เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 494: พี่น้องพร้อมหน้า

บทที่ 494: พี่น้องพร้อมหน้า

บทที่ 494: พี่น้องพร้อมหน้า


เดิมทีมู่ไป๋ไป่ตั้งใจจะบอกให้หลัวเซียวเซียวนั่งลง แต่เมื่อเธอคิดถึงท่าทางขัดขืนของนางเมื่อสักครู่ เธอก็กลืนคำพูดตัวเองกลับไปและขยิบตาให้พี่รองของตน

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ความสนใจของมู่จวินเซิ่งยังคงมุ่งไปที่ความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้จากการมีน้องชายเพิ่มมา 1 คน เขาจึงไม่เข้าใจความหมายที่น้องสาวต้องการจะสื่ออยู่ชั่วครู่

“ข้าไม่คาดคิดว่าคนที่มาพบข้าที่ประตูวังหลวงเมื่อวานนี้จะเป็นไป๋ไป่” เสิ่นจวินเฉากล่าวพลางรินชาใส่ถ้วยแล้วยกไปวางตรงหน้ามู่ไป๋ไป่ด้วยท่าทางสุภาพ “พี่สามขอโทษที่ก่อเรื่องให้ไป๋ไป่”

หญิงสาวรู้สึกว่าท่าทางประกอบกับลักษณะการพูดของอีกฝ่ายดูตลกมาก เธอจึงจ้องเขาด้วยสายตาเคือง ๆ “ท่านหยุดเถอะ เลิกเสแสร้งได้แล้ว เรารู้จักกันมาตั้งหลายปี ถ้าท่านยังทำตัวเกรงใจกับข้า ข้าจะเล่าเรื่องน่าขันที่ท่านเคยทำในอดีตให้ทุกคนฟัง”

“ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง” พอผู้เป็นพี่ชายได้ยินน้องสาวพูดเช่นนี้ เขาก็หัวเราะตาม

ในความเป็นจริง เมื่อวานนี้ตอนที่เขาได้รู้ว่ามู่ไป๋ไป่เป็นน้องหกของตน เขาก็รู้สึกกังวลว่ามิตรภาพระหว่างทั้งพวกเขา 2 จะเปลี่ยนไปเพราะเรื่องนี้หรือไม่

ต้องบอกว่าเขานับผู้หญิงคนนี้เป็นสหายที่จริงใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าในหมู่เชื้อพระวงศ์นั้นไม่มีความรักใคร่ปรองดองที่แท้จริง

โชคดีที่นางยังคงเป็นมู่ไป๋ไป่คนเดิม

“ท่านย่า ท่านเล่าเรื่องพี่สามให้พี่รองฟังหน่อยสิเพคะ” เมื่อหญิงสาวเห็นมู่จวินเซิ่งยังคงนั่งจ้องเสิ่นจวินเฉาอย่างครุ่นคิด เธอก็รู้สึกขบขันในใจ “ถ้าท่านไม่อธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน หม่อมฉันเกรงว่าคืนนี้พี่รองคงจะนอนไม่หลับแน่เพคะ”

แม่ทัพหนุ่มหน้าแดงทันทีที่ได้ยินคำพูดของน้องสาว แล้วเขาก็ยกมือขึ้นกระแอมในลำคอเบา ๆ “ไป๋ไป่ เลิกแกล้งพี่รองของเจ้าได้แล้ว ข้าแค่รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเท่านั้น”

“เอาล่ะ ๆ” ไทเฮารู้สึกมีความสุขมากที่ได้เห็นบรรยากาศที่กลมกลืนกันระหว่างพี่น้องทั้ง 3 คน จากนั้นพระนางจึงได้เล่าเรื่องราวชีวิตของเสิ่นจวินเฉาให้ทุกคนฟังคร่าว ๆ

แต่เนื่องจากเจ้าตัวยังนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ผู้เป็นย่าจึงไม่ได้เล่าในส่วนที่เกิดขึ้นกับซูเฟย

หลังจากมู่จวินเซิ่งได้ฟังเรื่องเล่าจากไทเฮา เขาก็รู้สึกเห็นใจน้องสามขึ้นมา

เนื่องจากแม่ของเขาเองก็เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นเขาจึงรู้ดีที่สุดว่าการที่ไม่มีแม่คอยดูแลนั้นเป็นเช่นไร

เพียงแต่เขาเป็นคนที่ไม่คิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเลยไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้มากนัก นอกจากนี้ เขายังเติบโตมาในค่ายทหาร ดังนั้นเขาจึงลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัยเด็กไปตั้งนานแล้ว

แต่เสิ่นจวินเฉานั้นแตกต่างออกไป

เขาจำได้ว่ามู่ไป๋ไป่เคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าน้องสามอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาโดยตลอด

พอแม่ทัพหนุ่มคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็แอบรู้สึกภาคภูมิใจในตัวอีกฝ่าย

“ตอนที่ข้าได้พบกับน้องสามที่จวนตระกูลเสิ่นวันนั้น ข้าเองก็รู้สึกว่าเขาคุ้นตามาก” มู่จวินเซิ่งนึกถึงท่าทีของมู่จวินฝานแล้วเขาก็ทำตัวเลียนแบบพี่ชายของตนเอง

“พอได้รู้เช่นนี้ข้าก็เข้าใจเหตุผลแล้ว ต่อจากนี้ไปหากเจ้าพบเจอปัญหาใดก็ตาม ให้มาบอกข้าได้ทุกเมื่อ”

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เพิ่งเป็นพี่ชายใครครั้งแรก แต่การมีน้องสาวกับน้องชายนั้นมันแตกต่างกัน

เมื่อแม่ทัพหนุ่มคิดถึงว่าในอนาคตเขาจะมีน้องชายเพิ่มมาอีกคน เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่เลวเลย

“ท่านกำลังพูดอะไรน่ะพี่รอง?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกขบขันกับคำพูดของพี่ชายคนรอง “พี่สามเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในเป่ยหลง บางทีแม้แต่ท่านพ่อก็อาจจะไม่รวยเท่าเขาก็ได้ แล้วเขาจะลำบากในเรื่องอะไร? ท่านอย่าได้แช่งพี่สามสิ!”

หลังจากมู่จวินเซิ่งได้ยินคำพูดของน้องสาว เขาก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาเพิ่งพูดนั้นดูเหมือนจะผิดไปหมด ตามปกติแล้วตอนที่อยู่ในกองทัพ เขาเป็นคนที่พูดตรงไปตรงมาไม่เคยต้องพิธีรีตองอะไร เขาจึงรับมือไม่ถูกกับสถานการณ์เช่นนี้

แล้วชายหนุ่มก็เกาหัวพลางถอนหายใจเบา ๆ “ไป๋ไป่ เจ้าแกล้งพี่อีกแล้วนะ”

ขณะเดียวกัน เสิ่นจวินเฉามองดูการโต้เถียงของพี่น้องทั้ง 2 และอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก

ใครบอกว่าเชื้อพระวงศ์จะไม่สนใจเรื่องความรักใคร่กลมเกลียวกันภายในครอบครัว? มู่ไป๋ไป่กับมู่จวินเซิ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาดูไม่ต่างอะไรกับพี่น้องจากครอบครัวธรรมดาเลยสักนิด

“อ๋อ ใช่แล้ว!” ในที่สุดแม่ทัพหนุ่มก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้หลังจากที่ทะเลาะกับน้องสาวมามากพอแล้ว “เสด็จย่า พระองค์จะพาน้องสามเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองในวันพรุ่งนี้จริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

การที่มู่เชียนปรากฏตัวในวังหลวงครั้งนี้มันดูผิดปกติมาก และอีกฝ่ายก็เคยพบเสิ่นจวินเฉาแล้ว ดังนั้นมันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความยุ่งยากขึ้น

พวกเขาจะต้องหาวิธีรับมือกับเรื่องนี้เสียก่อน

“จริงแท้แน่นอน” ไทเฮาตอบพลางมองเสิ่นจวินเฉาด้วยสายตาเอ็นดู “เราคิดเรื่องนี้มาดีแล้ว เราไม่สนว่าฝ่าบาทจะยอมรับหรือไม่ เราแค่อยากให้จวินเฉาอยู่ร่วมฉลองวันเกิดกับเราเท่านั้น”

“ตัวเรานั้นเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว การได้เห็นพวกเจ้าทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมันก็ทำให้เรามีความสุขมากกว่าสิ่งอื่นใด”

“ท่านย่า เหตุใดท่านถึงได้ตรัสเรื่องชวนหดหู่อีกแล้ว” มู่ไป๋ไป่แสร้งทำเป็นโกรธอีกฝ่าย “หม่อมฉันที่เป็นลูกศิษย์คนโตของหุบเขาหมอเทวดา มีหม่อมฉันอยู่ด้วย ท่านจะต้องอายุยืนยาวแน่นอนเพคะ แล้วท่านก็ยังไม่เห็นพวกเราพี่น้องแต่งงานมีลูกกันเลย ท่านเต็มใจจะจากไปเช่นนั้นหรือ?”

พระเนตรของไทเฮาเป็นประกายทันที “สิ่งที่ไป๋ไป่พูดก็เป็นความจริง เรายังไม่ได้เห็นพวกเจ้าแต่งงานมีลูกเลย เช่นนั้นเราคงไม่อาจวางใจทิ้งพวกเจ้าไปตอนนี้ได้”

“พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของเรา บุตรหลานขุนนาง รวมถึงญาติ ๆ ที่อยู่นอกวังก็จะมาเข้าร่วมด้วย”

“จวินเซิ่ง…” จากนั้นพระเนตรของไทเฮาก็เลื่อนไปหามู่จวินเซิ่ง ก่อนจะไปหยุดที่เสิ่นจวินเฉา “จวินเฉา หากพวกเจ้าแอบชอบใครอยู่ก็ให้บอกเราได้ทันที เราจะช่วยพวกเจ้าทาบทามสู่ขอแม่นางพวกนั้นเอง!”

ทางด้านแม่ทัพหนุ่มถอนหายใจด้วยความร่วมอกเพราะเขากลัวว่าผู้เป็นย่าจะบังคับให้พวกเขาแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก

แต่ในแง่ของอายุพี่น้องทั้งหมด เขาอายุมากกว่าเสิ่นจวินเฉา และเขาไม่ได้เป็นรัชทายาทเหมือนมู่จวินฝาน ดังนั้นประเด็นเรื่องการแต่งงานของเขาจึงไม่ค่อยซับซ้อนสักเท่าไหร่

พอมู่จวินเซิ่งคิดถึงเรื่องดังกล่าว เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลัวเซียวเซียว

บางทีหญิงสาวอาจจะสังเกตเห็นสายตาของเขา จึงทำให้ดวงตาที่หลุบต่ำลงของนางดูเหมือนจะขยับเล็กน้อย

เมื่อถึงเวลาที่พวกเขากลับออกจากตำหนักฉือซิ่ง ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดลงแล้ว

ไทเฮายืนกรานที่จะให้มู่ไป๋ไป่กับมู่จวินเซิ่งอยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันก่อนจะยอมปล่อยพวกเขากลับ

ตอนนี้ที่อยู่ของเสิ่นจวินเฉาได้ถูกเปิดเผยแล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวจากทุกคนอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงได้ขอพระราชทานอนุญาตจากเสด็จย่าไปส่งน้องสาวกับพี่รองกลับด้วยตัวเอง

“ทูตจากหนานซวนมาสู่ขอเจ้าจริงหรือ?” ทันทีที่ชายหนุ่มก้าวออกจากตำหนักฉือซิ่ง เขาก็ถามคำถามที่ค้างคาใจออกมา

ความจริงแล้วตอนที่อยู่นอกวังเขาก็ได้ยินข่าวคราวเรื่องทูตหนานซวนมาบ้าง

แต่ในเวลานั้นเขาไม่รู้ว่ามู่ไป๋ไป่คือองค์หญิงหกที่ถูกสู่ขอ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้

แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว

เขาไม่มีวันยอมให้มู่ไป๋ไป่แต่งงานไปอยู่ยังสถานที่อย่างเช่นหนานซวนเด็ดขาด

“ใช่แล้วเพคะ” มู่ไป๋ไป่กอดอกพร้อมกับยักไหล่ตอบ “ข้าได้ไปขอร้องท่านพ่อแล้ว ท่านพี่รัชทายาทเองก็ไปช่วยขอร้องอีกแรง และท่านพ่อก็ยังไม่เห็นด้วยเช่นกัน”

“แล้วไม่ทันไรทูตหนานซวนก็ก่อเรื่องอีกแล้ว เขาใส่ร้ายป้ายสีว่าข้าที่ควบคุมสัตว์ได้ส่งงูมาฆ่าเขา”

“ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก” เสิ่นจวินเฉากล่าวเย้ยหยัน “ไป๋ไป่ เจ้ามีแผนรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร? ถ้ายังไม่มี พี่สามจะช่วยเจ้าเอง”

“พี่สามได้ทำการค้ากับหนานซวนมานานหลายปี แม้ว่าจะไม่ใหญ่เท่ากับในเป่ยหลงก็ตาม แต่ก็ยังพอจะยับยั้งหนานซวนได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก พี่สามจะส่งคนไปจัดการทันที”

“พี่รองก็จะช่วยเจ้าด้วย!” มู่จวินเซิ่งรีบก้าวออกมา “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การที่เป่ยหลงกับหนานซวนดูสงบสุขนั้นเป็นเพียงฉากหน้า ที่ชายแดนยังมีการขัดแย้งกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ตลอด”

“หากทูตหนานซวนกล้าบังคับเจ้า ข้าจะส่งทหารไปจับกุมคนชั่วและส่งทูตหนานซวนกลับไปซะ!”

มู่ไป๋ไป่มองไปยังพี่รองกับพี่สามที่ยืนอยู่ซ้ายขวา ทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกว่าก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของเธอในช่วงนี้ได้ถูกยกออกไป

ทำไมเธอถึงได้มีพี่ชายที่ดีเช่นนี้!

จบบทที่ บทที่ 494: พี่น้องพร้อมหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว