหลังข้าหรือ?!”
มู่ไป๋ไป่เบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อถูกศิษย์น้องจับได้ เธอรีบหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมายกดื่มเพื่อบดบังสีหน้าของตัวเอง แต่ชาที่ร้อนจัดก็ลวกปากเธอจนแทบจะน้ำตาไหล “ร้อน ๆๆ!”
“องค์หญิง รีบคายออกมาเร็วเพคะ” หลัวเซียวเซียวตกใจรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วยื่นไปทางองค์หญิงหกทันที “นี่เป็นชาที่เพิ่งรินจากกา มันลวกปากพระองค์แล้วเพคะ”
มู่ไป๋ไป่แลบลิ้นออกมาในขณะที่ใบหน้าแดงก่ำ “ใครเป็นคนเทชานี้โดยไม่บอกข้า?!”
“ท่านเป็นคนเทเองเถอะ ทำเป็นจำไม่ได้” เซียวถังถังมองศิษย์พี่ใหญ่ด้วยสายตาเอือมระอา นางกำนัลที่นำชามาเมื่อกี้นี้ก็บอกว่าชาเพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ ให้รอสักพักก่อนค่อยดื่ม แต่นางก็ยังเทชาใส่ถ้วยตัวเองอยู่ดี แล้วบอกเองว่าวิธีนี้จะทำให้ชาเย็นเร็วขึ้น
“...” มู่ไป๋ไป่ถึงกับพูดไม่ออก
“ท่านรู้สึกผิดใช่หรือไม่?” เซียวถังถังพูดเยาะเย้ยอีกฝ่าย “ก่อนหน้านี้ข้าก็รู้สึกว่าระหว่างท่านกับท่านพี่ทำตัวแปลก ๆ แต่พอมาคิด ๆ ดูแล้ว เวลาที่ท่านพี่กับท่านอยู่ต่อหน้าข้านั้นทำตัวอย่างไร ข้าจึงปัดความคิดนี้ทิ้งแล้วไม่คิดอะไรมาก”
“ใครจะไปคาดคิดว่าพวกท่านทั้ง 2 จะใจร้ายได้ถึงเพียงนี้ พออยู่ต่อหน้าข้าพวกท่านก็ทำเหมือนกับว่าไม่ได้มีอะไรกัน แต่พอลับหลังเท่านั้นแหละ…”
“ฮึ! ซองแดงแม่สื่อจะต้องเป็นของข้าไม่ใช่หรือ? นี่พวกท่านคิดจะไม่ให้ข้าใช่หรือไม่!”
“...”
“...”
“...” อวี้หวานหว่านมองเซียวถังถังด้วยสายตาซับซ้อนและเอ่ยเตือนนางเบา ๆ “ศิษย์พี่รอง ดูเหมือนว่าท่านจะให้ความสนใจผิดจุดนะเจ้าคะ”
“อ้าว ไม่ใช่หรือ?” เซียวถังถังเกาหัวตัวเองด้วยความงุนงง “หรือว่าพวกเขาแอบคบกันลับหลังข้าเพื่อที่จะเก็บซองแดงเอาไว้หาคู่ให้ข้าแทน?”
“ไม่ใช่!” เมื่อมู่ไป๋ไป่เห็นว่าเรื่องมันชักจะเหลวไหล เธอก็โต้กลับทันควัน “นอกจากนี้ข้ากับเขาก็ไม่ได้คบกัน เจ้าอย่าได้พูดมั่วซั่ว”
เซียวถังอี้ปฏิเสธเธอตั้งหลายครั้ง!
แล้วพวกเธอจะคบกันได้อย่างไร!
“อย่ามาโกหกข้านะ!” เซียวถังถังพูดด้วยท่าทางไม่เชื่อสุดหัวใจ “ข้าเห็นพวกท่านเกี้ยวกันต่อหน้าต่อตา แม้แต่คนตาบอดก็ยังมองออกว่าพวกท่านทั้ง 2 ทำตัวผิดปกติ”
“เซียวเซียว หวานหว่าน พวกเจ้าก็คิดแบบเดียวกันหรือไม่?” หญิงสาวหันไปถามความเห็นของอีก 2 คน
หลัวเซียวเซียวกับอวี้หวานหว่านมององค์หญิงหกครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้นาง
“...” หญิงสาวนิ่งอึ้งกับปฏิกิริยาของทั้ง 2 คน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? พวกนางหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าเธอกับเซียวถังอี้กำลังเกี้ยวพาราสีกัน?
เธอเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ชัด ๆ เป็นตัวเธอเองที่กำลังเสียใจ!
“ดังนั้น วันนี้ท่านจะต้องบอกความจริงกับข้า” เซียวถังถังหยิบตะเกียบบนโต๊ะขึ้นมาชี้ไปที่คอของมู่ไป๋ไป่แล้วพูดอย่างดุดันว่า “ไม่เช่นนั้น ข้าจะบังคับใช้กฎของตระกูลเซียวกับท่าน!”