เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 491: ไร้ยางอายเสียจริง

บทที่ 491: ไร้ยางอายเสียจริง

บทที่ 491: ไร้ยางอายเสียจริง


มู่ไป๋ไป่โน้มตัวเข้าไปมองด้านในและเห็นมู่เชียนกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น โดยมีนางกำนัลและขันทีจำนวนหนึ่งล้อมเอาไว้ด้วยท่าทางทำอะไรไม่ถูก

ส่วนคนที่นั่งอยู่ด้านบนก็คือไทเฮากับมู่จวินเซิ่งซึ่งทั้งคู่ก็มีท่าทางไม่ต่างกัน

หลังจากมู่ไป๋ไป่กวาดตามองครั้งเดียว เธอก็เกิดความคิดคร่าว ๆ ขึ้นในหัว เธอจึงกระแอมเสียงดังแล้วจงใจพูดด้วยน้ำเสียงเสแสร้งว่า “อ้าว วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมในตำหนักไทเฮาถึงได้คึกคักขนาดนี้”

สิ้นเสียงพูด หญิงสาวก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

เธอแอบจิกหลังมือเพื่อบอกให้ตัวเองอดทนเอาไว้ขณะเดินนำกลุ่มนางกำนัลและขันทีเข้าไปในตำหนักด้วยท่าทางสง่างามสมกับเป็นองค์หญิง

ในตอนแรกไทเฮาก็ตกตะลึงกับน้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อพระนางเห็นว่าเป็นมู่ไป๋ไป่ พระนางก็รู้สึกเหมือนตอนนั้นได้พบบ่อน้ำกลางทะเลทราย พระนางไม่สนใจท่าทีที่แปลกไปของหลานสาวและกวักมือเรียกอีกฝ่ายทันที “ไป๋ไป่ของย่า เจ้ามาทันเวลาพอดี”

มู่เชียนที่กำลังจะวิ่งเอาหัวโขกเสาหันกลับมามองด้วยท่าทีสับสน ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาของผู้มาใหม่ที่ดูเหมือนกำลังมองดูการแสดงงิ้วอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“เป็นเจ้านี่เอง!” นางลืมผู้หญิงคนนี้ไปได้อย่างไรกัน พวกนางเพิ่งพบกันเมื่อวานและเกือบจะมีเรื่องกันแล้ว

มู่ไป๋ไป่ปรายตามองอีกฝ่ายพร้อมกับยกยิ้มมุมปากโดยไม่สนใจคำพูดของนาง แล้วเดินเข้าไปหาไทเฮาก่อนจะนั่งลงด้านข้าง “ท่านย่า เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ ท่านกลัวว่างานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้จะน่าเบื่อเกินไปหรืออย่างไรถึงได้คิดจะจ้างให้คนมาเล่นงิ้วเพื่อเพิ่มความครื้นเครง”

“แต่ว่านักแสดงงิ้วคนนี้ดูจะแสดงได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ในวันดี ๆ เช่นนี้กลับร้องไห้เสียงดังโวยวาย แถมยังพูดว่าจะตายอีก ช่างอัปมงคลเสียจริง”

ทางด้านนางกำนัลและขันทีที่กำลังลำบากใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

ในเวลาเดียวกัน ใบหน้าของมู่เชียนก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำในขณะที่นางถลึงตามองอีกฝ่าย “เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรถึงมาพูดจาหยาบคายกับข้า…”

“ข้าควรจะเป็นฝ่ายถามท่านเรื่องนี้หรือไม่?” มู่ไป๋ไป่พูดขัดจังหวะพี่สาวอย่างเย็นชา “ท่านเป็นใครถึงได้มาพูดจาหยาบคายกับข้า?”

ในที่สุดมู่เชียนก็เข้าใจถึงตัวตนของอีกฝ่ายและเบิกตากว้างขึ้น “เจ้าคือมู่ไป๋ไป่…”

“บังอาจ!” หลัวเซียวเซียวที่สวมผ้าคลุมหน้าก้าวออกมาตำหนิฝ่ายตรงข้ามเสียงเข้มงวด “คนอย่างเจ้าถือสิทธิ์อะไรมาเรียกชื่อองค์หญิงเช่นนี้”

“ใครก็ได้ มาพาตัวนางไปลงโทษให้หนัก!”

มู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวจงใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่านางเป็นใคร แม้ว่าพวกเธอจะรู้ความจริงแล้วก็ตาม เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็คือ มู่เทียนฉงลดฐานะของมู่เชียนให้เป็นเพียงสามัญชนและขับไล่นางออกจากวัง ซึ่งมันเป็นหนทางที่ดีสำหรับนางแล้ว

“เจ้ากล้ารึ!” มู่เชียนที่เคยเสแสร้งต่อหน้าไทเฮาเพื่อให้ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ตอนนี้หลังจากที่นางถูกหลัวเซียวเซียวพูดยั่วยุ นิสัยดื้อรั้นและโอหังของนางก็ถูกเปิดเผยออกมา “ข้าเป็นองค์หญิงใหญ่ เจ้าเป็นใครถึงกล้าสั่งให้คนมาลงโทษข้า!”

“เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตัดหัวเจ้า!”

“องค์หญิงใหญ่?” หลัวเซียวเซียวสบตากับสตรีตรงหน้าโดยไม่เกรงกลัว “เท่าที่ข้ารู้มา องค์หญิงใหญ่ถูกฝ่าบาทปลดออกจากตำแหน่งให้เป็นเพียงสามัญชนตั้งแต่ 12 ปีก่อน”

ใบหน้าของมู่เชียนเปลี่ยนไปทันที และนางก็รู้สึกโมโหมากจนคิดจะพุ่งตรงไปทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

ขณะที่นางกำลังก้าวออกมาได้เพียง 2 ก้าว ก็มีร่างสูงใหญ่เข้ามาขวางเอาไว้

“เจ้าก่อเรื่องวุ่นวายมากพอหรือยัง?!” มู่จวินเซิ่งเป็นแม่ทัพอยู่ชายแดนมาหลายปี รอบกายเขาจึงมีรัศมีที่แตกต่างจากมู่จวินฝาน เนื่องจากไอสังหารที่แผ่ออกมานั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวและข่มขู่ให้หญิงสาวชะงักไปได้ทันที

แล้วมู่เชียนก็หดตัวกลับไปเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม จากนั้นนางก็รวบรวมความกล้าที่จะพูดออกมาอีกครั้ง “พี่รอง ทำไมท่านถึงไม่ช่วยข้า ท่านจะไปช่วยอีขี้ข้านั่นทำไม! ข้าเป็นน้องสาวของท่านนะ!!”

“ถึงเราจะไม่ได้เจอกันมากกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเป็นสายเลือดเดียวกัน เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ…”

“เจ้าไม่จำเป็นจะต้องบอกข้าเรื่องนี้” มู่จวินเซิ่งเหลือบมองคนพูดด้วยสายตาเฉยเมย เขาเคยได้ยินข่าวเรื่องที่น้องสาวคนนี้ทำกับมู่ไป๋ไป่และหลัวเซียวเซียวมาตลอด

เมื่อ 12 ปีก่อน มู่เชียนยังเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง แต่นางกลับมีจิตใจที่โหดเหี้ยมเกินอายุได้ถึงเพียงนี้แล้ว

“ข้ารู้เพียงว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ คำสั่งของฝ่าบาทไม่มีใครขัดขืนได้” บัดนี้ร่างสูงที่แข็งแกร่งของมู่จวินเซิ่งก้าวเข้ามาปกป้องหลัวเซียวเซียวกับมู่ไป๋ไป่เอาไว้ “เสด็จพ่อมีรับสั่งให้ขับไล่เจ้าออกจากวังหลวงไปตั้งแต่ปีนั้น ดังนั้นเจ้าไม่ควรเข้ามาในวังหลวงอีก เจ้ารีบออกไปเถอะ ข้าจะทำเป็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นและไทเฮาก็จะไม่รายงานเรื่องนี้กับเสด็จพ่อ”

“ใช่” ไทเฮารีบพยักหน้ารับ “เจ้าไปเถอะ เราจะไม่บอกเรื่องนี้กับฝ่าบาท”

มู่เชียนรู้สึกโมโหมากหลังจากได้ฟังสิ่งที่พี่ชายกับผู้เป็นย่าพูด

นางเห็นชัดเจนว่าหลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ ไทเฮากับมู่จวินเซิ่งยังไม่สามารถทำอะไรนางได้เลย

ในขณะที่นางเกือบจะทำสำเร็จแล้ว จู่ ๆ มู่ไป๋ไป่ก็โผล่หัวออกมาขัดขวางเสียอย่างนั้น

เป็นมู่ไป๋ไป่ที่ทำให้นางต้องสูญเสียตำแหน่งองค์หญิงไปในปีนั้น และตอนนี้อีกฝ่ายก็มาทำลายแผนการของนางอีกครั้ง

นางไม่อาจทนรับเรื่องนี้ได้จริง ๆ!

บัดนี้ดวงตาของมู่เชียนกลอกไปมา แล้วจู่ ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของนางจึงเปลี่ยนไปทันทีและนางก็สีหน้าเศร้าพร้อมกับก้มหน้าลงแสดงท่าทางอ่อนแอเช่นเคย “เสด็จพี่ ไทเฮา เชียนเอ๋อร์ทราบว่าการเข้ามาในวังหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นสิ่งที่ผิด แต่เชียนเอ๋อร์คิดถึงบ้านมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชียนเอ๋อร์อยู่นอกวังหลวง ไม่มีวันใดที่เชียนเอ๋อร์จะไม่คิดถึงเสด็จพ่อกับพวกพระองค์เลยสักวัน”

“ในตอนนั้นเป็นเชียนเอ๋อร์ที่เลอะเลือนจึงได้ทำสิ่งผิดพลาดลงไป หากน้องหกยินดี เชียนเอ๋อร์ก็จะโขกหัวขอโทษนางตรงนี้”

หลังจากหญิงสาวกล่าวจบ นางก็คุกเข่าลงเตรียมจะคำนับขอโทษมู่ไป๋ไป่

“ช้าก่อน!” สัญญาณอันตรายในใจของมู่ไป๋ไป่ร้องเตือนขึ้นมาในฉับพลัน เธอรู้ว่ามู่เชียนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างกะทันหัน การที่จู่ ๆ นางเปลี่ยนสีหน้าไปแบบนี้มันบ่งบอกว่านางมีแผนการร้ายอยู่ในใจ “ข้ารับการคำนับจากท่านไม่ได้ นอกจากนี้ ข้าลืมไปแล้วว่าในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงแค่ท่านยังทำตามคำสั่งของท่านพ่อและออกจากวังหลวงนี้ไป เราก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเหมือนเคย”

มู่เชียนกัดฟันระงับความโกรธในใจก่อนจะเหยียดยิ้มขมขื่น “ดูเหมือนว่าน้องหกจะยังไม่ให้อภัยข้า ไม่เป็นไร หากน้องหกยังไม่ให้อภัย หลังจากที่ข้าได้ร่วมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮาแล้ว ข้าก็จะออกไป”

“แต่ก่อนอื่น ข้ามีคำถามอยากจะถามน้องหก”

มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้นทันที “ท่านมีอะไรจะถามข้าหรือ?”

หึ เป็นไปตามคาดเลย นางเริ่มลงมือแล้วสินะ

เธออยากจะดูว่าพี่สาวคนนี้จะคิดแผนสกปรกอะไรออกมาได้บ้าง

“น้องหก เจ้ารู้กฎหรือไม่ว่าผู้ชายเข้าออกวังหลังตามใจชอบไม่ได้?” มู่เชียนเงยหน้าขึ้นจ้องน้องสาวด้วยแววตายั่วยุ

ฮ่า ๆๆ คราวนี้สวรรค์เข้าข้างข้าแล้ว

นางจับได้ว่ามู่ไป๋ไป่ได้แอบพบกับผู้ชายคนหนึ่ง แถมอีกฝ่ายยังพาผู้ชายคนนั้นเข้ามาในวังหลังอีกด้วย

ถ้านางทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต มู่ไป๋ไป่คงจะถูกเสด็จพ่อลงโทษใช่หรือไม่?

พอมู่เชียนคิดถึงเรื่องนี้ นางก็รู้สึกมีความสุขมากจนอยากจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

“แน่นอนว่าข้ารู้เรื่องนั้น” เมื่อมู่ไป๋ไป่เห็นประกายความสุขในดวงตาของพี่สาว เธอก็เข้าใจได้ในทันทีว่านางกำลังคิดจะทำอะไร

แล้วหญิงสาวก็รู้สึกถึงอารมณ์บางอย่างในใจ

“เช่นนั้นก็ดี” มู่เชียนเชิดหน้าขึ้นสูงแสร้งทำเป็นเหมือนว่าตนเป็นผู้อาวุโสที่กำลังเทศนาเด็ก “ในเมื่อน้องหกรู้กฎเกณฑ์เป็นอย่างดี แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้แอบพาผู้ชายเข้ามาในวังหลัง?”

“พรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวัง น้องหก หากเจ้าทำตัวเช่นนี้ ไทเฮาจะรู้สึกเช่นไร แล้วชื่อเสียงของเป่ยหลงของเราจะเสียหายมากเพียงใด”

“เจ้านี่มันช่างไร้ยางอายเสียจริง!”

“ไทเฮา ได้โปรดลงโทษมู่ไป๋ไป่ด้วยเถิดเพคะ!”

จบบทที่ บทที่ 491: ไร้ยางอายเสียจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว