เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 490: ไม่กังวลแม้สถานการณ์จะเร่งด่วน

บทที่ 490: ไม่กังวลแม้สถานการณ์จะเร่งด่วน

บทที่ 490: ไม่กังวลแม้สถานการณ์จะเร่งด่วน


“หา?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกสับสน “มันยังไม่กลับมาเลย…”

เธอสั่งให้เจ้าส้มไปส่งจดหมายที่จวนแม่ทัพเพียงเท่านั้น

“ชิ เจ้าแมวอ้วนนั่นหนีออกไปเล่นที่อื่นอีกแล้ว!” หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าผากอย่างอับจนหนทาง “ช่างเถอะ ๆ ถึงอย่างไรมันก็ฉลาดกว่าสัตว์ธรรมดาทั่วไป มันไม่ยอมให้ตัวเองต้องเสียเปรียบหรอก”

“ใช่แล้วเพคะ” หลังจากหลัวเซียวเซียวได้ยินสิ่งที่องค์หญิงหกพูด นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะหัวเราะออกมา

เนื่องจากหญิงสาวทั้ง 2 ไม่ได้เจอกันมานานหลายวัน พวกเธอจึงมีเรื่องพูดคุยกันมากมาย นับตั้งแต่ที่ทั้งคู่นั่งจับมือคุยกันอยู่ในห้อง เวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามในพริบตา

“นี่ ทำไมพี่รองของข้ายังไม่กลับมาอีก?” มู่ไป๋ไป่พูดพลางมองออกไปด้านนอก “เซียวเซียว เจ้าแน่ใจนะว่าพี่รองมาเข้าเฝ้าไทเฮาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น?”

ด้วยนิสัยของไทเฮา พระนางคงไม่มีเรื่องพูดคุยกับมู่จวินเซิ่งนานถึงเพียงนี้ อีกทั้งตอนนี้พี่สามที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนก็ยังอยู่ที่ตำหนักฉือซิ่ง

แต่พี่ชายคนรองก็ยังไม่กลับมา ซึ่งถือว่าดูผิดปกติเกินไป

เธอจึงรีบสั่งให้คนไปถามข่าวคราวของมู่จวินเซิ่งกับผู้เป็นย่า

“องค์หญิง ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอพักอยู่ที่วังกับพระองค์สัก 2-3 วันนะเพคะ” หลัวเซียวเซียวได้อาศัยจังหวะนี้หยิบยกเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีกครั้ง “ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในวังมากมาย เจ้าส้มเองก็หายตัวไปอยู่หลายครั้ง หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่มีใครอยู่ข้างกายพระองค์”

มู่ไป๋ไป่อยากจะโต้แย้งว่ายังมีจื่อเฟิงอยู่ข้าง ๆ

แต่ผลก็คือ เธอยังไม่ทันได้พูดออกมาด้วยซ้ำ อีกฝ่ายก็คาดเดาความคิดของเธอได้แล้ว “จื่อเฟิงเป็นผู้ชาย ตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าเขาจะต้องมาเดินเข้าออกวังหลังมันคงไม่สะดวกนัก แล้วถ้าคนที่มีเจตนาไม่ดีเอาไปพูด พระองค์ก็จะเสียหาย”

ด้วยเหตุผลบางประการ จู่ ๆ มู่ไป๋ไป่ก็นึกถึงทูตหนานซวนที่พยายามใส่ร้ายเธอขึ้นมา

“ขอข้าคิดดูก่อน” หญิงสาวรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่หลัวเซียวเซียวพูด แต่เธอก็ยังเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย เธอคิดเอาไว้ว่าจะหารือเรื่องนี้กับมู่จวินเซิ่งหลังจากที่เขากลับมา

หลัวเซียวเซียวเป็นคนที่พี่รองชอบ นางอาจจะกลายเป็นพี่สะใภ้รองของเธอในอนาคต

ดังนั้นเธอจำเป็นจะต้องถามความเห็นมู่จวินเซิ่งเสียก่อน

เวลาต่อมา คนที่มู่ไป๋ไป่ส่งไปสอบถามก็กลับมารายงาน แต่ข่าวที่เธอได้รับนั้นทำให้ทั้งเธอและหลัวเซียวเซียวต้องตกตะลึง

“เจ้าบอกว่าใครกำลังไปหาเรื่องไทเฮานะ?” หญิงสาวแคะหูตัวเองเบา ๆ แล้วคิดว่าตนหูฝาดไปหรือไม่

“ทูลองค์หญิงหก” ขันทีคุกเข่าลงและตอบอย่างลังเล “เป็นองค์หญิงมู่เชียนที่ถูกเนรเทศออกจากวังพ่ะย่ะค่ะ…”

“...”

เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี สรุปแล้วมู่เชียนฉลาดหรือโง่กันแน่?

นางแอบลอบเข้ามาในวังหลวง แต่กลับเสนอหน้าไปคุกเข่าขอร้องต่อหน้าไทเฮาเสียอย่างนั้น

หรือว่ามู่เชียนกำลังวางแผนจะไปคุกเข่าอ้อนวอนขอให้เสด็จย่าไปพูดแทนตนเองต่อหน้ามู่เทียนฉงให้นางได้กลับเข้ามาอยู่ในวัง?

“มู่เชียน? องค์หญิงใหญ่?” หลัวเซียวเซียวขมวดคิ้ว “นางเข้ามาในวังได้อย่างไร?”

หญิงสาวยังคงจำได้ถึงครั้งล่าสุดที่นางได้พบกับผู้หญิงคนนั้น

ที่สำคัญในตอนนั้นชีวิตของนางแทบจะดับสิ้นอยู่ในเงื้อมมือของมู่เชียน

“ข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อขันทีเห็นว่าองค์หญิงหกไม่ได้แสดงท่าทีโมโห เขาก็รีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตำหนักฉือซิ่งให้อีกฝ่ายฟัง

“หลังจากองค์ชายรองเข้าไปถวายบังคมไทเฮาตามปกติ ตอนที่เขากำลังจะขอตัวกลับ องค์หญิงที่ถูกเนรเทศออกจากวังก็รีบวิ่งเข้ามาจากที่ใดก็ไม่ทราบแล้วคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าไทเฮา นางยังพูดอีกว่า หากไทเฮาไม่ยอมให้ตนเข้าร่วมงานเฉลิมฉลอง นางก็จะกลั้นใจตายอยู่ที่นี่”

“ไม่ว่าไทเฮาจะพูดกับนางอย่างไร นางก็ไม่ยอมฟัง ดังนั้นองค์ชายรองจึงจำเป็นจะต้องอยู่ช่วยไทเฮาพูดอีกแรง ในตอนที่ข้าน้อยเข้าไป ในตำหนักของไทเฮาก็วุ่นวายมากเลยพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อขันทีหนุ่มกล่าวถึงสิ่งที่ตนเห็นในขณะนั้น เขาก็ทำหน้าเหลือเชื่อ

ต้องบอกว่าหากเราอาศัยอยู่ในวังหลวงแห่งนี้มานานพอ เราก็จะได้พบเห็นสิ่งที่น่าแปลกประหลาดมากมาย

“ไทเฮาทรงมีใจเมตตากรุณา และงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพในครั้งนี้ก็มีผู้คนมาเข้าร่วมด้วยมากมาย หากมู่เชียนทำเช่นนี้ ไทเฮาคงจะทรงอนุญาตให้นางอยู่ในวังเพื่อร่วมงานเลี้ยงแน่ ๆ”

“พอถึงเวลานั้น… หม่อมฉันเกรงว่านางคงจะใช้วิธีเดียวกันข่มขู่ฝ่าบาทขอให้พระองค์คืนบรรดาศักดิ์องค์หญิงให้กับนาง”

“องค์หญิงหก หม่อมฉันไม่คิดว่ามู่เชียนจะคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ด้วยตัวเองเพคะ”

หลัวเซียวเซียวรีบวิเคราะห์ความเป็นไปได้ นางอยู่ข้างกายมู่ไป๋ไป่มาหลายปี นางจึงรู้จักลักษณะนิสัยของเชื้อพระวงศ์เป็นอย่างดี

และนางก็รู้จักมู่เชียนดีมากด้วยเช่นกัน

“ถูกต้อง” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าเห็นด้วย และหันไปมองสหายด้วยสายตาชื่นชม

เนื่องจากความคุ้นชินของคนทั้ง 2 การได้พูดคุยหารือกับหลัวเซียวเซียวนั้นจึงทำให้หญิงสาวรู้สึกสบายใจมากขึ้น

“ข้าก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน” มู่ไป๋ไป่เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะพลางครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ถ้ามู่เชียนมีสมองขนาดนั้น นางคงไม่ทนอยู่ด้านนอกนานถึงเพียงนี้ และนางเลือกที่จะลอบเข้าวังมาในเวลาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีคนสั่งการนางอยู่เบื้องหลัง แต่ข้าไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนางเป็นคนในจวนอัครมหาเสนาบดีหรือเป็นคนอื่นกันแน่…”

แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะถูกปลดออกจากตำแหน่งกลายเป็นสามัญชนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่นางก็อาศัยอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดีมาโดยตลอด ดังนั้นทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของนางจึงสะดวกสบายไม่ต่างจากการอยู่ในวัง

ยิ่งไปกว่านั้น ตามที่มู่ไป๋ไป่ได้ยินมา ในช่วงหลายปีมานี้ อัครมหาเสนาบดีดูเหมือนจะถูกริบอำนาจในท้องพระโรงไปเรื่อย ๆ มันคงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยหากมีคนในวังหลังคอยช่วยสนับสนุนอีกแรง

“องค์หญิงหก แบบนี้เราควรทำอย่างไรกันดีเพคะ?” หลัวเซียวเซียวขมวดคิ้วด้วยความเป็นกังวล หากพวกนางไม่สามารถขวางเรื่องนี้เอาไว้และมู่เชียนได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในวังจริง ๆ คนแรกที่อีกฝ่ายจะจัดการก็คือองค์หญิงหกแน่นอน

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มสดใส “ไม่เป็นไร เราไปดูกันก่อนดีกว่า ข้าไม่ได้เจอนางมาหลายปีแล้ว นี่เป็นโอกาสอันดีที่ข้าจะได้เห็นฝีมือการแสดงของพี่สาวว่าพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่?”

“องค์หญิงหก…” เมื่อหลัวเซียวเซียวเห็นท่าทีของคนตรงหน้า นางก็รู้สึกขบขัน “พระองค์ก็เป็นเช่นนี้เสมอ พระองค์ไม่แสดงถึงความวิตกกังวลถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเร่งด่วนเพียงใดก็ตาม”

“ใช่แล้ว” มู่ไป๋ไป่ยอมรับแต่โดยดี “การกังวลไปก่อนมันจะมีประโยชน์อะไร? ตอนนี้เรื่องได้มาถึงขั้นนี้แล้ว เราทำได้เพียงแค่ต่อสู้ศัตรูที่บุกเข้ามาเพียงเท่านั้น”

“หม่อมฉันจะไปกับพระองค์ด้วยเพคะ” พอหลัวเซียวเซียวเห็นเจ้านายของตนลุกขึ้น นางเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน

มู่ไป๋ไป่รู้จักนิสัยของสหายคนนี้ดีและรู้ว่าไม่ว่าเธอจะพูดอะไร นางก็ไม่มีทางยอมแพ้แน่ นอกจากนี้พี่รองของเธอก็ยังอยู่กับไทเฮา

หญิงสาวคิดถึงเรื่องดังกล่าวครู่หนึ่งก่อนจะบอกให้หลัวเซียวเซียวรอสักประเดี๋ยว จากนั้นเธอก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องตัวเอง

หลังจากค้นกล่องที่เก็บในตู้เก็บของอยู่สักพัก เธอก็กลับมาพร้อมผ้าคลุมหน้า

ผ้าคลุมนั้นเป็นแบบบาง มันเป็นเพียงผ้าโปร่ง ๆ สีเขียวและมีม่านลูกปัดเย็บอย่างประณีตเอาไว้ตรงขอบผ้า แต่มันก็เพียงพอที่จะปิดบังใบหน้าของผู้สวมใส่ได้

“เจ้าไปกับข้าได้ แต่เจ้าต้องสวมสิ่งนี้ไว้ตลอดเวลา” มู่ไป๋ไป่ยื่นผ้าคลุมที่ถูกตัดเย็บมาอย่างดีไปทางสหายของตน “มู่เชียนเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ถ้านางเห็นว่าเจ้าเป็นเช่นนี้ ในอนาคตนางก็จะพยายามหาเรื่องเจ้าไม่ยอมรามืออย่างแน่นอน”

หลัวเซียวเซียวอยากจะบอกออกไปว่านางไม่ได้กลัวเลยสักนิด

แต่เมื่อนางเห็นสีหน้าจริงจังขององค์หญิงหก นางก็รู้สึกอบอุ่นในใจและเอื้อมมือไปรับผ้าคลุมหน้ามาสวม

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ได้เปลี่ยนไปใส่ชุดที่ดูงดงามที่สุดที่ตนเองมี เสร็จแล้วทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักฉือซิ่งพร้อมกับขบวนนางกำนัลและขันทีขบวนใหญ่แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ตามปกติแล้วแม้จะอยู่ในวัง เธอก็เป็นคนเรียบง่ายเสมอมา เธอไม่ชอบโอ้อวดหรือใส่เสื้อผ้าหลาย ๆ ชั้น

แต่ในวันนี้เธอแค่อยากจะทำให้ทุกอย่างมันดูยิ่งใหญ่เพียงเท่านั้น

ตามที่ขันทีบอกเล่าให้ฟัง ในเวลานี้ห้องบรรทมของไทเฮากำลังโกลาหลมากทีเดียว มู่ไป๋ไป่ได้ยินเสียงมู่เชียนร้องไห้ตะโกนมาตั้งแต่ยังไม่ถึงตำหนักด้วยซ้ำ

“เสด็จย่า หากวันนี้พระองค์ยังไม่ให้อภัยเชียนเอ๋อร์ เชียนเอ๋อร์ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป!”

จบบทที่ บทที่ 490: ไม่กังวลแม้สถานการณ์จะเร่งด่วน

คัดลอกลิงก์แล้ว