เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 502: โสมในตำหนัก

บทที่ 502: โสมในตำหนัก

บทที่ 502: โสมในตำหนัก


มู่เทียนฉงเหลือบมองเยียหนา ในเวลาเดียวกัน เขาก็ได้ส่งแรงกดดันที่มองไม่เห็นเข้าใส่อีกฝ่ายจนเขาเหงื่อโซมกายโดยไม่รู้ตัว

ขณะที่หัวใจของทูตจากแคว้นโม๋ตัวกำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มแสดงสีหน้าตื่นตระหนก สุดท้ายเขาก็ได้ยินฝ่าบาทตรัสว่า

“ท่านทูตเยียหนา ท่านลุกขึ้นก่อนเถอะ เราไม่ได้กล่าวโทษโม๋ตัวในเรื่องนี้”

เยียหนาถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะลุกขึ้น แล้วเขาก็สัมผัสได้ว่าเสื้อผ้าที่ตนสวมอยู่นั้นเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น “ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมมีคำขออีกประการ”

“โจรชั่วพวกนี้ซุ่มโจมตีของขวัญจากโม๋ตัวของเรา กระหม่อมไม่รู้ว่าพวกมันเอาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของโม๋ตัวของเราไปไว้ที่ใด สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ถูกส่งมาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา มันแสดงถึงความจริงใจของโม๋ตัวที่ต้องการเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับเป่ยหลงตลอดไป กระหม่อมหวังว่าฝ่าบาทจะช่วยโม๋ตัวตามหาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาพ่ะย่ะค่ะ!”

พวกเขาเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อร่วมงานเลี้ยง แต่ของขวัญที่นำมามอบให้เป่ยหลงกลับกลายเป็นกลุ่มมือสังหาร เขาคงไม่สามารถกลับไปรายงานเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

อย่างน้อยเขาก็ต้องค้นหาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และทำภารกิจในครั้งนี้ให้สำเร็จ มิฉะนั้น เมื่อพวกเขากลับไปถึงแคว้น พวกเขาคงจะถูกตัดหัวในทันที

“แน่นอน” มู่เทียนฉงพยักหน้า ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ทุกคนในห้องโถง สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่บุตรสาว

มู่ไป๋ไป่เข้าใจภาษาสัตว์ และเป็นคนที่เหมาะที่สุดที่จะค้นหาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมา แต่ผู้เป็นพ่อกลับแสดงท่าทีลังเลเล็กน้อย

ด้วยเหตุผลบางประการ เขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

ขณะที่เขากำลังคิดอยู่ จู่ ๆ ทหารองครักษ์ที่อยู่ไม่ไกลก็ชักกระบี่ออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าไปหมายจะโจมตีเขา

คนผู้นี้เป็นราชองครักษ์ที่คอยปกป้องมู่เทียนฉงมาเป็นเวลานาน

เขาสนิทกับฝ่าบาทมากซึ่งมากกว่าองค์รัชทายาทเสียอีก ดังนั้นแม้แต่มู่จวินฝานก็ยังไม่ทันได้ระวังอีกฝ่าย

ในชั่วขณะนั้นดูเหมือนว่าเวลาจะหยุดนิ่ง

มู่ไป๋ไป่ทำได้เพียงเฝ้าดูกระบี่ที่ส่องแสงเย็นเฉียบขยับเข้าไปใกล้ตัวท่านพ่อมากขึ้นเรื่อย ๆ

เธออยากจะเข้าไปช่วย แต่มันก็สายเกินไป…

ฉึก!

เสียงของมีคมแทงทะลุเนื้อดังก้องเข้าไปในหูของทุกคน ขณะที่เลือดสีแดงฉานสาดกระจาย ศีรษะของราชองครักษ์คนนั้นก็ร่วงลงสู่พื้น

“ลี่เฟย!” มู่เทียนฉงกอดคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางถูกกระบี่แทงจนทำให้เสื้อผ้าของนางเปียกโชกไปด้วยเลือด

“ฝ่าบาท พระองค์ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เพคะ?” ลี่เฟยยังคงอุ้มลูกน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน นางเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ผู้เป็นฮ่องเต้อย่างอ่อนแรง “หม่อมฉันรู้ว่าหม่อมฉันได้ทำผิดพลาดไปหลายอย่าง ตอนนี้หม่อมฉันพูดอะไรไปคงไม่มีประโยชน์แล้ว โชคดีที่สวรรค์มอบโอกาสให้หม่อมฉันได้ไถ่บาป อย่างน้อยชีวิตที่ไร้ค่าของหม่อมฉันก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง”

“แค่ก ๆ” ลี่เฟยกระอักเลือดออกมาซึ่งมันยิ่งเด่นชัดมากท่ามกลางเสื้อผ้าสีเหลืองสดใสของมู่เทียนฉง

ทางด้านมู่จวินฝานยึดกระบี่จากมือราชองครักษ์และสั่งให้ทหารรักษาพระองค์ที่อยู่ด้านข้างให้ไปเรียกหมอหลวงมา

ขณะที่ราชองครักษ์ผู้ทรยศกำลังจะแทงเสด็จพ่อของเขา ลี่เฟยก็ได้วิ่งออกมารับการโจมตีแทนพระองค์

แม้ว่าการเคลื่อนไหวของเขาจะเร็วพอ แต่ก็ยังไม่เร็วไปกว่าราชองครักษ์

“เจ้า…” มู่เทียนฉงกอดสตรีตรงหน้าเอาไว้ในอ้อมแขน บัดนี้ภายในห้องโถงมีเพียงเสียงร้องไห้ของจวินฉี เสียงของเด็กที่แผดร้องออกมานั้นทำให้เขารู้สึกปวดหัว “เจ้าอย่าพูดแบบนี้ หมอหลวงกำลังจะมาแล้ว เจ้าจะไม่เป็นไร”

“หม่อมฉันรู้ร่างกายของตัวเองดีเพคะ” ลี่เฟยกล่าวพลางกำแขนเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น “ฝ่าบาท หากวันนี้หม่อมฉันไม่ได้พูด หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”

“ข้าน้อยผู้ต่ำต้อยขออภัยองค์หญิงหก”

สิ้นเสียงพูดที่อ่อนแรง สายตาของทุกคนในห้องโถงก็จับจ้องไปที่มู่ไป๋ไป่ เธอรู้สึกว่าตอนนี้สมองของตัวเองดูเหมือนจะประมวลผลได้ช้าลง ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

หญิงสาวเปิดปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อคำพูดนั้นมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก เธอกลับพูดไม่ออก

เหตุใดลี่เฟยถึงเข้ามาปกป้องท่านพ่อของเธอ?

คนอย่างลี่เฟยไม่มีวันรักท่านพ่อได้อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น นางยังใช้อาคมกับท่านพ่ออีกด้วย

เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าจุดประสงค์นางคืออะไร…

“พระสนม บาดแผลของท่านไม่น่าจะโดนจุดสำคัญ ข้าคิดว่าหลังจากนี้ท่านยังมีโอกาสได้พูดอะไรตามใจอีกมาก”

เซียวถังอี้ก้าวออกมายืนต่อหน้ามู่ไป๋ไป่เพื่อขวางกั้นนางจากสายตาของทุกคนในตำหนัก

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่ทั้งสูงและกว้างใหญ่ของเขา แล้วเธอก็เข้าใจได้ในทันที

ถูกต้อง!

เมื่อครู่นี้เธอเห็นมันชัดเจนเต็มสองตา ตำแหน่งที่ลี่เฟยได้รับบาดเจ็บนั้นมันแปลกมาก ดูเหมือนจะมีเลือดไหลออกมาเยอะผิดปกติ แต่มันก็ไม่ใช่จุดสำคัญของร่างกาย หลังจากทำแผลกินยา นางเพียงแค่จะต้องนอนพัก 10-15 วันเท่านั้น

และถ้าใช้ยาจากหุบเขาหมอเทวดารักษา บาดแผลก็จะหายภายใน 7 วัน

“...” ลี่เฟยที่มีท่าทางอ่อนแรงและกระอักเลือดออกมาเงียบไป

นางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ ๆ ซูหว่านที่อยู่ด้านข้างก็พูดขัดจังหวะขึ้นมาพอดี “ท่านอ๋องพูดถูกแล้ว ลี่เฟย ท่านควรเก็บคำพูดของท่านเอาไว้พูดทีหลังเถอะ ท่านได้ช่วยปกป้องฝ่าบาทเอาไว้ สวรรค์คงไม่มีทางปล่อยให้ท่านต้องตายไปเช่นนี้”

“ข้ามีโสมต้นหนึ่งอยู่ในตำหนัก มันมีฤทธิ์ที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก ข้าจะสั่งให้คนไปเอามาให้เพื่อจะได้ช่วยชีวิตท่านเอาไว้”

“...” ลี่เฟยที่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไม่ตอบอะไร

มู่เทียนฉงเงยหน้าขึ้นฟังคำพูดของหว่านเฟย แล้วมองนางด้วยสายตาซับซ้อน

ทางด้านซูหว่านทำเป็นมองไม่เห็นสายตาที่ฝ่าบาทมองมาและก้าวออกไปอย่างเฉยเมย

ขณะนี้บรรยากาศอันแสนโศกเศร้าที่ลี่เฟยสร้างขึ้นมาได้ถูกทำลายลงเสียแล้ว นางไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรอีก ไม่เช่นนั้นมันจะดูเหมือนนางจงใจจนเกินไปและถูกจับได้ว่ามีสิ่งผิดปกติ

เวลาผ่านไปไม่นาน ในที่สุดหมอหลวงก็มาถึง

ตามที่เซียวถังอี้ได้พูดเอาไว้ ลี่เฟยไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงอะไร หมอหลวงจึงสั่งยาให้ จากนั้นก็พันแผลให้นางก่อนจะขอตัวกลับ

และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้งานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาจึงต้องหยุดลงชั่วคราว

มู่เทียนฉงได้พาลี่เฟยกลับไปยังตำหนักตี้เฉินและมอบให้มู่จวินฝานเป็นคนจัดการเรื่องที่ตำหนักฉือซิ่ง

ขณะนั้นเสิ่นจวินเฉาคิดว่าตัวเขาไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เขาจึงเดินตามองค์รัชทายาทไปช่วยอีกฝ่าย แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่พี่น้องทั้ง 2 ได้พบหน้ากัน แต่พวกเขาก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้เป็นอย่างดี

เดิมทีมู่ไป๋ไป่ตั้งใจจะไปตามหาไทเฮากับหลัวเซียวเซียว แต่เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่ามู่จวินเซิ่งเองก็อยู่ที่นั่น เธอจึงเปลี่ยนใจ

จากนั้นภายในห้องโถงที่จัดงานเลี้ยงแต่เดิมที่เคยมีแขกเหรื่ออยู่เต็มไปหมดก็ว่างเปล่าในเวลาอันสั้น

มู่ไป๋ไป่ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมของตัวเองได้หยิบยาที่เซียวถังอี้มอบให้และตั้งท่าจะทาบาดแผล แต่เมื่อเธอยกมือขึ้น เธอก็พบว่าตนนั้นทาไม่ถนัด

ในขณะที่เธอกำลังจะเรียกเซียวถังถังที่หนีหายไปที่ใดสักแห่งมาช่วยทายาให้ จู่ ๆ ก็มีนิ้วเรียวยาวยื่นมาคว้ากล่องยาไปจากมือของเธอ

“ข้าทาให้เอง”

หญิงสาวมองดูปลายนิ้วที่คุ้นเคยพร้อมกับที่หัวใจเจ้ากรรมเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอจึงกระแอมไอและเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนอารมณ์ในใจ “ทำไมท่านยังอยู่ที่นี่?”

“พี่ใหญ่กับพี่สามของเจ้าเป็นคนมีความสามารถมากพออยู่แล้ว” เซียวถังอี้ตอบพลางก้มหน้าทายาให้อีกฝ่ายเบา ๆ เขามือเบามากจนมู่ไป๋ไป่ไม่ทันสังเกตเห็น

“ตอนนี้ข้าไม่จำเป็นต้องออกหน้าทำอะไรเอง”

หญิงสาวรู้สึกมีความสุขที่พี่ชายทั้ง 2 ได้รับคำชื่นชมจากชายหนุ่ม แต่เธอก็รู้สึกแปลก ๆ ในใจไม่น้อย “เอาล่ะ ข้าทำเองได้”

บาดแผลที่แขนของเธอไม่ได้ใหญ่มาก แต่เซียวถังอี้ก็ทายาให้เธออยู่นานซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกอึดอัด

“อย่าขยับ” ร่างสูงเงยหน้าขึ้น จังหวะนั้นมู่ไป๋ไป่สบเข้ากับสายตาที่ล้ำลึกของอีกฝ่าย “นั่งลง”

สุดท้ายหญิงสาวก็ยืดหลังตรงนั่งนิ่ง ๆ ให้เขาทายาต่อไป แต่หลังจากที่เธอจัดแจงตัวเองเสร็จแล้ว เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ส่งผลให้ใบหน้าขาวนวลเห่อร้อนไปจนถึงหู

ทำไมวันนี้เธอถึงได้เชื่อฟังเซียวถังอี้มากขนาดนี้!

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: อยากจะแหมมม ปากบอกไม่ แต่การกระทำชัดเจนมากกก

จบบทที่ บทที่ 502: โสมในตำหนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว