- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงน้อยจอมป่วน & ก๊วนสัตว์อลเวง
- บทที่ 478: ข้าจะกลับไปหาจดหมาย
บทที่ 478: ข้าจะกลับไปหาจดหมาย
บทที่ 478: ข้าจะกลับไปหาจดหมาย
เจ้าส้มวางขาไก่ลงแล้วร้องเหมียว ๆ ด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย “แมวตัวนี้ไม่ได้ตั้งใจทำแบบนั้น ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจดหมายหายไปไหน! ถ้าไป๋ไป่รู้เรื่องนี้ นางเอาข้าตายแน่!”
พอหลัวเซียวเซียวเห็นว่าจู่ ๆ เจ้าแมวอ้วนก็วิตกกังวลขึ้นมา นางก็พลอยกังวลไปด้วยเช่นกัน “เจ้าส้ม เจ้าเป็นอะไรไป รู้สึกไม่สบายหรือ เจ้าปวดท้องหรือไม่?”
“ไม่! ข้าไม่ได้ปวดท้อง!” เจ้าส้มยังคงเดินวนอยู่บนโต๊ะ สุดท้ายมันจึงตัดสินใจได้ว่า “นี่เป็นความผิดของข้า ข้าไม่ใช่แมวที่ไร้ความรับผิดชอบ เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะกลับไปหาจดหมาย”
หลังจากแมวตัวโตพูดจบ มันก็กระโดดลงจากโต๊ะโดยไม่รอให้หลัวเซียวเซียวตั้งตัว และหายตัวไปจากจวนแม่ทัพในพริบตา
“เจ้าส้ม!?” หญิงสาวตามไปแล้วบังเอิญเจอมู่จวินเซิ่งกับฉินเซียวที่กำลังเดินกลับมาพอดี
เมื่อชายหนุ่มทั้ง 2 เห็นท่าทางวิตกกังวลของผู้หญิงตรงหน้า พวกเขาก็คิดว่ามีเรื่องเกิดขึ้น หลังสอบถามนาง พวกเขาก็ได้รู้ว่าจู่ ๆ เจ้าส้มก็วิ่งหนีไป
“เจ้าส้มเป็นแมวฉลาด บางทีมันคงกลัวว่าตัวเองจะรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้วไป๋ไป่จะเป็นห่วง มันจึงรีบกลับวังหลวงเพื่อไปรายงานไป๋ไป่” มู่จวินเซิ่งเอ่ยปลอบใจหลัวเซียวเซียวเบา ๆ “ถ้าเจ้ากังวลมากจริง ๆ ข้าจะให้คนส่งจดหมายไปสอบถามในวัง”
หญิงสาวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่านี่เป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าแมวอ้วน ดังนั้นนางจึงพยักหน้าตอบรับโดยที่ไม่พูดอะไรอีก
…
อีกด้านหนึ่งในวังหลวง
ระหว่างที่มู่ไป๋ไป่กำลังยืนรอให้ท้องฟ้ามืดสนิทก่อนจะไปตามนัดหมายของเซียวถังอี้ แต่ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้รับคำสั่งให้ไปเข้าเฝ้าไทเฮา
หญิงสาวจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่แล้วไปเข้าเฝ้าไทเฮาก่อน
“ไป๋ไป่” ทันทีที่ไทเฮาเห็นมู่ไป๋ไป่ พระนางก็ดึงเธอเข้าไปใกล้โดยไม่รอให้เธอถวายบังคม “เราได้ยินมาว่าตอนกลางวันเกิดเรื่องใหญ่ที่ตำหนักตี้เฉินใช่หรือไม่?”
“หึ ถ้าเราไม่ได้ยินเรื่องนี้จากนางกำนัลในตำหนัก ฝ่าบาทคงจะปิดบังเรื่องนี้กับเราไปตลอด ไป๋ไป่ เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
สตรีสูงวัยถามพลางหมุนตัวหลานสาวไปมาอยู่หลายครั้งเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะได้รับบาดเจ็บและปิดบังพระนางเอาไว้เช่นกัน
“ท่านย่าไทเฮา หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” มู่ไป๋ไป่แอบบ่นในใจโดยไม่รู้ว่านางกำนัลคนไหนในตำหนักที่พูดมากจนความลับรั่วไหลออกไปถึงหูผู้เป็นย่า
แม้ว่ามู่เทียนฉงจะไม่ได้พูด แต่เธอก็รู้ว่าไทเฮานั้นมีพระชนมายุมากแล้ว พระนางไม่ควรมากังวลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ให้เสียสุขภาพ
“เจ้าไม่เป็นไรจริง ๆ หรือ?” หญิงสูงวัยถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อพระนางสังเกตทั่วตัวหลานสาวแล้วว่าไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนจริง ๆ ก่อนที่พระนางจะดึงตัวคนตรงหน้าให้มานั่งลงข้าง ๆ และตรัสขึ้นมาหลังจากครุ่นคิดอยู่นาน “ไป๋ไป่ เราได้ยินมาว่าฮ่องเต้หนานซวนมาสู่ขอเจ้ากับฝ่าบาทหรือ?”
มู่ไป๋ไป่นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ เธอไม่รู้ว่าข่าวการมาสู่ขอของฮ่องเต้หนานซวนแพร่กระจายไปทั่ววังหลวงได้อย่างไร
พอหญิงสาวเห็นว่าไทเฮามีสีหน้าวิตกกังวล เธอก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องดังกล่าวติดต่อไป เธอพยักหน้าแล้วเล่าให้พระนางฟังว่าทูตของหนานซวนเดินทางมาที่วังหลวงเพื่อยื่นหนังสือขอพระราชทานสมรสเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างหนานซวนกับเป่ยหลง
“มันเป็นความจริงสินะ” ใบหน้าของผู้เป็นยาเริ่มเคร่งเครียดขึ้นหลังจากได้ฟังสิ่งที่หลานสาวบอกเล่า “ตามความเห็นของเรา ฮ่องเต้หนานซวนคงจะสมองกลับแล้ว ทั้งที่ตัวเขาเองเคยทำเรื่องไม่ดีมาครั้งหนึ่งจนเกือบทำให้เจ้าต้องตาย แต่เขายังมีหน้ามาขอเจ้าแต่งงานอีก”
“ไป๋ไป่ เจ้าไม่ต้องกังวล ย่าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องแต่งงานไปอยู่หนานซวนเด็ดขาด”
เมื่อมู่ไป๋ไป่ได้ฟังคำปลอบใจของไทเฮา เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงซูหว่านผู้เป็นแม่
วันนี้ในห้องโถงด้านหน้าของตำหนักอวี๋ชิง ท่านแม่ก็ได้พูดแบบเดียวกันกับไทเฮา ทั้งคู่พร้อมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องเธอเต็มที่ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจมาก
“ย่าจะไปคุยกับฝ่าบาทเอง” ไทเฮารู้มาอีกว่ามู่เทียนฉงเกือบจะตอบตกลงข้อเสนอของหนานซวนแล้ว “ฝ่าบาทเลอะเลือนไปมาก!”
“ท่านย่า คือว่าท่านพ่อ…” มู่ไป๋ไป่อยากจะพูดว่ามู่เทียนฉงไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่แล้วเธอก็คิดได้ว่าอาคมนั้นไม่สามารถใช้คำพูดไม่กี่คำอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ผลสุดท้ายมันจะยิ่งทำให้ไทเฮาทรงเป็นกังวลมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เธอจึงกลืนคำอธิบายเหล่านั้นลงไป
“เอาเถอะ วันนี้เราเรียกเจ้ามาที่นี่เพราะว่าเรามีเรื่องหนึ่งอยากให้เจ้าช่วย” สตรีสูงวัยตบหลังมือปลอบหลานสาวพลางตรัสขึ้นมาว่า “เจ้าเคยได้ยินเรื่องซูเฟยหรือไม่?”
“ซูเฟย?” มู่ไป๋ไป่ทำหน้าฉงนและนึกทบทวน แต่เธอก็จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาจากที่ไหน
“อ๋อ ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนสินะ” ไทเฮาถอนหายใจก่อนจะอธิบายว่า “ซูเฟยเป็นคนในตระกูลของเรา เมื่อ 20 ปีก่อนนางได้ถวายตัวเป็นพระสนมและได้รับความโปรดปรานจากบิดาของเจ้า”
“แต่นางเลอะเลือน…”
มู่ไป๋ไป่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดไทเฮาจึงพูดคุยเรื่องนี้กับเธออย่างกะทันหัน แต่เธอก็ไม่ได้พูดขัดจังหวะอีกฝ่าย และนั่งฟังสิ่งที่พระนางตรัสอย่างตั้งใจ
“เดิมทีนางได้รับทุกสิ่งจนทำให้พระสนมคนอื่นต่างพากันอิจฉา แต่นางเลอะเลือนจนทำผิดพลาด และถูกพ่อของเจ้าขับไล่ออกจากวัง”
“มันคงจะไม่เป็นไรถ้านางออกไปคนเดียว แต่พี่สามของเจ้ากลับออกไปอยู่ข้างนอกกับนางด้วย”
“พี่สาม?” มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้น “หม่อมฉันมีพี่ชายอีกคนด้วยหรือเพคะ?”
“ใช่แล้ว” ไทเฮาทรงยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากหางพระเนตรก่อนจะตรัสต่อไปว่า “ในตอนที่ซูเฟยถูกขับออกจากวังตอนนั้น พี่สามของเจ้ายังอายุได้ไม่ถึง 1 ขวบเลย เวลา 20 กว่าปีผ่านไปเร็วยิ่งนัก”
“ไป๋ไป่ เราอยากให้เจ้าช่วยพาพี่สามของเจ้ามาที่วัง” หญิงสูงวัยตรัสพลางกระชับมือของหลานสาวเอาไว้แน่น “เราแก่มากแล้ว ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ได้อีกกี่ปี เราปฏิบัติต่อซูเฟยเป็นเหมือนลูกสาวแท้ ๆ ของเราเอง ไม่นานหลังจากที่ซูเฟยถูกขับออกจากวัง นางก็เสียชีวิต ทิ้งให้พี่สามของเจ้าอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง”
“เราไม่รู้ว่าตอนนี้เขาสบายดีอยู่หรือไม่ เราทำได้เพียงขอให้ใครสักคนที่ไว้ใจได้ช่วยไปดูเขาเป็นครั้งคราวเท่านั้น”
หลังจากที่มู่ไป๋ไป่ได้ฟังสิ่งที่ผู้เป็นย่าเล่า เธอก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ไทเฮาทรงคิดถึงพี่สามที่อาศัยอยู่นอกวังหลวงมาตั้งแต่เด็กและต้องการขอให้เธอช่วยพาเขาเข้ามาในวังโดยที่ไม่ให้มู่เทียนฉงทราบ
“ท่านย่าไทเฮาอย่ากังวลไปเลยเพคะ” มู่ไป๋ไป่คิดไตร่ตรองดูแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เธอจึงตอบตกลง
“ตอนนี้พี่สามของหม่อมฉันอยู่ที่ไหน ปล่อยให้หม่อมฉันจัดการเองเพคะ”
“พระองค์ไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ ท่านพ่อจะไม่มีทางรู้แน่นอน”
เมื่อไทเฮาได้ยินหญิงสาวตอบตกลง พระนางก็ทรงยิ้มกว้างและบอกว่าพระนางได้เตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
พรุ่งนี้พี่สามของเธอจะแฝงตัวเข้ามาในขบวนส่งมอบของขวัญ เธอทำเพียงแค่ต้องไปพบเขาเท่านั้น
“เขาสวมจี้หยกแบบนี้เอาไว้” ไทเฮาหยิบจี้หยกสีเขียวมรกตออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้หลานสาว “จี้หยกทั้ง 2 อันนี้ถูกทำขึ้นคู่กัน มันจะประกอบเข้ากันได้พอดี”
มู่ไป๋ไป่มองดูจี้หยกและรู้สึกว่ามันคุ้นตาอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าเธอเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน แต่เธอก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นจากที่ไหน
“เมื่อถึงเวลา ให้เจ้าเอาจี้หยกออกมา แล้วเขาจะจำมันได้ทันที”
หญิงสาวเก็บจี้หยกเอาไว้แล้วรับปากผู้เป็นย่าซ้ำว่าเธอจะไปรับพี่สามของเธอพรุ่งนี้ ก่อนจะขอตัวกลับจากตำหนักฉือซิ่ง
ปัจจุบันท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว
มู่ไป๋ไป่รีบกลับไปที่ตำหนักอวี๋ชิงเพื่อเปลี่ยนชุดและไปพบเซียวถังอี้ตามนัดหมาย
ร้านขายเกี๊ยวในเวลานี้คึกคักมากเป็นพิเศษ หญิงสาวเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่ริมถนนจากระยะไกล วันนี้เขาสวมชุดสีครามซึ่งหาได้ยากที่เขาจะสวมชุดสีอื่นนอกจากสีดำ และหน้ากากบนใบหน้าก็ทำให้เขายิ่งดูโดดเด่นมากขึ้น
มู่ไป๋ไป่ยกมือขึ้นกุมหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของตัวเองพลางสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้งก่อนจะเดินเข้าไปหาเขาช้า ๆ “ท่านมารอนานหรือยัง?”
เซียวถังอี้ได้ยินเสียงฝีเท้าของหญิงสาวมาแต่ไกล ๆ เขาเงยหน้าขึ้นตอบพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก “ไม่นาน ข้าสั่งเกี๊ยวให้เจ้าแล้ว เถ้าแก่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เลย”
มู่ไป๋ไป่ที่เห็นการใส่ใจของอีกฝ่ายก็รู้สึกอบอุ่นในใจ เธอก้มหัวลงกระแอมในลำคอแห้ง ๆ ก่อนจะถามสิ่งที่ค้างคาใจว่า “ทำไมตอนบ่ายท่านถึงไม่ปลุกข้า?”