- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 490: ไม่กังวลแม้สถานการณ์จะเร่งด่วน
บทที่ 490: ไม่กังวลแม้สถานการณ์จะเร่งด่วน
บทที่ 490: ไม่กังวลแม้สถานการณ์จะเร่งด่วน
“หา?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกสับสน “มันยังไม่กลับมาเลย…”
เธอสั่งให้เจ้าส้มไปส่งจดหมายที่จวนแม่ทัพเพียงเท่านั้น
“ชิ เจ้าแมวอ้วนนั่นหนีออกไปเล่นที่อื่นอีกแล้ว!” หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าผากอย่างอับจนหนทาง “ช่างเถอะ ๆ ถึงอย่างไรมันก็ฉลาดกว่าสัตว์ธรรมดาทั่วไป มันไม่ยอมให้ตัวเองต้องเสียเปรียบหรอก”
“ใช่แล้วเพคะ” หลังจากหลัวเซียวเซียวได้ยินสิ่งที่องค์หญิงหกพูด นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะหัวเราะออกมา
เนื่องจากหญิงสาวทั้ง 2 ไม่ได้เจอกันมานานหลายวัน พวกเธอจึงมีเรื่องพูดคุยกันมากมาย นับตั้งแต่ที่ทั้งคู่นั่งจับมือคุยกันอยู่ในห้อง เวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามในพริบตา
“นี่ ทำไมพี่รองของข้ายังไม่กลับมาอีก?” มู่ไป๋ไป่พูดพลางมองออกไปด้านนอก “เซียวเซียว เจ้าแน่ใจนะว่าพี่รองมาเข้าเฝ้าไทเฮาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น?”
ด้วยนิสัยของไทเฮา พระนางคงไม่มีเรื่องพูดคุยกับมู่จวินเซิ่งนานถึงเพียงนี้ อีกทั้งตอนนี้พี่สามที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนก็ยังอยู่ที่ตำหนักฉือซิ่ง
แต่พี่ชายคนรองก็ยังไม่กลับมา ซึ่งถือว่าดูผิดปกติเกินไป
เธอจึงรีบสั่งให้คนไปถามข่าวคราวของมู่จวินเซิ่งกับผู้เป็นย่า
“องค์หญิง ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอพักอยู่ที่วังกับพระองค์สัก 2-3 วันนะเพคะ” หลัวเซียวเซียวได้อาศัยจังหวะนี้หยิบยกเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีกครั้ง “ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในวังมากมาย เจ้าส้มเองก็หายตัวไปอยู่หลายครั้ง หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่มีใครอยู่ข้างกายพระองค์”
มู่ไป๋ไป่อยากจะโต้แย้งว่ายังมีจื่อเฟิงอยู่ข้าง ๆ
แต่ผลก็คือ เธอยังไม่ทันได้พูดออกมาด้วยซ้ำ อีกฝ่ายก็คาดเดาความคิดของเธอได้แล้ว “จื่อเฟิงเป็นผู้ชาย ตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าเขาจะต้องมาเดินเข้าออกวังหลังมันคงไม่สะดวกนัก แล้วถ้าคนที่มีเจตนาไม่ดีเอาไปพูด พระองค์ก็จะเสียหาย”
ด้วยเหตุผลบางประการ จู่ ๆ มู่ไป๋ไป่ก็นึกถึงทูตหนานซวนที่พยายามใส่ร้ายเธอขึ้นมา
“ขอข้าคิดดูก่อน” หญิงสาวรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่หลัวเซียวเซียวพูด แต่เธอก็ยังเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย เธอคิดเอาไว้ว่าจะหารือเรื่องนี้กับมู่จวินเซิ่งหลังจากที่เขากลับมา
หลัวเซียวเซียวเป็นคนที่พี่รองชอบ นางอาจจะกลายเป็นพี่สะใภ้รองของเธอในอนาคต
ดังนั้นเธอจำเป็นจะต้องถามความเห็นมู่จวินเซิ่งเสียก่อน
เวลาต่อมา คนที่มู่ไป๋ไป่ส่งไปสอบถามก็กลับมารายงาน แต่ข่าวที่เธอได้รับนั้นทำให้ทั้งเธอและหลัวเซียวเซียวต้องตกตะลึง
“เจ้าบอกว่าใครกำลังไปหาเรื่องไทเฮานะ?” หญิงสาวแคะหูตัวเองเบา ๆ แล้วคิดว่าตนหูฝาดไปหรือไม่
“ทูลองค์หญิงหก” ขันทีคุกเข่าลงและตอบอย่างลังเล “เป็นองค์หญิงมู่เชียนที่ถูกเนรเทศออกจากวังพ่ะย่ะค่ะ…”
“...”
เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี สรุปแล้วมู่เชียนฉลาดหรือโง่กันแน่?
นางแอบลอบเข้ามาในวังหลวง แต่กลับเสนอหน้าไปคุกเข่าขอร้องต่อหน้าไทเฮาเสียอย่างนั้น
หรือว่ามู่เชียนกำลังวางแผนจะไปคุกเข่าอ้อนวอนขอให้เสด็จย่าไปพูดแทนตนเองต่อหน้ามู่เทียนฉงให้นางได้กลับเข้ามาอยู่ในวัง?
“มู่เชียน? องค์หญิงใหญ่?” หลัวเซียวเซียวขมวดคิ้ว “นางเข้ามาในวังได้อย่างไร?”
หญิงสาวยังคงจำได้ถึงครั้งล่าสุดที่นางได้พบกับผู้หญิงคนนั้น
ที่สำคัญในตอนนั้นชีวิตของนางแทบจะดับสิ้นอยู่ในเงื้อมมือของมู่เชียน
“ข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อขันทีเห็นว่าองค์หญิงหกไม่ได้แสดงท่าทีโมโห เขาก็รีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตำหนักฉือซิ่งให้อีกฝ่ายฟัง
“หลังจากองค์ชายรองเข้าไปถวายบังคมไทเฮาตามปกติ ตอนที่เขากำลังจะขอตัวกลับ องค์หญิงที่ถูกเนรเทศออกจากวังก็รีบวิ่งเข้ามาจากที่ใดก็ไม่ทราบแล้วคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าไทเฮา นางยังพูดอีกว่า หากไทเฮาไม่ยอมให้ตนเข้าร่วมงานเฉลิมฉลอง นางก็จะกลั้นใจตายอยู่ที่นี่”
“ไม่ว่าไทเฮาจะพูดกับนางอย่างไร นางก็ไม่ยอมฟัง ดังนั้นองค์ชายรองจึงจำเป็นจะต้องอยู่ช่วยไทเฮาพูดอีกแรง ในตอนที่ข้าน้อยเข้าไป ในตำหนักของไทเฮาก็วุ่นวายมากเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อขันทีหนุ่มกล่าวถึงสิ่งที่ตนเห็นในขณะนั้น เขาก็ทำหน้าเหลือเชื่อ
ต้องบอกว่าหากเราอาศัยอยู่ในวังหลวงแห่งนี้มานานพอ เราก็จะได้พบเห็นสิ่งที่น่าแปลกประหลาดมากมาย
“ไทเฮาทรงมีใจเมตตากรุณา และงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพในครั้งนี้ก็มีผู้คนมาเข้าร่วมด้วยมากมาย หากมู่เชียนทำเช่นนี้ ไทเฮาคงจะทรงอนุญาตให้นางอยู่ในวังเพื่อร่วมงานเลี้ยงแน่ ๆ”
“พอถึงเวลานั้น… หม่อมฉันเกรงว่านางคงจะใช้วิธีเดียวกันข่มขู่ฝ่าบาทขอให้พระองค์คืนบรรดาศักดิ์องค์หญิงให้กับนาง”
“องค์หญิงหก หม่อมฉันไม่คิดว่ามู่เชียนจะคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ด้วยตัวเองเพคะ”
หลัวเซียวเซียวรีบวิเคราะห์ความเป็นไปได้ นางอยู่ข้างกายมู่ไป๋ไป่มาหลายปี นางจึงรู้จักลักษณะนิสัยของเชื้อพระวงศ์เป็นอย่างดี
และนางก็รู้จักมู่เชียนดีมากด้วยเช่นกัน
“ถูกต้อง” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าเห็นด้วย และหันไปมองสหายด้วยสายตาชื่นชม
เนื่องจากความคุ้นชินของคนทั้ง 2 การได้พูดคุยหารือกับหลัวเซียวเซียวนั้นจึงทำให้หญิงสาวรู้สึกสบายใจมากขึ้น
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน” มู่ไป๋ไป่เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะพลางครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ถ้ามู่เชียนมีสมองขนาดนั้น นางคงไม่ทนอยู่ด้านนอกนานถึงเพียงนี้ และนางเลือกที่จะลอบเข้าวังมาในเวลาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีคนสั่งการนางอยู่เบื้องหลัง แต่ข้าไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนางเป็นคนในจวนอัครมหาเสนาบดีหรือเป็นคนอื่นกันแน่…”
แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะถูกปลดออกจากตำแหน่งกลายเป็นสามัญชนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่นางก็อาศัยอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดีมาโดยตลอด ดังนั้นทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของนางจึงสะดวกสบายไม่ต่างจากการอยู่ในวัง
ยิ่งไปกว่านั้น ตามที่มู่ไป๋ไป่ได้ยินมา ในช่วงหลายปีมานี้ อัครมหาเสนาบดีดูเหมือนจะถูกริบอำนาจในท้องพระโรงไปเรื่อย ๆ มันคงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยหากมีคนในวังหลังคอยช่วยสนับสนุนอีกแรง
“องค์หญิงหก แบบนี้เราควรทำอย่างไรกันดีเพคะ?” หลัวเซียวเซียวขมวดคิ้วด้วยความเป็นกังวล หากพวกนางไม่สามารถขวางเรื่องนี้เอาไว้และมู่เชียนได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในวังจริง ๆ คนแรกที่อีกฝ่ายจะจัดการก็คือองค์หญิงหกแน่นอน
มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มสดใส “ไม่เป็นไร เราไปดูกันก่อนดีกว่า ข้าไม่ได้เจอนางมาหลายปีแล้ว นี่เป็นโอกาสอันดีที่ข้าจะได้เห็นฝีมือการแสดงของพี่สาวว่าพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่?”
“องค์หญิงหก…” เมื่อหลัวเซียวเซียวเห็นท่าทีของคนตรงหน้า นางก็รู้สึกขบขัน “พระองค์ก็เป็นเช่นนี้เสมอ พระองค์ไม่แสดงถึงความวิตกกังวลถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเร่งด่วนเพียงใดก็ตาม”
“ใช่แล้ว” มู่ไป๋ไป่ยอมรับแต่โดยดี “การกังวลไปก่อนมันจะมีประโยชน์อะไร? ตอนนี้เรื่องได้มาถึงขั้นนี้แล้ว เราทำได้เพียงแค่ต่อสู้ศัตรูที่บุกเข้ามาเพียงเท่านั้น”
“หม่อมฉันจะไปกับพระองค์ด้วยเพคะ” พอหลัวเซียวเซียวเห็นเจ้านายของตนลุกขึ้น นางเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน
มู่ไป๋ไป่รู้จักนิสัยของสหายคนนี้ดีและรู้ว่าไม่ว่าเธอจะพูดอะไร นางก็ไม่มีทางยอมแพ้แน่ นอกจากนี้พี่รองของเธอก็ยังอยู่กับไทเฮา
หญิงสาวคิดถึงเรื่องดังกล่าวครู่หนึ่งก่อนจะบอกให้หลัวเซียวเซียวรอสักประเดี๋ยว จากนั้นเธอก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องตัวเอง
หลังจากค้นกล่องที่เก็บในตู้เก็บของอยู่สักพัก เธอก็กลับมาพร้อมผ้าคลุมหน้า
ผ้าคลุมนั้นเป็นแบบบาง มันเป็นเพียงผ้าโปร่ง ๆ สีเขียวและมีม่านลูกปัดเย็บอย่างประณีตเอาไว้ตรงขอบผ้า แต่มันก็เพียงพอที่จะปิดบังใบหน้าของผู้สวมใส่ได้
“เจ้าไปกับข้าได้ แต่เจ้าต้องสวมสิ่งนี้ไว้ตลอดเวลา” มู่ไป๋ไป่ยื่นผ้าคลุมที่ถูกตัดเย็บมาอย่างดีไปทางสหายของตน “มู่เชียนเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ถ้านางเห็นว่าเจ้าเป็นเช่นนี้ ในอนาคตนางก็จะพยายามหาเรื่องเจ้าไม่ยอมรามืออย่างแน่นอน”
หลัวเซียวเซียวอยากจะบอกออกไปว่านางไม่ได้กลัวเลยสักนิด
แต่เมื่อนางเห็นสีหน้าจริงจังขององค์หญิงหก นางก็รู้สึกอบอุ่นในใจและเอื้อมมือไปรับผ้าคลุมหน้ามาสวม
จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ได้เปลี่ยนไปใส่ชุดที่ดูงดงามที่สุดที่ตนเองมี เสร็จแล้วทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักฉือซิ่งพร้อมกับขบวนนางกำนัลและขันทีขบวนใหญ่แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตามปกติแล้วแม้จะอยู่ในวัง เธอก็เป็นคนเรียบง่ายเสมอมา เธอไม่ชอบโอ้อวดหรือใส่เสื้อผ้าหลาย ๆ ชั้น
แต่ในวันนี้เธอแค่อยากจะทำให้ทุกอย่างมันดูยิ่งใหญ่เพียงเท่านั้น
ตามที่ขันทีบอกเล่าให้ฟัง ในเวลานี้ห้องบรรทมของไทเฮากำลังโกลาหลมากทีเดียว มู่ไป๋ไป่ได้ยินเสียงมู่เชียนร้องไห้ตะโกนมาตั้งแต่ยังไม่ถึงตำหนักด้วยซ้ำ
“เสด็จย่า หากวันนี้พระองค์ยังไม่ให้อภัยเชียนเอ๋อร์ เชียนเอ๋อร์ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป!”