เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 492: เจ้าเรียกข้าว่าพี่รองหรือ?

บทที่ 492: เจ้าเรียกข้าว่าพี่รองหรือ?

บทที่ 492: เจ้าเรียกข้าว่าพี่รองหรือ?


ยามนี้ในห้องโถงหลักของตำหนักฉือซิ่งเกิดความเงียบไปชั่วขณะ ไทเฮาเองก็ทรงแสดงสีหน้าตกตะลึงในขณะที่เหลือบมองมู่ไป๋ไป่

ในที่นี้มีเพียงมู่จวินเซิ่งกับหลัวเซียวเซียวเท่านั้นที่สังเกตเห็นถึงความแปลกประหลาดนี้

ทางด้านมู่เชียนคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะในครั้งนี้ มุมปากของนางจึงยกขึ้นจาง ๆ “ถ้าไทเฮาไม่เชื่อ พระองค์ก็สามารถเรียกคนงานที่ขนของขวัญมาส่งเมื่อวานมาที่นี่ได้เลยเพคะ เชียนเอ๋อร์จะได้ชี้ตัวพวกเขา”

“ไม่เพียงเท่านั้น เชียนเอ๋อร์ยังสงสัยว่าชายที่มู่ไป๋ไป่พาเข้ามาในวังยังอยู่ในตำหนักอวี๋ชิง ขอให้ไทเฮาส่งคนไปค้นที่ตำหนักอวี๋ชิงทันที นี่จะพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เชียนเอ๋อร์พูดมาเป็นความจริง”

เมื่อมู่ไป๋ไป่เห็นว่าพี่สาวพยายามที่จะพูดต่อไปอย่างแน่วแน่ เธอก็อยากจะบอกอีกฝ่ายว่าสิ่งที่นางพูดนั้นเป็นเรื่องจริง แต่สถานการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่นางคิด

“อะแฮ่ม” ไทเฮากระแอมในลำคอก่อนจะตรัสว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราไม่สามารถฟังคำพูดเพียงข้างเดียวของเจ้าได้”

“อีกอย่าง พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดของเรา ถ้าเรื่องนี้ลุกลามจนเกินควบคุม เจ้าเคยคิดไว้บ้างหรือไม่ว่าเราจะทำเช่นไร”

มู่เชียนต้องตกใจกับคำพูดของเสด็จย่า นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าแม้นางจะพูดไปมากขนาดนี้ แต่พระนางก็ยังเข้าข้างมู่ไป๋ไป่อยู่

นางจึงกัดฟันแน่นและหันไปหามู่จวินเซิ่ง

“พี่รอง! ท่านเองก็คิดเหมือนไทเฮาหรือ?! เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของเป่ยหลงเชียวนะ! และ… ข้าก็ได้ยินมาว่าหนานซวนได้มาขอประทานสมรสจากเสด็จพ่อ หากเราปล่อยให้มู่ไป๋ไป่ที่ทำตัวไร้ยางอายและไร้เหตุผลเช่นนี้ไปแต่งงาน ฮ่องเต้หนานซวนจะคิดอย่างไรกับเป่ยหลงของเรา หากเขาพบว่านางไม่ใช่สาวพรหมจารีอีกต่อไป”

“เช่นนั้นนางก็จะกลายเป็นตัวต้นเหตุของภัยพิบัติร้ายแรงที่ก่อให้เกิดสงครามระหว่าง 2 แคว้น!”

เดิมทีมู่ไป๋ไป่ก็อยากชมการแสดงดี ๆ สักหน่อย แต่ในเมื่อพี่สาวคนนี้เอ่ยถึงหนานซวน เธอก็รู้สึกโมโหขึ้นมา

“หุบปากไปซะ!” มู่จวินเซิ่งตะคอกอย่างเหลืออด “มู่เชียน เจ้าเองก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน เจ้าควรรู้ว่าชื่อเสียงของผู้หญิงนั้นสำคัญมากเพียงใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าไป๋ไป่เป็นคนที่ไม่มีวันทำแบบที่เจ้าพูดหรอก แม้ว่านางจะพาใครเข้ามาในวังก็ตาม แต่นางจะต้องมีเหตุผลของนาง”

“เจ้าไม่รู้ความจริงก็อย่าคิดใส่ร้ายไป๋ไป่เช่นนี้ นี่เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

ตั้งแต่ที่มู่ไป๋ไป่ได้รู้จักพี่ชายคนรองมา เขาแทบจะไม่เคยบันดาลโทสะเลย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาโกรธมากขนาดนี้

แต่ในขณะนั้นเองเธอก็รู้สึกอุ่นวาบในใจ เธอรับรู้ได้ว่าพี่ชายคนนี้รักและต้องการปกป้องเธอมากเพียงใด

“ทำไมข้าต้องใส่ร้ายนางด้วย!” ใบหน้าของมู่เชียนเริ่มซีดเผือดเมื่อมันไม่เป็นไปตามแผนการที่นางวางไว้ “ท่านโดนไป๋ไป่หลอกแล้ว นางทำเรื่องที่ทำให้ราชวงศ์ต้องเสื่อมเสีย แต่ท่านก็ยังคิดจะปกป้องนางอยู่อีก!”

“แล้วข้าล่ะ ในตอนนั้นข้าแค่แกล้งนางเล่น ๆ ข้าแค่เกือบจะทำให้สาวใช้ในวังคนหนึ่งตายเท่านั้น เหตุใดท่านถึงไม่คิดอยากพาข้ากลับมาอยู่ในวังหลวงด้วย ไยท่านถึงได้ลำเอียงขนาดนี้!!”

หญิงสาวแทบจะคำรามออกมาในประโยคสุดท้าย

บัดนี้ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชังในขณะที่นางจ้องเขม็งไปที่ไทเฮาและมู่จวินเซิ่ง

นางเปิดเผยธาตุแท้ของตนออกมาแล้ว

“มู่เชียน ท่านคิดว่าไทเฮากับพี่รองลำเอียงอย่างนั้นหรือ?” มู่ไป๋ไป่มองพี่สาวอย่างเฉยเมย และมีร่องรอยของความรู้สึกสงสารปรากฏขึ้นซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

“ในเมื่อท่านรู้ว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ท่านก็ควรรู้ว่าเหตุใดท่านพ่อถึงได้ขับไล่ท่านออกจากวังในตอนนั้น”

“ถ้าท่านพ่อคิดจะลงโทษท่านจริง ๆ เขาแค่โยนท่านเข้าไปในตำหนักเย็นแล้วปล่อยให้ท่านใช้ชีวิตอย่างตกต่ำอยู่ในวังก็ได้ แต่สุดท้ายท่านพ่อก็ยังยอมทำตามคำขอของอัครมหาเสนาบดีแล้วให้ท่านกลับไปอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดีกับเขา นั่นเป็นเพราะท่านพ่อแค่อยากให้ท่านกลับใจ”

“แต่น่าเสียดาย เวลาผ่านไป 12 ปีแล้ว ท่านยังไม่รู้เลยว่าตัวเองผิดตรงไหน ท่านไม่สำนึกในความผิดของตัวเองเลยสักนิด แถมยังโยนความผิดให้คนอื่นอีกด้วย มีแต่พวกเลือดเย็นที่ไม่ใส่ใจชีวิตมนุษย์เท่านั้นที่ทำเช่นนี้ได้”

มู่เชียนหันไปถลึงตามองน้องสาวและยิ้มเยาะเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว “มู่ไป๋ไป่ ทำไมเจ้าถึงได้เสแสร้งเก่งเช่นนี้ เลิกทำตัวเย่อหยิ่งแล้วมองข้าเหมือนเห็นอกเห็นใจเสียที! ข้าไม่อยากให้เจ้ามาพูดจาเหลวไหลกับข้า ข้าต้องการคำอธิบายในวันนี้! ถ้าข้าไม่ได้รับคำอธิบายในเรื่องนี้ ข้าก็ไม่มีทางออกจากวังหลวง!”

“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะให้ทุกคนปฏิบัติกับเจ้าอย่างเท่าเทียมและจับคนที่เจ้าพาเข้ามาในวังมารับผิดชอบ! มิฉะนั้น หลังจากที่ข้าออกไปจากวังหลวงแล้ว ข้าจะประกาศเรื่องนี้ให้รู้ทั่วกันเลย! ให้ทุกคนได้รู้ว่ามู่ไป๋ไป่นั้นเป็นคนน่ารังเกียจแค่ไหน—”

“พอแล้ว!!” ไทเฮาตบโต๊ะพร้อมกับลุกขึ้นยืน ขณะนี้พระเนตรที่ขุ่นมัวตามพระชนมายุมีประกายกร้าวจนทำให้ไม่มีใครกล้ามองพระพักตร์โดยตรง

“หากเจ้าต้องการคำอธิบาย เราจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง”

ก่อนที่มู่ไป๋ไป่จะทันได้ห้ามผู้เป็นย่าไว้ พระนางก็ได้ตรัสออกไปแล้ว

“ชายที่เจ้าพูดถึงคือคนที่เราขอให้ไป๋ไป่เรียกมาพบ” ปัจจุบันไทเฮาทรงมีพระชนมายุมากขึ้นแล้ว เนื่องจากความโกรธนั้นไม่ดีต่อพลานามัย พระนางจึงได้เก็บเนื้อเก็บตัวและคอยระงับอารมณ์ของตนเองไว้

ถ้าเป็นเมื่อไม่กี่ปีก่อน มู่เชียนคงจะถูกพระนางสั่งให้คนลากออกไปโบยตั้งแต่แรกที่เข้ามาโวยวาย

“หม่อมฉัน…” หญิงสาวตัวสั่นสะท้านทันทีที่สบเข้ากับสายตาของสตรีสูงวัย ก่อนที่นางจะส่ายหัวซ้ำ ๆ “หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่เชื่อเพคะ”

ไทเฮาตรัสเช่นนี้ออกมาก็แค่อยากจะปกป้องมู่ไป๋ไป่เท่านั้น!

“ท่านย่า ท่านอย่าพูดอีกเลยเพคะ” มู่ไป๋ไป่รู้ว่าไทเฮาทรงกริ้วมาก แต่เธอก็กลัวว่าพระนางจะหยิบยกเรื่องพี่สามขึ้นมาพูดเพราะความโมโห

หญิงสาวจึงรีบเดินออกไปช่วยพยุงผู้เป็นย่าและกระซิบว่า “ท่านย่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคุยกับนาง ตอนนี้นางจนตรอกแล้ว นางไม่มีทางเชื่อที่เราพูดหรอกเพคะ ในเมื่อนางอยากจะเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศข้างนอกก็ปล่อยนางพูดไป เราไม่ได้ทำผิด เราไม่จำเป็นต้องกลัว”

“ไม่ได้” ครั้งนี้ไทเฮากลับแสดงสีหน้าแน่วแน่ “เจ้าเป็นคนดี เจ้าไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใดก็จริง แต่เราทนไม่ได้ที่คนอื่นจะมาพูดถึงเจ้าในทางที่ไม่ดี มันทำให้เราเจ็บปวด”

พระนางรู้ดีว่ามู่ไป๋ไป่กำลังกังวลเรื่องอะไร เพราะพระนางรู้เรื่องนี้ พระนางจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมาปกป้องหลานสาว

“อย่ากังวลไปเลย พี่สามของเจ้ากับเราได้พูดคุยเรื่องนี้กันไปแล้ว” หญิงชราตรัสพลางลูบหัวอีกฝ่ายด้วยความรัก “พรุ่งนี้เขาจะไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของเรา การที่เราจะบอกถึงตัวตนของเขาให้ทุกคนทราบก่อนมันก็ไม่สำคัญไม่ใช่หรือ?”

“ไทเฮา?” มู่จวินเซิ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกสับสน “ใครคือพี่สามของไป๋ไป่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

ทำไมเขาถึงไม่รู้ว่าตนมีน้องชายกับเขาด้วย?

ในเวลาเดียวกัน มู่เชียนก็ตกใจเช่นกัน แล้วสุดท้ายนางก็ตระหนักได้ว่าทุกอย่างมันไม่เป็นเหมือนที่นางจินตนาการเอาไว้

ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าการกระทำของนางจะไปขัดพระทัยของไทเฮาด้วย

“ใครก็ได้ ไปเรียกจวินเฉามาพบเราหน่อย” ผู้เป็นย่าส่งสัญญาณให้มู่จวินเซิ่งสงบสติอารมณ์ลงก่อน จากนั้นจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่อยู่ด้านข้าง

ในไม่ช้า ร่างสูงโปร่งตามด้วยนางกำนัลส่วนตัวของไทเฮาก็เดินออกมาจากห้องโถงด้านหลัง

กลุ่มคนที่อยู่ในห้องของโถงด้านหน้าต่างมีสีหน้าแตกต่างกันออกไปทันทีที่ได้เห็นเสิ่นจวินเฉา

“เป็นท่านนั่นเอง… คุณชายเสิ่น” มู่จวินเซิ่งมองชายตรงหน้าซึ่งเขาเพิ่งเคยพบเมื่อไม่กี่วันก่อน และความคิดของเขาก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ “คุณชายเสิ่น ทำไมท่านถึงมาอยู่ในวัง?”

เสิ่นจวินเฉารู้ว่าแม่ทัพหนุ่มผู้นี้เป็นพี่รองของเขาหลังจากที่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของมู่ไป๋ไป่ ดังนั้นเขาจึงยิ้มและโค้งคำนับให้อีกฝ่าย “ขออภัยพี่รอง วันนั้นข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นใครจึงไม่ได้ทักทายท่านอย่างเป็นทางการ”

“หลังจากที่ข้าได้พบไป๋ไป่เมื่อวานนี้ เขาก็เข้าใจว่าในวันนั้นเป็นเพราะความผูกพันทางสายเลือดทำให้เรารู้สึกคุ้นหน้ากัน”

“ท่านเรียกข้าว่า… พี่รอง?” มู่จวินเซิ่งสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ลง

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: นี่มันวันรวมญาติพี่น้องกันชัด ๆ!

จบบทที่ บทที่ 492: เจ้าเรียกข้าว่าพี่รองหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว