- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 486: อดไม่ได้จริง ๆ
บทที่ 486: อดไม่ได้จริง ๆ
บทที่ 486: อดไม่ได้จริง ๆ
มู่ไป๋ไป่เข้าใจกระจ่างแจ้งทันทีที่ได้ยินคำพูดของเซียวถังอี้ “คนของหนานซวนนำสิ่งนี้มาที่เป่ยหลงของเรา แต่ว่ามันไม่ถูกต้อง ทำไมข้าถึงไม่สังเกตเห็นมันเลยล่ะ?”
ถ้าเป็นคนอื่น ๆ ก็ยังพอเข้าใจได้ แต่เธอเป็นถึงจ้าวอสูร ไม่มีสัตว์ตัวใดกล้าทำร้ายเธอเช่นนี้มาก่อน
แต่แมงป่องตัวนี้นอกจากมันจะพุ่งเป้ามาที่เธอแล้ว มันยังแอบเข้ามาเงียบ ๆ ด้วย
ขณะที่มู่ไป๋ไป่กำลังคิดถึงภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้ เธอก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ
ดังนั้นมือเรียวของหญิงสาวจึงคว้าจับชายเสื้อของเซียวถังอี้เอาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
“ข้าไม่รู้” ชายหนุ่มเหลือบมองชายเสื้อของตัวเองพร้อมกับแสงในดวงตาที่อ่อนลง “ข้าได้ยินมาว่าในหนานซวนมีแมงป่องชนิดหนึ่งที่ถูกเรียกว่าแมงป่องหางน้ำเงิน มันมีพิษร้ายแรงมาก”
“แมงป่องตัวนี้น่าจะเป็นแมงป่องชนิดนั้น”
“ข้ากลับมาแล้ว…” เต่าเฒ่าส่งเสียงขณะที่มันกำลังคลานออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ ๆ เมื่อมันเงยหน้าขึ้นมอง มันก็เห็นมู่ไป๋ไป่กับเซียวถังอี้กำลังกอดกันกลม
เต่าอาวุโสนิ่งคิดสักครู่แล้วรีบหันหลังกลับโดยไม่ลังเล “เชิญพวกเจ้า 2 คนต่อเถอะ ทำเหมือนว่าข้าไม่อยู่ที่นี่ก็แล้วกัน เอาไว้รอพวกเจ้าจัดงานแต่งกันเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมมอบซองแดงให้ข้าในฐานะพ่อสื่อด้วยล่ะ”
มู่ไป๋ไป่มีสติกลับมาทันที ก่อนที่ใบหน้าขาวนวลจะร้อนไปจนถึงหูและรีบผลักเซียวถังอี้ออกไป “กลับมาเดี๋ยวนี้นะ! ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดสักหน่อย!”
“เห~ เจ้าไม่ต้องอธิบายให้ข้าฟังหรอก” เต่าชราแสดงออกถึงความใจกว้าง “ข้ามีชีวิตยืนยาวมาถึงปูนนี้ ไม่ว่าเรื่องไหนก็เคยเห็นผ่านตาข้ามาหมดแล้ว ข้าเข้าใจ”
“แต่ก็นั่นแหละนะ มันอดไม่ได้จริง ๆ ข้าอยากจะเตือนเจ้าเอาไว้สักหน่อยว่าในตำหนักแห่งนี้มีคนอยู่มากมาย คราวหน้าถ้าพวกเจ้าอยากจะกอดกันก็ควรไปหาสถานที่ที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ แล้วข้าจะคอยดูต้นทางให้เอง”
คำพูดพวกนั้นทำให้หน้าของมู่ไป๋ไป่ยิ่งร้อนผ่าวมากกว่าเดิม เธอรีบก้าวออกไปคว้าเจ้าเต่าแก่ที่กำลังคลานหนีเอาไว้แล้วพูดข่มขู่อีกฝ่าย “ถ้าท่านยังพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะเอาท่านไปตุ๋นน้ำแกง!”
เต่าเฒ่าพยายามเตะขาประท้วง “ถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็นถึงจ้าวอสูร แต่เจ้าจะทำตัวไร้เหตุผลไม่ได้เด็ดขาด ที่ข้าพูดล้วนแต่เป็นความจริงทั้งนั้น!”
ขณะเดียวกัน เมื่อเซียวถังอี้เห็นว่าหญิงสาวกับเต่าตัวนั้นกำลังโต้เถียงกันไม่หยุด เขาจึงถอนหายใจอย่างเอือมระอา
“ถ้าพวกเจ้ายังคงเอาแต่ต่อล้อต่อเถียงกันแบบนี้ พวกองครักษ์คงจะได้ยินกันหมดแล้ว”
มู่ไป๋ไป่กับเต่าเฒ่าตัวแข็งทื่อไปพร้อมกัน ในขณะที่ทั้งคู่มองหน้ากันและเงียบไป
“ออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ” เซียวถังอี้พยายามกลั้นยิ้มเอาไว้เต็มที่พลางกล่าวว่า “คนของศาลต้าหลี่กำลังจะมาถึงที่นี่ ถ้าพวกเขารู้ว่าเราอยู่ที่นี่คงไม่ดีแน่”
พอมู่ไป๋ไป่ได้ยินคำว่า ‘คนของศาลต้าหลี่’ เธอก็นึกถึงช่วงเวลาที่ตนเกือบจะถูกฆ่าตอนที่ยังเป็นเด็ก
เธอจึงพยักหน้าและพาเซียวถังอี้กลับไปที่ตำหนักอวี๋ชิงโดยที่ไม่ทันได้คิดอะไร
เมื่อคืนเธอเพิ่งจะพูดจารุนแรงกับชายหนุ่ม อีกทั้งยังห้ามไม่ให้เขามาที่ตำหนักอวี๋ชิงอีก แต่ยังไม่ถึง 12 ชั่วยามดี เธอกลับพาเขามาที่นี่เองเสียอย่างนั้น
นั่นทำให้เธอไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว…
มู่ไป๋ไป่กัดฟันส่งเสียงร้องด้วยความหงุดหงิด แล้วก็อยากตีอกชกตัวเองสักที
ดูเหมือนว่าเซียวถังอี้จะลืมเรื่องไม่สบายใจที่เกิดขึ้นระหว่างทั้ง 2 เมื่อคืนไปเสียแล้ว เขาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะหินในลานบ้านอย่างคุ้นเคยและรินชาใส่ถ้วยให้ตัวเอง
“ขณะนี้ทูตหนานซวนพักรักษาตัวอยู่ที่ตำหนักหมอหลวง เขาถูกแทงด้วยดาบ แม้ว่าจะยังไม่ถึงตาย แต่เขาก็เสียเลือดมาก ดังนั้นเขาจึงยังคงต้องรักษาตัวอยู่ที่ตำหนักหมอหลวง”
มู่ไป๋ไป่ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เธอก็ยังคงเดินไปนั่งลงตรงข้ามเขาอยู่ดี
ในเมื่อเซียวถังอี้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วทำไมเธอจะต้องเหนียมอายทั้ง ๆ ที่นี่เป็นบ้านของเธอเอง?
คนที่ควรคิดมากต้องเป็นเขาต่างหาก!
ยิ่งหญิงสาวคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้เธอยังทำตัวเป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม “ในเมื่อเจ้าอ้วนนั่นไม่ได้อยู่ภายในตำหนัก ทำไมถึงได้มีราชองครักษ์คอยเฝ้าอยู่ที่นั่นมากขนาดนี้?”
“มือสังหารยังอยู่ที่นั่นอย่างนั้นหรือ?”
นอกเหนือจากความเป็นไปได้นี้ มู่ไป๋ไป่ก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเพราะเหตุใดมู่เทียนฉงถึงได้ส่งคนมากมายไปล้อมตำหนักทั้งหมดที่เป็นที่พักของทูตหนานซวนเอาไว้
เซียวถังอี้เองก็มองหญิงสาวโดยที่ไม่พูดอะไร
นั่นทำให้มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับเอ่ยปากว่า “ดูเหมือนว่าข้าจะเดาถูกต้องแล้วสินะ… แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?”
มีมือสังหารที่ไหนที่โง่ได้ขนาดนี้? หลังจากที่ลอบสังหารคนแล้วก็ยังไม่ยอมหนีไป แต่กลับซ่อนตัวอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรอให้ตัวเองถูกจับ
นอกจากนี้ตำหนักแห่งนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก ดังนั้นหากค้นดูอย่างละเอียดแล้วก็จะสามารถพบตัวมือสังหารได้ไม่ยาก
“ไม่ใช่สิ…” มู่ไป๋ไป่นึกขึ้นมาได้ว่าเธอกับเสิ่นจวินเฉาเจอราชองครักษ์มาขวางทางที่ประตูด้านข้างของวังหลวง “ถ้ามือสังหารยังอยู่ที่นั่น แล้วราชองครักษ์ที่กำลังตามหาตัวมือสังหารที่ประตูวังก่อนหน้านี้ล่ะ?”
บัดนี้หญิงสาวรู้สึกสับสนไม่น้อย
“นั่นเป็นเพราะว่าทูตหนานซวนกล่าวว่าคนที่ลอบสังหารเขาไม่ใช่มนุษย์” เซียวถังอี้พูดพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะหินเป็นจังหวะ จากนั้นเขาก็พูดต่อภายใต้สายตาสับสนของมู่ไป๋ไป่ “ตามคำให้การของเขา เขาถูกงูแทง”
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ ขณะที่ข้อมูลจำนวนมากแล่นเข้ามาในความคิดของเธอไม่หยุด “เขากำลังบอกเป็นนัย ๆ ว่าข้าน่าจะเป็นคนสั่งให้สัตว์ไปสังหารเขาอย่างนั้นหรือ?”
ส่วนราชองครักษ์ที่ออกค้นหาไปทั่ววังหลวงนั้นก็อาจจะเป็นท่านพ่อหรือท่านพี่รัชทายาทของเธอเป็นคนส่งไปก็ได้
จุดประสงค์ก็คือการไม่ให้คนของหนานซวนก่อเรื่องวุ่นวาย
“เหอะ นี่เป็นวิธีการสาดน้ำสกปรกใส่คนอื่นที่ล้ำลึกมาก!” มู่ไป๋ไป่ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห “ถ้าข้าอยากจะฆ่าเขา ข้าจะสั่งให้งูทำอย่างนั้นทำไม? ข้าเพียงแค่ใช้ผงยาพิษเพียงกำมือเดียวก็ฆ่าเขาได้แล้ว!”
มันชัดเจนมากว่าเจ้าทูตหนานซวนตัวอ้วนนั่นกำลังพยายามใส่ร้ายเธอ!
“ไป๋ไป่” เมื่อเซียวถังอี้เห็นว่าหญิงสาวโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เขาจึงส่ายหัวเบา ๆ เดิมทีเขาติดตามนางมาตลอดทางเพื่อหาโอกาสบอกนางเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่แล้วชายหนุ่มก็คิดถึงนิสัยของมู่ไป๋ไป่ เขาเลยไม่ได้พูดออกมาตั้งแต่แรก
“ท่านหมายความว่าอย่างไร!” หญิงสาวถลึงตามองอีกฝ่ายด้วยความโมโหราวกับว่าเธอหาทางออกให้กับความคับข้องใจและความโกรธทั้งหมดของตัวเองได้แล้ว “ท่านไม่คิดว่าข้าเป็นคนทำใช่หรือไม่ ท่านเองก็เชื่อคำโกหกของเจ้าอ้วนนั่นด้วยหรือ!”
“ข้าไม่เชื่อ” เซียวถังอี้ส่ายหัวตอบโดยไม่ลังเล “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น”
บนโลกนี้เขารู้จักมู่ไป๋ไป่ดีกว่าใคร ๆ
เมื่อหลายปีก่อนนางไม่ลังเลที่จะทำลายศาลาหมื่นอสูรเพื่อช่วยชีวิตสัตว์พวกนั้น ซึ่งหมายความว่านางไม่มีทางสั่งให้สัตว์มาฆ่ามนุษย์แน่นอน
เขารู้ว่ามู่ไป๋ไป่ปฏิบัติต่อสัตว์พวกนั้นเป็นเหมือนสหายของตนเองมาโดยตลอด
“ฮึ! ท่านคิดว่าข้าจะดีใจเพราะท่านพูดแบบนั้นหรือ?” หญิงสาวเม้มปากแน่น ในขณะที่ความโกรธในใจดูเหมือนจะเบาลง “ท่านเชื่อแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร”
“ไอ้อ้วนนั่นแต่งเรื่องเก่งเสียจริง และยังมีหน้ามาพูดเรื่องน่าเหลือเชื่ออย่างการถูกงูแทงได้อีก!”
มู่ไป๋ไป่อยากจะรีบพุ่งไปที่ตำหนักหมอหลวงเพื่อสั่งสอนทูตหนานซวนคนนั้นให้เข็ด
“เอ่อ…” เต่าเฒ่าคลานออกมาจากกระเป๋าย่ามของมู่ไป๋ไป่แล้วพูดขัดขึ้นมาว่า “จ้าวอสูร ข้าขอคุยกับเจ้าเพียงลำพังได้หรือไม่”
“ว่าแต่ข้าส่งท่านให้เข้าไปสืบข้างในไม่ใช่หรือ?” หญิงสาวนั่งยืดตัวตรงทันที “บอกมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าจะได้เปิดโปงคำโกหกของเจ้าอ้วนนั่นในภายหลัง”
“เจ้าอ้วนนั่นไม่ได้โกหก” เต่าชรากล่าวอย่างใจเย็น “ข้าไปดูมาแล้ว มีกลิ่นงูอยู่ในห้องของคนผู้นั้นจริง ๆ”
ดวงตาของมู่ไป๋ไป่พลันเบิกกว้างหลังจากได้รู้ความจริง “เป็นไปไม่ได้… ข้าไม่เคยเห็นงูแทงใครมาก่อนเลย”
“ไป๋ไป่” เซียวถังอี้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพื่อเตือนสติหญิงสาว “ไม่ว่าทูตหนานซวนจะบอกว่าเขาโกหกหรือไม่ได้โกหกก็ตาม มันก็ไม่ได้เกี่ยวว่าเจ้าเป็นคนทำหรือไม่”