เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 479: แม่นางคนนี้ยังไม่แต่งงาน

บทที่ 479: แม่นางคนนี้ยังไม่แต่งงาน

บทที่ 479: แม่นางคนนี้ยังไม่แต่งงาน


“แถมยังฝากข้อความให้เจ้าส้มมาบอกข้า” มู่ไป๋ไป่กล่าวพลางรินชาใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นมาจิบ

ชาที่ร้านเกี๊ยวใช้นั้นเทียบไม่ได้กับชาในวังหลวง แต่ก็นับว่ามีรสชาติดีทีเดียว มันมีความหวานอ่อน ๆ ที่ค่อย ๆ ซึมซาบเข้าสู่หัวใจ

“ข้าเห็นเจ้ากำลังนอนหลับสบาย” รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏในดวงตาของเซียวถังอี้ “ข้าก็เลยไม่อยากรบกวนเจ้า นี่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร”

“ไม่เร่งด่วนหรือ?” หญิงสาวเลิกคิ้วแสร้งทำเป็นไม่พอใจ “ถ้าไม่ด่วน ทำไมท่านถึงเรียกข้ามาพบที่นี่ ท่านไม่ทราบหรือว่าสถานการณ์ในวังหลวงช่วงนี้เป็นอย่างไร การวิ่งเพ่นพ่านออกมาแบบนี้มันจะไม่อันตรายหรืออย่างไร แล้วถ้าข้าถูกราชองครักษ์จับได้แล้วคิดว่าข้าเป็นคนคิดลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทจะเป็นอย่างไร?”

มู่ไป๋ไป่มีองครักษ์เงาขององค์รัชทายาทคอยติดตามไปไหนมาไหนด้วย ดังนั้นเธอไม่มีทางถูกจับได้แน่นอน

แต่ที่เธอพูดไปแบบนั้นแท้จริงแล้วเพียงอยากจะเอาชนะชายหนุ่มตรงหน้าเท่านั้น

เซียวถังอี้มองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว คืนนี้เป็นค่ำคืนที่เมืองหลวงคึกคักมากเป็นพิเศษ แสงเทียนอ่อน ๆ ได้ส่องลงมาใบหน้าของทั้งคู่ทำให้บรรยากาศดูชวนฝันอยู่ชั่วขณะ

ในขณะที่มู่ไป๋ไป่ไม่อาจทนต่อสายตาของอีกฝ่ายได้ เธอจึงคิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายยอมจำนนและกำลังจะบอกเขาว่าเธอแค่ล้อเล่น แต่เธอได้ยินเสียงทุ้มลึกกระซิบขึ้นมาก่อนว่า “เป็นข้าที่ประมาทไปเอง ข้าเห็นว่าเมื่อวานเจ้าชอบเกี๊ยวของที่นี่มาก เลยนัดหมายเจ้าให้มาพบกันที่นี่อีกครั้งโดยไม่ได้คิดอะไร คราวหน้าข้าจะไปพบเจ้าในวังหลวงเอง”

หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มหายใจติดขัด เธอรู้สึกว่าหัวใจที่เคยเต้นแรงก่อนหน้านี้จู่ ๆ ก็สงบลง และเธอก็กำมือแน่น

หากพิจารณาจากอายุจริงของเธอแล้ว เธอมีอายุไม่ห่างจากเซียวถังอี้มากนัก ซึ่งเธอก็ผ่านช่วงวัยรักใส ๆ ของสาวน้อยมานานมากแล้ว

หลังจากเข้าใจความรู้สึกที่ชายหนุ่มมีต่อตน เธอก็เลิกคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

คนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่จำเป็นจะต้องได้รับสิ่งที่ตัวเองชอบเสมอไป สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ใช่ปัญหาของเธอ

อย่างไรก็ตาม… เซียวถังอี้ ผู้ชายคนนี้มักจะส่งสัญญาณบางอย่างให้เธอเสมอ

หากมันเกิดเพียงแค่ 1 หรือ 2 ครั้ง เธอยังคิดว่ามันเป็นการเข้าใจผิดและตัวเธออาจคิดมากเกินไปเอง แต่พอเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เธอก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร

เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเซียวถังอี้ไม่ได้สนใจเธอสักนิด

ในขณะนั้นเกี๊ยวเสร็จพอดี เจ้าของร้านจึงได้นำเกี๊ยว 2 ชามมาวางบนโต๊ะด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับแจกเครื่องเคียงให้กับลูกค้าด้วย “นี่คือเครื่องเคียงแบบใหม่ของข้า คุณชายกับฮูหยินลองชิมดูก่อน”

จังหวะที่มู่ไป๋ไป่กำลังจะกล่าวขอบคุณเถ้าแก่ เธอก็ต้องตกใจที่อีกฝ่ายเรียกเธอว่า ‘ฮูหยิน’

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว” เซียวถังอี้เหลือบมองหญิงสาวเพียงเสี้ยวอึดใจแล้วอธิบายให้เถ้าแก่ฟังว่า “แม่นางคนนี้ยังไม่แต่งงาน”

เถ้าแก่ร้านเกี๊ยวตกใจแล้วรีบหันไปขอโทษมู่ไป๋ไป่ “ต้องขออภัยด้วย ข้าเห็นว่าคุณหนูกับคุณชายมาที่นี่ติดต่อกันเป็นเวลา 2 วันแล้ว พวกท่านทั้ง 2 ดูเหมาะสมกันมาก ดังนั้น…”

“ข้านี่โง่เสียจริง คุณหนูคนนี้อย่าโกรธข้าเลย”

เนื่องจากมู่ไป๋ไป่กับเซียวถังอี้แต่งตัวด้วยผ้าเนื้อดี เถ้าแก่ร้านจึงไม่อยากทำให้พวกเขาต้องโกรธเคือง

ถึงอย่างไรในสถานที่อย่างเช่นเมืองหลวงก็มีผู้มีอิทธิพลอาศัยอยู่มากเกินไป หากเขามีเรื่องกับคนพวกนี้มันจะส่งผลร้ายต่อเขาแน่นอน

“ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องคิดมาก” มู่ไป๋ไป่รีบโบกมือเพื่อบอกว่าเธอไม่ได้โกรธเขา ขณะที่ในใจของเธอมีประโยคที่เซียวถังอี้พูดก่อนหน้านี้วนซ้ำอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ชายหนุ่มพูดเมื่อกี้นี้ฟังดูผิวเผินแล้วอาจจะไม่มีอะไร แต่เขาไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอ เขาเพียงแค่บอกว่าเธอยังไม่ได้แต่งงาน

นั่นทำให้มู่ไป๋ไป่อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“เจ้าหัวเราะอะไร?” ทันทีที่เถ้าแก่เดินออกไป เซียวถังอี้ก็หันกลับมาเห็นหญิงสาวกินเกี๊ยวไปด้วยหัวเราะไปด้วย เขาจึงถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“หืม?” มู่ไป๋ไป่ที่ถูกอีกฝ่ายจับได้ก็วางช้อนลงแล้วหยิบผ้ามาเช็ดมุมปากพยายามรักษาท่าทีให้นิ่งที่สุด “ข้าหัวเราะหรือ ท่านมองผิดไปหรือไม่ ข้าไม่ได้หัวเราะสักหน่อย!”

เซียวถังอี้เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรอีก

จากนั้นชายหญิงทั้ง 2 ก็กินเกี๊ยวในส่วนของตัวเองเงียบ ๆ ไปจนหมดแล้วจึงพูดคุยธุระกัน ที่แท้ในช่วงบ่ายชายหนุ่มไปที่ตำหนักอวี๋ชิงเพราะคนของเขาพบบางอย่างในตำหนักตี้เฉิน

ถัดมา เซียวถังอี้วางถุงผ้าไว้บนโต๊ะพร้อมกับกล่าวว่า “คนของข้าพบของสิ่งนี้ในสวนด้านหลังตำหนักตี้เฉิน”

มู่ไป๋ไป่มองไปที่ถุงผ้าและได้กลิ่นฉุนจมูกโชยออกมาจากห่อผ้านั้น

เธอขมวดคิ้วทันทีแล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่านี่คือกลิ่นประหลาดที่เธอได้กลิ่นตอนที่เธอกับเซียวถังอี้พาอาเค่อเข้าไปในตำหนักตี้เฉิน

มู่ไป๋ไป่มองชายสวมหน้ากากสีเงินตรงหน้าที่ยังคงมีท่าทางปกติ จากนั้นเธอก็หันไปมองผู้คนที่สัญจรอยู่รอบตัว ซึ่งคนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับห่อผ้า นั่นทำให้เธอแน่ใจการคาดเดาของตัวเองมากขึ้น

มีเพียงเธอเท่านั้นที่สามารถได้กลิ่นนี้

“มีอะไรหรือ?” เซียวถังอี้สังเกตสีหน้าของมู่ไป๋ไป่อยู่ตลอดเวลา เขาจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ “มีปัญหาอะไรหรือไม่?”

หญิงสาวส่ายหัวก่อนจะพยักหน้า หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็บอกเขาเรื่องกลิ่นอีกครั้ง

แววตาของเซียวถังอี้หม่นแสงลงทันทีที่ได้ยินเช่นนี้ “ดูเหมือนว่ากลิ่นนี้จะเกี่ยวข้องกับอาคม ตอนที่คนของข้าพบของสิ่งนี้ นางกำนัลคนนั้นกำลังฝังมันเอาไว้ในสวน เจ้าอยากลองเดาดูหรือไม่ว่านางกำนัลคนนั้นเป็นใคร?”

มู่ไป๋ไป่คิดตามคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนที่จะมีใบหน้าของคนผู้หนึ่งลอยเข้ามาในใจ “อาจจะเป็นนางกำนัลที่เราพบเมื่อคืนนี้หรือไม่?”

นางกำนัลข้างกายลี่เฟย!

“เจ้าฉลาดมาก” เซียวถังอี้มองหญิงสาวด้วยสายตาชื่นชม “ลองเปิดดูสิ เจ้าอาจจะสนใจว่าข้างในมีอะไร”

มู่ไป๋ไป่เตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่เธอก็ยังตกใจมากในตอนที่เปิดผ้าออก ข้างในนั้นเป็นกล่องที่ถูกไฟไหม้จนกลายเป็นสีดำ และด้านในก็มีกองวัตถุที่ถูกเผาซึ่งไม่สามารถมองออกได้ว่าเป็นอะไร อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากวัตถุนั้น

“นี่คืออะไร?” หญิงสาวถามพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น

“มันน่าจะเป็นเสื้อผ้าของเสด็จพ่อเจ้า” เซียวถังอี้ตอบพลางใช้ปลายนิ้วเคาะบนโต๊ะเป็นจังหวะแบบที่เคยทำ “เสื้อผ้าที่เสด็จพ่อเจ้าสวมใส่ทำมาจากวัสดุที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ หลังจากถูกเผาแล้วมันจะกลายเป็นอย่างที่เห็น”

ดวงตาของมู่ไป๋ไป่เป็นประกายขึ้นมาทันที “ดังนั้นนี่คืออาคมที่ลี่เฟยใช้กับท่านพ่อผ่านเสื้อผ้าของเขาอย่างนั้นหรือ?”

“ช้าก่อน!”

“ท่านพูดตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าขอเพียงเราพบคนร่ายอาคม เราจะสามารถถอนอาคมได้ ถ้าสิ่งนี้คือ… แล้วทำไมลี่เฟยถึงเผามันทิ้งเสียล่ะ?”

ยิ่งมู่ไป๋ไป่คิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าเธอจะได้เบาะแสมาบ้าง แต่มันก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย

“เจ้าอย่าเพิ่งกังวลไป” เซียวถังอี้สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ผันผวนของหญิงสาว เขาจึงยื่นมือไปลูบหัวอีกคนเบา ๆ “ค่อยเป็นค่อยไป”

“ท่านอย่ามาเล่นหัวข้านะ!” มู่ไป๋ไป่จ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาคมดุ “ข้าไม่ใช่เด็กสักหน่อย”

เดิมทีเซียวถังอี้อยากจะบอกว่านางเป็นเพียงเจ้าตัวเล็กในสายตาของเขา แต่หลังจากที่สบเข้ากับดวงตากลมโตของสตรีตรงหน้า คำพูดที่จ่ออยู่ที่ริมฝีปากก็ดูเหมือนจะติดอยู่ตรงนั้น

ในขณะเดียวกัน ไกลออกไปในจุดที่ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็น เซียวถังถังกับอวี้หวานหว่านกำลังซ่อนตัวอยู่ในตรอกและจ้องชายหญิงทั้ง 2 ที่กำลังนั่งคุยกันในร้านเกี๊ยว

“ฮึ ข้าบอกแล้วว่าท่านพี่แปลกไป ดึกขนาดนี้แล้วไม่ยอมอยู่บ้านแต่ออกมาวิ่งเพ่นพ่านอยู่ข้างนอก แถมยังเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ด้วยนะ ที่แท้ก็มาพบไป๋ไป่นี่เอง!” หญิงสาวกัดฟันพูดอย่างขุ่นเคืองใจ

“ศิษย์พี่รอง เรากลับไปนอนกันเถอะเจ้าค่ะ” อวี้หวานหว่านพูดพลางอ้าปากหาว ก่อนจะขยี้ตาเพราะนางรู้สึกง่วงมาก “ศิษย์พี่ใหญ่กับท่านอ๋องคงกำลังพูดคุยเรื่องสำคัญกันอยู่”

“เจ้าดูสิ พวกเขาดูไม่เหมือนคนที่กำลังคุยเรื่องสำคัญกันเลยสักนิด!” ยามนี้เซียวถังถังรู้สึกทั้งโมโหและมีความสุขปนเปกันไป “ทั้ง ๆ ที่ข้าเป็นห่วงพวกเขามาก แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็แอบมาพูดคุยกันลับหลังข้า!”

จบบทที่ บทที่ 479: แม่นางคนนี้ยังไม่แต่งงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว