เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 493: ไม่รังเกียจ

บทที่ 493: ไม่รังเกียจ

บทที่ 493: ไม่รังเกียจ


เสิ่นจวินเฉาอมยิ้มแล้วพูดว่า “จวินเฉาเกิดช้ากว่าพี่รองไม่กี่ปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ข้าจะเรียกท่านว่าท่านพี่ หากท่านพี่ไม่รังเกียจ ข้าสามารถ…”

“พี่รองไม่รังเกียจหรอกเพคะ” มู่ไป๋ไป่รู้สึกว่าบรรยากาศมันน่าอึดอัดมากเกินไป เธอจึงยิ้มพร้อมกับอธิบายแทนพี่ชายคนรอง “เขาแค่ไม่รู้จะทำอย่างไรในสถานการณ์ที่จู่ ๆ ตัวเองก็มีน้องชายเพิ่มมาคนหนึ่ง”

ดวงตาของมู่จวินเซิ่งอ่อนลงเล็กน้อยในขณะที่เขากระแอมไอแก้เก้อและพยักหน้า “ไป๋ไป่เข้าใจพี่รองที่สุด คุณชาย… เอ่อ น้องสาม เจ้าอย่าคิดมาก”

“ดี ดีมาก” เมื่อไทเฮาเห็นว่า 3 พี่น้องกลมเกลียวกันดี พระนางก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา “พวกเจ้าทั้ง 3 เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้เรามีปัญหาบางอย่างที่ต้องจัดการเสียก่อน”

จากนั้นทุกคนในห้องโถงก็รู้ดีว่าปัญหาที่ไทเฮาทรงตรัสถึงคืออะไร มู่เชียนที่ได้ยินคำพูดของไทเฮาก็เริ่มมีสีหน้าบิดเบี้ยว

นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดสถานการณ์ถึงได้พลิกผันมาถึงจุดนี้

ปรากฏว่าผู้ชายที่มู่ไป๋ไป่แอบลอบพาเข้ามาในวังหลวงเมื่อวานนี้ที่แท้เป็นพี่สามของนาง

บัดนี้มู่เชียนยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ นางพยายามจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อกอบกู้สถานการณ์ แต่หลังจากคิดอยู่นานนางก็พบว่าตนได้ขุดหลุมฝังตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ข้าประมาทเกินไป…

หญิงสาวรีบก้มหน้าลงทันทีในขณะที่มือเรียวกำชายกระโปรงเอาไว้แน่น

นางควรจะเชื่อฟังผู้ชายคนนั้นและอดทนยอมรับความอับอายไปก่อน นางใจร้อนเกินไป…

“มู่เชียน ตอนนี้เจ้ามีอะไรอยากจะพูดอีกหรือไม่?” ไทเฮามองมู่เชียนที่ยังคงนั่งก้มหน้าเงียบด้วยท่าทางเย็นชา “เราให้คำอธิบายแก่เจ้าตามต้องการแล้ว เจ้าพอใจกับคำอธิบายของเราหรือไม่?”

คำว่า ‘พอใจ’ ทำให้ฝ่ายที่ได้ยินสั่นสะท้านไปทั้งตัว

นางไม่ใช่มู่เชียนที่เย่อหยิ่งเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป

“เสด็จย่า เชียนเอ๋อร์ไม่ทราบ…” มู่เชียนกัดฟันพูดเสียงอ่อย “เชียนเอ๋อร์เพียงแค่คิดถึงชื่อเสียงของราชวงศ์เท่านั้น เชียนเอ๋อร์ไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นพี่สาม—”

“พอแล้ว!” สตรีสูงวัยไม่ต้องการฟังคำพูดแก้ตัวของคนตรงหน้าอีกต่อไป พระนางจึงได้ขัดคำพูดของอีกฝ่ายทั้งที่นางยังพูดไม่จบ “ถ้าเจ้าใส่ใจชื่อเสียงของราชวงศ์จริง ๆ เจ้าเองก็คงจะไม่แอบลอบเข้ามาในวังก่อเรื่องแบบนี้ต่อหน้าเราหรอก”

“ครั้งนี้เราจะยอมละเว้นเจ้า เจ้าจงออกจากวังหลวงไปแต่โดยดี แล้วเราจะทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง เจ้าก็อย่าหาว่าเราใจร้ายกับเจ้า”

หลังจากไทเฮาตรัสเช่นนั้น พระนางก็ไม่รอให้มู่เชียนตอบและสั่งให้นางกำนัลลากนางออกไปทันที

ทางด้านหญิงสาวรู้ดีว่าตนเองไม่มีข้อแก้ตัวที่จะรั้งอยู่ที่นี่ได้อีก ด้วยเหตุนี้นางจึงปล่อยให้นางกำนัลพานางออกจากตำหนักฉือซิ่งไป

อย่างไรก็ตาม ขณะที่มู่เชียนกำลังเดินคอตกออกจากตำหนัก จู่ ๆ ชายชุดดำก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้านาง

ชายผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีดำโดยปิดบังใบหน้าทั้งหมดเอาไว้ใต้ปีกหมวกทำให้ไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเขาได้

สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ก็คือกลิ่นประหลาดที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้นั้น

มู่เชียนรู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่าย “เจ้าเองก็อยู่ในวังหรือ ถ้าเจ้าอยู่ในวัง ทำไมเมื่อกี้เจ้าไม่ออกมาช่วยข้าล่ะ เจ้าไม่เห็นหรืออย่างไรว่าข้าถูกไทเฮาขับไล่ออกจากตำหนักฉือซิ่ง?”

“แน่นอนว่าข้าเห็น” ชายชุดดำพูดด้วยเสียงแหบพร่า “ท่านเป็นคนทำทุกอย่างพังเองแล้วยังจะต้องให้ข้าไปช่วยอีกหรือ ข้าไม่ได้บอกท่านให้ควบคุมอารมณ์เวลาอยู่ต่อหน้าไทเฮาหรอกหรือ?”

“แม้ว่าท่านจะเจอกับมู่ไป๋ไป่ แต่ก็อย่าได้ต่อสู้กับนางโดยตรงเด็ดขาด ด้วยฐานะปัจจุบันของท่าน ท่านไม่มีทางเอาชนะมู่ไป๋ไป่ได้อยู่แล้ว”

“แต่แล้วอย่างไร? ท่านลืมทุกอย่างที่ข้าพูดไปเสียหมด องค์หญิง ข้าผิดหวังในตัวท่านนัก”

ดวงตาของมู่เชียนพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แท้จริงแล้วเหตุผลที่นางสามารถเข้ามาในวังหลวงได้ในครั้งนี้ก็เพราะชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้า

อีกฝ่ายมาหานางเมื่อ 2 ปีก่อนแล้วบอกนางว่าเขาสามารถช่วยนางให้ได้รับตำแหน่งองค์หญิงกลับคืนมา รวมถึงได้รับความโปรดปรานจากมู่เทียนฉงได้อีกครั้ง

แน่นอนว่าในตอนแรกหญิงสาวก็ไม่เชื่อ อีกทั้งเขายังเป็นคนแปลกหน้าแถมยังปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเองด้วย

แต่เวลาต่อมา ชายชุดดำก็มาแจ้งข่าวให้นางทราบว่า มู่เทียนฉงกลับมาโปรดปรานลี่เฟยที่ถูกขังอยู่ในตำหนักเย็นอีกครั้งเพราะความช่วยเหลือของเขา

และขอเพียงนางเชื่อในตัวเขา นางก็จะได้ทุกสิ่งของตัวเองกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นการได้รับตำแหน่งองค์หญิงกลับคืนมา รวมถึงได้กลับเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงตามที่ต้องการตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่นั้นนางก็ไว้ใจชายผู้นี้มาก เพราะขนาดลี่เฟยที่ทำผิดแอบมีชู้ลับหลังเสด็จพ่อก็ยังได้รับความโปรดปราน นางจึงรู้สึกว่าตนเองก็น่าจะมีความหวังเช่นกัน

แน่นอนว่าการเข้ามาในวังหลวงในครั้งนี้ก็เป็นแผนการที่ชายชุดดำเตรียมเอาไว้ เขาได้หาวิธีให้นางเข้ามาในวังหลวงและเข้าเฝ้าไทเฮาเพื่อร้องขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย

ทุกอย่างดำเนินการตามแผนไปได้อย่างราบรื่น จนกระทั่งมู่ไป๋ไป่ที่เป็นตัวปัญหาโผล่หัวออกมา… ไม่ว่าจะเป็นตอนเด็กหรือตอนโต ผู้หญิงคนนี้ก็มักจะเป็นก้างชิ้นใหญ่ที่คอยขวางนางเสมอ ทำให้นางยิ่งโกรธแค้นเข้าไปใหญ่

“ข้าทำทุกอย่างที่เจ้าบอกแล้ว!” มู่เชียนไม่อยากสูญเสียโอกาสที่จะได้กลับเข้ามาอยู่ในวังหลวงของตนไป นางรอคอยสิ่งนี้มานานแสนนาน นางไม่ต้องการเป็นสามัญชนไปตลอดชีวิต

นางเป็นถึงหลานสาวของไทเฮา!

ด้วยสถานะของนาง นางควรจะเกิดและตายในวังหลวง!

“แต่จู่ ๆ มู่ไป๋ไป่ก็ปรากฏตัวขึ้นและพุ่งเป้ามาที่ข้า!” หญิงสาวพูดเสียงลอดไรฟันพร้อมกำหมัดแน่น “หากข้าไม่สู้กับมู่ไป๋ไป่ นางก็ยังจะขอร้องให้ไทเฮาขับไล่ข้าออกจากวังอยู่ดี! แล้ว… ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ชายที่นางพาเข้ามาเมื่อวานคือองค์ชายสาม!”

ชายชุดดำจ้องคนตรงหน้าด้วยสายตาดุดันขณะกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่ทำอะไรโดยพลการ ไทเฮาคงจะสั่งคนจับท่านไปขังคุกแล้ว”

“ช่างเถอะ ข้าจะให้โอกาสท่านครั้งสุดท้าย ถ้าท่านยังพลาดโอกาสในครั้งนี้อีก สิ่งที่ท่านทำได้หลังจากนี้ก็คือการสวดภาวนาต่อสวรรค์แล้ว”

มู่เชียนรู้สึกดีใจเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย นางจึงพยักหน้าซ้ำ ๆ “ได้ ตกลง เจ้าไม่ต้องกังวล ครั้งนี้ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก ไม่ว่าเจ้าจะสั่งให้ข้าทำอะไร ข้าจะไม่บ่นเลย”

หลังจากชายชุดดำได้ยินสิ่งที่หญิงสาวกล่าว เขาก็แสดงสีหน้าพึงพอใจ

ในเวลาเดียวกันที่ตำหนักฉือซิ่ง

ไทเฮาทรงรับสั่งให้นางกำนัลและขันทีในตำหนักออกไป เหลือเพียงมู่ไป๋ไป่และอีก 3 คนเพียงเท่านั้น

ขณะนี้หลัวเซียวเซียวปลดผ้าคลุมหน้าออกแล้ว นางเหลือบมองนางกำนัลที่ถอยออกไปด้านนอกประตูแล้วครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะก้าวไปพูดกับผู้เป็นนาย “องค์หญิงหก หม่อมฉันจะออกไปรอพระองค์ข้างนอกตำหนักนะเพคะ”

จู่ ๆ องค์ชายสามก็ปรากฏตัวที่ตำหนักฉือซิ่ง และเขาเป็นถึงพ่อค้าที่เป็นอัจฉริยะทางการค้าอย่างคุณชายเสิ่นที่มู่ไป๋ไป่ได้รู้จักตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อนด้วย

ในฐานะคนในครอบครัว พวกเขาคงมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย

ซึ่งคนนอกอย่างนางคงไม่เหมาะที่จะรั้งอยู่ที่นี่

“หืม?” มู่ไป๋ไป่เหลือบมองพี่รองของตัวเองก่อนจะดึงอีกคนมากระซิบพูดใกล้ ๆ “เจ้าจะไปรอข้างนอกทำไม ในห้องนี้มีใครบ้างที่เจ้าไม่รู้จัก?”

“ไม่ได้เพคะ” หลัวเซียวเซียวรู้สึกขัดเขิน “องค์หญิงหก… ในเวลาเช่นนี้มันไม่เหมาะสมที่หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่เพคะ”

“มีอะไรไม่เหมาะสมกัน?” หญิงสาวแสร้งทำหน้าจริงจังและเชิดคางไปทางมู่จวินเซิ่ง “พี่รอง ท่านช่วยบอกข้าหน่อยสิว่าเซียวเซียวควรอยู่ที่นี่หรือไม่?”

แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็กระแอมในลำคอก่อนจะพยายามควบคุมสีหน้าท่าทางของตัวเองไม่ให้ดูจงใจพูดจนเกินไป “แน่นอนว่าควรอยู่”

คำพูดนั้นทำให้ใบหูของหลัวเซียวเซียวเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ นางต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไทเฮาซึ่งมองดูการสนทนาของเด็กทั้ง 3 ยิ้มแล้วตรัสขึ้นมาก่อนว่า “เอาล่ะ มีอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสมกัน เซียวเซียว เจ้าก็อยู่ที่นี่เถอะ หรือเจ้าคิดจะขัดคำสั่งเรา?”

หลังจากที่ไทเฮาตรัสจบ หลัวเซียวเซียวก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก นางทำเพียงถอนสายบัวให้พระนางเพื่อแสดงความขอบคุณ จากนั้นก็ถอยกลับไปยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังมู่ไป๋ไป่

จบบทที่ บทที่ 493: ไม่รังเกียจ

คัดลอกลิงก์แล้ว