- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 500: บนโลกนี้ยังมีเทาเที่ยอยู่หรือ?
บทที่ 500: บนโลกนี้ยังมีเทาเที่ยอยู่หรือ?
บทที่ 500: บนโลกนี้ยังมีเทาเที่ยอยู่หรือ?
“หากพระองค์ทรงโปรด กระหม่อมก็ดีใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวถังอี้โค้งตัวเล็กน้อย แล้วเขาก็แอบเหลือบมองมู่ไป๋ไป่ ก่อนจะหันไปหามู่เทียนฉงที่ยืนอยู่ไม่ไกล “เสด็จพี่ ทูตจากหลายแคว้นรอพระองค์อยู่ข้างนอกนานแล้ว”
ฮ่องเต้ได้เชิญตัวแทนจากแคว้นต่าง ๆ มาร่วมฉลองในวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาในครั้งนี้ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป่ยหลงมีอำนาจมากขึ้น แคว้นเล็ก ๆ จำนวนมากที่อยู่โดยรอบจึงได้มาแสดงไมตรีด้วยการร่วมอวยพรในวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาโดยมิได้นัดหมายอีกด้วย
เป่ยหลงนับว่าทุกคนที่มาที่นี่เป็นสหาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ปฏิเสธทูตต่างแคว้นคนใดที่จะเข้าร่วมงานฉลอง
มู่เทียนฉงขมวดคิ้วฉับ และสุดท้ายเขาก็เดินลงบันไดไปตามที่น้องชายบอก “ให้พวกเขาเข้ามา”
นางกำนัลและขันทีที่กำลังรออยู่ได้รับสัญญาณจากอ๋องเซียวจึงรีบออกไปแจ้งทุกคนให้ทราบ คราวนี้บรรยากาศที่ตึงเครียดภายในห้องโถงก็คลี่คลายลง
ทางด้านมู่ไป๋ไป่แอบมองเซียวถังอี้และเดาว่าคนผู้นี้คงหาโอกาสเหมาะที่จะเข้ามาตั้งแต่แรก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเช่นนี้
แล้ววันนี้เขาก็สวมเสื้อผ้าที่ดูโดดเด่นมาก เธอสงสัยจริง ๆ ว่าเขามีแผนการอื่นอีกหรือไม่
จากนั้นความคิดของหญิงสาวก็จดจ่ออยู่ที่เซียวถังอี้โดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงไทเฮาเรียกเธอด้วยซ้ำ
“ไป๋ไป่?”
“หา?”
มู่ไป๋ไป่ที่เพิ่งรู้สึกตัวหันไปเห็นท่าทางอ่อนอกอ่อนใจของผู้เป็นย่า
“เจ้าอยากไปพูดคุยกับท่านหญิงเซียวหรือไม่?” ไทเฮายิ้มอ่อนโยนให้หลานสาว “เราเข้าใจว่าสาว ๆ ในวัยเดียวกันคงไม่อยากนั่งแกร่วอยู่กับยายแก่แบบเราหรอก”
“แล้วอีกอย่าง กว่าทูตพวกนั้นจะอวยพรให้เราเสร็จก็คงใช้เวลาอีกนาน หากเจ้าอยากไปหาท่านหญิงเซียว เจ้าก็ไปก่อนเถอะ”
“ไม่ ไม่เพคะ” มู่ไป๋ไป่โบกมือปฏิเสธ “วันนี้เป็นวันสำคัญของท่านย่า หม่อมฉันอยากอยู่ข้างกายท่านเพคะ”
ถ้าเป็นวันอื่นก็คงจะไม่เป็นไร
แต่ไม่มีใครรู้ได้ว่าในงานเลี้ยงวันเกิดนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นเธอจะขอตัวไปคุยเล่นกับคนอื่นได้อย่างไร?
ไทเฮาทรงคิดว่าหลานสาวกลัวจะถูกตำหนิ พระนางจึงเตรียมที่จะตรัสบางอย่าง แต่ก็มีเสียงรายงานจากด้านนอกประตูขัดขึ้นมาว่า “ทูตจากแคว้นโม๋ตัวมาถึงแล้ว!”
ผู้คนที่มาร่วมงานเลี้ยงได้เดินทางเข้ามาถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นไทเฮากับมู่ไป๋ไป่จึงต้องหยุดบทสนทนาเอาไว้
ไม่นานคนผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมสีดำสลับเงินก็เดินเข้ามาจากข้างนอก
เสื้อผ้าของอีกฝ่ายนั้นคล้ายคลึงกับของแคว้นซีฉือที่ดูแปลกตา ทำให้มู่ไป๋ไป่ต้องมองซ้ำอยู่หลายครั้ง
เธอได้อ่านบันทึกการเดินทางมากมายในตอนที่เธออยู่ในหุบเขาหมอเทวดาซึ่งในนั้นยังกล่าวถึงแคว้นต่าง ๆ ที่อยู่รอบเป่ยหลง
แต่การอ่านสิ่งที่เขียนไว้ในบันทึกมันไม่เท่ากับการได้เห็นด้วยตาตัวเอง
หญิงสาวจำได้ว่าในบันทึกการเดินทางระบุว่าชาวโม๋ตัวเก่งในการฝึกสัตว์มาก และแทบจะทุกคนมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองด้วย
เนื่องจากเธอสามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ เธอจึงรู้สึกสนใจแคว้นนี้มาก
“ทูตจากโม๋ตัว เยียหนาถวายบังคมไทเฮา ถวายบังคมฝ่าบาท” ‘เยียหนา’ ทาบมือข้างหนึ่งไว้บนหน้าอกพร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทายไทเฮากับมู่เทียนฉง
“โม๋ตัวขออวยพรให้ไทเฮาทรงมีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์และมีพระชนมายุยืนยาว”
“เพื่อแสดงความจริงใจ โม๋ตัวได้เตรียมของขวัญพิเศษให้แก่ไทเฮาและฝ่าบาท”
จากนั้นไทเฮาก็ได้กล่าวขอบคุณทูตจากโม๋ตัวและรับของขวัญที่อีกฝ่ายนำมาให้
โดยปกติแล้วของขวัญจากต่างแคว้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและจดบันทึกจากขันทีที่รับผิดชอบอยู่ตรงบริเวณหน้าทางเข้า แต่เยียหนาบอกว่าของขวัญที่โม๋ตัวเตรียมเอาไว้ในครั้งนี้พิเศษมาก และจำเป็นจะต้องส่งมาให้ต่อหน้าพระพักตร์ของไทเฮาเท่านั้น
ไทเฮาที่รู้สึกสนพระทัยจึงได้ทรงอนุญาตให้ทำตามคำพูดของเขา
หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนกว่า 20 คนยกกรงขนาดใหญ่เข้ามา
กรงนั้นถูกคลุมด้วยผ้าสีดำจึงไม่มีใครรู้ว่าข้างในขังสิ่งใดเอาไว้ แต่จากการที่ผู้ชายกว่า 20 คนแสดงท่าทีแทบจะยกไม่ไหว ทุกคนก็เดาได้ว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นไม่น่าจะใช่สิ่งของทั่วไป
“นี่คืออะไรหรือ?” มู่ไป๋ไป่ได้กลิ่นสัตว์บางชนิด ทำให้เธอต้องนั่งตัวตรงทันที
นับตั้งแต่ที่เธอทะลุมิติมายังโลกนี้ เธอได้เห็นสัตว์มากมายหลายชนิด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนี้
“ทูลองค์หญิง” เยียหนาจำมู่ไป๋ไป่ได้ทันทีที่หันไปมองอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็โค้งคำนับให้กับมู่เทียนฉงและไทเฮา “นี่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของกระหม่อม มันทรงพลังมากและสามารถกลืนกินทุกสิ่งได้!”
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ อย่าบอกนะว่าบนโลกนี้ยังมีเทาเที่ย*ที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างลงท้องไปได้อยู่?
*เทาเที่ย (饕餮) สัตว์ปีศาจแห่งความตะกละ ตามตำรา ‘ซานไห่จิง’ (山海经) ซึ่งเป็นบันทึกในสมัยโบราณของจีนเขียนไว้ว่า เทาเที่ยเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายเป็นแกะ มีมือเหมือนมนุษย์ มีใบหน้าดังเช่นมนุษย์ และมีฟันแบบเสือ ดวงตาอันแสนแปลกประหลาดของมันซ่อนอยู่ใต้รักแร้ และมีเสียงเหมือนเด็กทารก
“มันมีพละกำลังมหาศาลหรือ?” ไทเฮาขมวดคิ้วด้วยความกังวล “ท่านทูตเยียหนา สัตว์ตัวนี้เป็นอันตรายหรือไม่ กรงที่ท่านใช้ขังมันเอาไว้จะทนได้หรือเปล่า?”
“พระองค์อย่าได้กังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ถูกเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็ก มันจึงคุ้นเคยกับมนุษย์มาก” เยียหนาเชิดหน้าขึ้นพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ที่จริงครั้งนี้กระหม่อมส่งสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาจากแคว้นโม๋ตัวด้วยความหวังว่าจะได้เห็นความสามารถในการฝึกสัตว์ให้เชื่องขององค์หญิงหกพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยินมาว่าองค์หญิงหกของแคว้นเป่ยหลงเชี่ยวชาญในการสื่อสารกับสัตว์และควบคุมสัตว์ได้ทุกชนิด”
“...” มู่ไป๋ไป่ถึงกับพูดไม่ออก
หลังจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ พวกเขากำลังมุ่งเป้ามาที่เธออย่างนั้นหรือ?
“กระหม่อมอยากจะรู้ว่าองค์หญิงหกจะให้เกียรติกระหม่อมได้เปิดหูเปิดตาในครั้งนี้หรือไม่?”
“เรื่องนั้น…” หญิงสาวกำลังกังวลว่าจะปฏิเสธอย่างไรดี จังหวะนั้นเธอได้ยินเสียงเซียวถังอี้ที่นั่งอยู่ข้างล่างพูดขึ้นว่า
“วันนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา มันคงไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ที่ท่านทูตเยียหนาจะเอ่ยคำขอร้องเช่นนี้เบื้องหน้าพระพักตร์”
เมื่อมู่ไป๋ไป่ได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจของเธอก็เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น
เซียวถังอี้ไม่ใช่คนประเภทที่จะยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากัน?
เนื่องจากเยียหนาเป็นคนตรงไปตรงมา เขาจึงไม่รู้สึกว่าข้อเสนอของตนนั้นผิดปกติตรงไหน อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ยินสิ่งที่อ๋องเซียวพูด เขาก็เพิ่งเข้าใจว่านี่ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะเอ่ยขออะไรเช่นนี้
เขาจึงรีบขอโทษมู่ไป๋ไป่กับไทเฮาและสั่งให้คนเปิดผ้าคลุมบนกรงออกเพื่อให้ทุกคนได้เห็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเอ่ยถึง
สำหรับการที่จะได้เห็นความสามารถขององค์หญิงหกนั้น เขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก
แล้วทันใดนั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ทันทีที่ผ้าสีดำถูกเปิดออก คนถือดาบในชุดดำหลาย 10 คนก็พุ่งออกมาจากกรงโดยแยกออกเป็น 2 ฝั่งและมุ่งตรงไปที่ไทเฮากับมู่เทียนฉง
มู่ไป๋ไป่ตอบสนองได้รวดเร็วมาก เนื่องจากนางเตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอ เหล่ามือสังหารโผล่ออกมาโจมตี เธอก็ดึงแส้ว่านกู่ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาแล้ว
หญิงสาวได้ส่งกำลังภายในเข้าไปในแส้ เพียงตวัดเพียงครั้งเดียวก็สามารถกวาดศัตรูให้ถอยกลับไปได้แล้ว
“เซียวเซียว พาไทเฮาไปหลบด้านหลัง” มู่ไป๋ไป่ดันผู้เป็นย่าที่กำลังตกใจไปหาหลัวเซียวเซียว “ข้าขอฝากให้เจ้าปกป้องท่านย่าของข้าด้วย”
“องค์หญิง แล้วพระองค์ล่ะเพคะ?” หญิงสาวรีบชักมีดสั้นออกมาจากแขนเสื้อเช่นกัน “พระองค์จะไม่ไปกับพวกเราหรือ?”
มู่ไป๋ไป่เหลือบมองซูหว่านกับมู่เทียนฉงที่กำลังได้รับการคุ้มกันจากองครักษ์ ก่อนจะมองไปยังมือสังหารที่กำลังจะโจมตีเป็นครั้งที่ 2 “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ถ้าข้าตามพวกเจ้าไปด้วย ทุกคนจะตกอยู่ในอันตราย เจ้าอย่าได้ถามให้มากความ รีบไปกันเร็วเข้า!”
ทันทีที่หญิงสาวพูดจบ มือสังหารในชุดดำก็พุ่งเข้ามาล้อมเธอตามที่คาดเอาไว้
หลัวเซียวเซียวเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ดังนั้นนางจึงต้องกัดฟันคุ้มกันไทเฮาไปยังที่ปลอดภัย
ขณะนี้ภายในงานเต็มไปด้วยความโกลาหล มู่จวินฝานกับมู่จวินเซิ่งเองก็ชักกระบี่ออกมาต่อสู้กับศัตรู แต่พวกเขาก็ต้องเสียสมาธิเมื่อเห็นหลัวเซียวเซียวกับไทเฮาถอยไปอีกทาง
“ระวัง!”
ทันใดนั้นไหสุราก็ลอยไปกระแทกหน้าของมือสังหารที่กำลังหวังจะโจมตีมู่จวินเซิ่งในขณะที่เขาเผอเรอ
แม่ทัพหนุ่มรีบเรียกสติกลับมาแล้วเอาชนะคู่ต่อสู้เพียงดาบเดียว จากนั้นเขาก็หันไปมองเสิ่นจวินเฉาที่เป็นคนขว้างไหสุราออกมา “ขอบคุณมากน้องสาม”
--------------------------------------------------
พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เล่นบุกโจมตีกันโต้ง ๆ แบบนี้เลยเหรอ!