- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 499: ถวายภาพวาด
บทที่ 499: ถวายภาพวาด
บทที่ 499: ถวายภาพวาด
มู่เทียนฉงโค้งคำนับให้ไทเฮาเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จวินฉีอายุเกือบครบ 1 ขวบแล้ว แต่เขายังไม่เคยพบเสด็จแม่เลยสักครั้ง ดังนั้นวันนี้เป็นวันเกิดของพระองค์ เราจึงได้พาเขามาพบพระองค์”
ไทเฮายิ้มเยาะและไม่แสดงอารมณ์เหมือนเช่นเคย “ฝ่าบาท พระองค์พูดเหมือนว่าเราไม่อยากพบหน้าหลานของตัวเอง”
“ไทเฮาโปรดอย่าทรงกริ้วไปเลยเพคะ” ลี่เฟยกล่าวขึ้นมาเสียงเบา “หม่อมฉันทราบว่าหม่อมฉันได้ก่อความผิดมหันต์จนไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ได้”
“หม่อมฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะมาทำลายความสำราญของพระองค์ หม่อมฉันได้สำนึกถึงความผิดพลาดของตัวเองตั้งแต่อยู่ในตำหนักเย็นในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้ว”
“ไม่ว่าอย่างไรหม่อมฉันก็อยากจะมาขอโทษองค์หญิงหกด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงไปขอร้องฝ่าบาทให้พาหม่อมฉันติดตามมาที่ตำหนักฉือซิ่งด้วยเพคะ”
มู่ไป๋ไป่หลุบตาลงอย่างใจเย็นพลางใช้นิ้วลูบถ้วยหยกขาวในมือเบา ๆ
ดูเหมือนว่าลี่เฟยจะเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองแล้วจริง ๆ ตอนนี้นางถึงได้เปลี่ยนมาเป็นดอกบัวขาวแทน
“บังอาจ!” ไทเฮาจ้องลี่เฟยอย่างเย็นชา “เจ้ายังไม่พ้นโทษเลยด้วยซ้ำ เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาแทนตัวเองเช่นนั้นต่อหน้าเรา”
“หรือฝ่าบาทได้มีราชโองการคืนตำแหน่งให้กับเจ้าแล้ว? เหตุใดเราถึงไม่รู้เรื่องนี้ หว่านเฟย เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?”
ซูหว่านกำลังจิบชาอยู่ที่โต๊ะเตี้ย ๆ พลางชื่นชมทัศนียภาพภายในสวนโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามู่เทียนฉงกับลี่เฟยได้ปรากฏตัวที่ตำหนักฉือซิ่ง
และนางก็ได้บอกตัวเองแล้วว่าตนจะไม่รู้สึกเศร้าหรือเสียใจ
ตราบใดที่ฝ่าบาทกับลี่เฟยไม่ได้พยายามจะทำร้ายไป๋ไป่ของนาง นางก็จะไม่สนใจว่าพวกเขาคิดจะทำอะไร มิหนำซ้ำ นางจะยังอวยพรให้พวกเขาครองคู่ชูชื่นอีกด้วย
ต่อมา หว่านเฟยวางถ้วยชาลง ก่อนจะยืนขึ้นและโค้งคำนับให้ไทเฮา จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ทูลไทเฮา หม่อมฉันก็ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเพคะ”
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมู่เทียนฉงไม่ได้แต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่ การตัดสินใจทุกอย่างในวังหลังจึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของไทเฮา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไทเฮาทรงมีพระชนมายุมากขึ้น กำลังของพระนางเพียงลำพังไม่สามารถดูแลเรื่องทั้งหมดด้วยตัวพระองค์เองได้
เมื่อมองดูทั่วทั้งวังหลังแล้ว ซูหว่านเป็นคนเดียวที่พระนางไว้วางใจมากที่สุด
ดังนั้นพระนางจึงค่อย ๆ ปล่อยมือและมอบงานบางส่วนในวังหลังให้หว่านเฟยจัดการ
ในตอนแรกซูหว่านได้ปฏิเสธออกไป เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งต้องห้ามที่สุดในวังหลวงก็คือ การทำในสิ่งที่ขัดต่อกฎและไม่คู่ควรกับตำแหน่งหน้าที่ของตน
เนื่องจากนางเป็นเพียงพระสนมขั้นเฟย นางจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะครอบครองตราประทับหงส์เอาไว้ อีกทั้งไม่ได้มีราชโองการจากมู่เทียนฉง ด้วยเหตุนี้ นางจะมีคุณสมบัติในการจัดการเรื่องภายในวังหลังได้อย่างไรกัน?
ที่สำคัญนางไม่ได้อยากให้ใครยกเหตุผลนี้มาพูดพาดพิงถึงมู่ไป๋ไป่ด้วย
แต่ไทเฮาก็ยังคงยึดความคิดของพระองค์เองโดยการเรียกให้นางเข้าไปคุย หลังจากที่นางเข้าใจถึงความยากลำบากของอีกฝ่าย ในที่สุดนางก็ยอมตอบตกลง
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ นางจะรวบรวมทุกอย่างเอาไว้เป็นหนังสือส่งไปให้ตำหนักฉือซิ่งเพื่อให้พระนางได้ตรวจสอบอีกครั้ง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นางได้ใช้ชีวิตเช่นนี้มาตลอด
มู่เทียนฉงเองก็รับรู้เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี แล้วเขาก็ไม่ได้แสดงการคัดค้านใด ๆ
ทุกคนในวังหลังและราชสำนักที่เห็นท่าทีของฝ่าบาทจึงมองว่าซูหว่านเป็นผู้สมัครตำแหน่งว่าที่ฮองเฮาเพียงคนเดียว
ช่วงเวลานั้นตำหนักอวี๋ชิงก็ได้รับการประจบสอพลอต่าง ๆ นานา
ในเวลานี้เอง ข่าวก็ได้แพร่สะพัดออกไปว่ามู่เทียนฉงได้รับลี่เฟยมาไว้ข้างกายอีกครั้ง ซึ่งมันสร้างความตื่นตะลึงให้ทั่วทั้งราชสำนักรวมถึงวังหลัง
“เป็นเช่นนี้เอง” ไทเฮาพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วพระเนตรที่ขุ่นมัวก็เลื่อนไปมองทางลี่เฟย “แม่นางหลัว ตอนนี้เจ้ามีสถานะอันใดถึงได้มายืนอยู่ที่นี่?”
“เจ้ามีคุณสมบัติมากพอที่จะมาพูดคุยกับเราโดยตรงได้อย่างนั้นหรือ?”
“ใครก็ได้ มาลากนางชั้นต่ำคนนี้ออกไป อย่าให้เราต้องอารมณ์เสียเมื่อเห็นนางอีก”
จากนั้นคนของตำหนักฉือซิ่งก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่พวกเขาก็ยังคงปฏิบัติธรรมคำสั่งของไทเฮาโดยการก้าวไปข้างหน้า
ทางด้านลี่เฟยไม่คาดคิดว่าไทเฮาจะไม่ยินยอมแม้ว่ามู่เทียนฉงจะอยู่ตรงนี้ เมื่อคิดถึงภารกิจและจุดประสงค์ในการมาที่นี่วันนี้ นางจึงได้แต่กัดฟันวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลังฝ่าบาทพร้อมกับลูกของนาง
“ฝ่าบาท พวกเขาคิดจะทำร้ายลูกของหม่อมฉัน…”
เดิมทีสายตาของพูดเป็นฮ่องเต้กำลังจับจ้องไปที่ซูหว่าน แต่หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็หันกลับมามองสตรีที่อยู่ด้านหลังตน “ใครกล้า! เราอนุญาตให้พวกเจ้าแตะต้องคนของเราได้หรือ?!”
ทันทีที่มู่เทียนฉงหลุดคำพูดนี้ออกมา เขาก็ต้องตกตะลึงกับความคิดของตัวเอง
เหตุใดเขาจึงปกป้องลี่เฟยเช่นนี้?
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา เขาไม่ควรมีเรื่องขัดแย้งกับพระนางเลยด้วยซ้ำ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้อยากพาลี่เฟยมาที่ตำหนักฉือซิ่งเลยสักนิด
เขาจำได้ว่าก่อนที่เขาจะออกเดินทาง จู่ ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็มาขวางทางพร้อมกับอุ้มลูกเอาไว้ในอ้อมแขนและบอกว่านางอยากจะไปที่ตำหนักฉือซิ่งเพื่อร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับตน
ในเวลานั้น… เขาจำได้ว่าปฏิเสธลี่เฟยไปแล้ว
แต่…
มู่เทียนฉงขมวดคิ้วแน่น เขาพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าทำไมเขาถึงได้เปลี่ยนใจพาลี่เฟยมาที่ตำหนักฉือซิ่ง
“ฝ่าบาท!”
“ท่านย่าไทเฮา โปรดระงับอารมณ์ก่อนเถิดเพคะ”
เมื่อมู่ไป๋ไป่เห็นว่ามือของผู้เป็นย่าสั่นเพราะความโมโห เธอก็กลัวว่าไทเฮาที่มีอายุมากแล้วจะโกรธจนทรงพระประชวร เธอจึงรีบหยิบเข็มเงินออกมาฝังเข็ม 2-3 จุดให้พระนางสงบอารมณ์ลง
“ท่านย่า ท่านอย่าโมโหไปเลยเพคะ เรามาคุยกันดี ๆ ดีกว่า” พอหญิงสาวเห็นว่าหญิงสูงวัยเริ่มสงบลงแล้ว เธอจึงรินชาใส่ถ้วยส่งให้พระนาง “ความโกรธจะทำร้ายพระวรกายของท่านย่า มันไม่คุ้มหรอกเพคะ”
ต่อมา ไทเฮารับชามาดื่มจนหมดในอึกเดียว ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ อยู่ 2-3 ครั้งตามที่หลานสาวบอก จากนั้นพระนางก็รู้สึกว่าอารมณ์ขุ่นมัวในใจที่เกือบทำให้พระนางหมดสตินั้นได้จางหายไป
แล้วพระนางก็หันไปมองมู่ไป๋ไป่ด้วยสายตาขอบคุณ
ถ้าหญิงสาวไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้ทันเวลา พระนางคงจะโมโหลี่เฟยจนเป็นลมไปแล้ว
“องค์หญิงหกตรัสถูกแล้ว ไทเฮา พระองค์จะต้องดูแลพระวรกายตัวเองให้ดีนะเพคะ” ลี่เฟยอาศัยจังหวะนี้พูดขัดขึ้นมา “หากเกิดอะไรขึ้นกับพระองค์ในงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์เอง หม่อมฉัน… หม่อมฉันคงจะโทษตัวเองไปตลอดชีวิต”
“เจ้าเองก็ควรหุบปากได้แล้ว” มู่เทียนฉงขมวดคิ้วพร้อมเอ่ยสวนขึ้นทันควัน “เราไม่ได้พาเจ้ามาที่นี่เพื่อให้เจ้าพูดเรื่องเหลวไหล”
ลี่เฟยไม่คาดคิดเลยว่าฝ่าบาทจะต่อว่านาง นั่นทำให้นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่นางจะรีบทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อร้องขอความเมตตา
มู่เทียนฉงหงุดหงิดมากเมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของอีกฝ่ายและต้องการให้ใครสักคนพาตัวนางออกไป แต่ในตอนที่คำพูดดังกล่าวจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก เขาก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงพูดออกไปไม่ได้
ในขณะเดียวกันก็มีเสียงประกาศว่า “อ๋องเซียวเสด็จ!”
ซึ่งคำประกาศนั้นได้ขัดจังหวะบรรยากาศกดดันภายในงานเลี้ยงลงชั่วคราว
วันนี้เซียวถังอี้เปลี่ยนจากสวมชุดสีดำมาเป็นชุดผ้าไหมที่ดูงดงาม แม้กระทั่งหน้ากากเงินบนใบหน้าก็ยังเปลี่ยนไปอีกด้วย
เมื่อมองจากระยะไกล ท่วงท่าของเขาดูมีเสน่ห์ในแบบชายหนุ่มจากตระกูลร่ำรวย
มู่ไป๋ไป่เองก็ยังรู้สึกสนใจอีกฝ่ายและอดไม่ได้ที่จะมองเขาอยู่หลายอึดใจ ทันใดนั้นเธอก็สบเข้ากับดวงตาซุกซนของเซียวถังถัง
“...”
ที่แท้ เจ้าศิษย์น้องตัวแสบก็อยู่ที่นี่ด้วย
วันนี้เซียวถังอี้เป็นตัวแทนของตำหนักอ๋องเซียว ดังนั้นเซียวถังถังกับอวี้หวานหว่านจึงเดินทางมาพร้อมกับเขา
“กระหม่อมขออวยพรเนื่องด้วยวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา ขอให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุพันปี” ชายหนุ่มโค้งคำนับให้ไทเฮาอย่างเป็นกันเองราวกับว่าเขามองไม่เห็นลี่เฟย และได้กล่าวอวยพรสรรเสริญพระนาง จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้คนนำของขวัญมาถวาย
ของขวัญที่เขานำมานั้นไม่ได้มีค่ามากมายอะไร มันเป็นเพียงภาพวาดทิวทัศน์ที่มู่ไป๋ไป่ไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ แต่เพียงแค่มองเธอก็รู้สึกว่ามันงดงามมากทีเดียว
ไทเฮาที่ได้เห็นก็ทรงมีความสุขมากเช่นกัน
“พวกเจ้าเอาของไปเก็บเถอะ” สตรีสูงวัยทรงรับภาพวาดนั้นมาและยื่นให้แม่นมที่อยู่ด้านข้าง “ไม่ต้องเอาไปเก็บไว้ในห้องเก็บของ เอาไปไว้ที่ห้องของเรา”
“อ๋องเซียวยังเป็นคนที่มีความคิดรอบคอบเช่นเคย”