เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 461: เราจะช่วยกันค้นหา

บทที่ 461: เราจะช่วยกันค้นหา

บทที่ 461: เราจะช่วยกันค้นหา


ในช่วงที่มู่ไป๋ไป่ร่ำเรียนในหุบเขาหมอเทวดา เธอรวบรวมตำราแพทย์ไว้มากมาย ทำให้ชั้นวางในห้องเก็บตำราของเธอแทบจะไม่พอเก็บตำราเหล่านั้น จึงมีตำราหลายเล่มที่ถูกวางกองอยู่บนพื้น

หญิงสาวพลิกอ่านตำราแพทย์ในมือทุกหน้า เนื่องจากเธอหันหลังอยู่จึงไม่ทันสังเกตเห็นชั้นวางตำราด้านข้าง

ดังนั้นข้อศอกของเธอจึงกระแทกเข้าใส่มันโดยไม่ตั้งใจ

ก่อนที่เธอจะเห็นคลื่นตำราแพทย์ที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่เธอ

ทันใดนั้นมือหนาก็ยื่นมาขวางตำราเอาไว้ไม่ให้ร่วงลงมาใส่หญิงสาว

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือนั้นด้วยสายตามึนงง และใช้เวลาสักพักหนึ่งกว่าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“ระวังหน่อยสิ” เซียวถังอี้ดึงคนตัวเล็กกว่าออกจากใต้ชั้นวางตำรา จากนั้นก็เก็บตำราที่หล่นลงมาแล้วหันมามองอีกฝ่าย “เจ้าดูจะวิตกมากเกินไปแล้ว”

หญิงสาวเม้มปากที่แห้งผากก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า “จะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไรกัน เรื่องนี้เกี่ยวพันถึง 2 แคว้น ในอีก 2 วัน คนของหนานซวนก็จะมาถึงเป่ยหลงแล้ว ถ้าพวกเขาต้องการจะลงมือกับท่านพ่อในเวลานั้นล่ะ?”

ยิ่งมู่ไป๋ไป่คิดถึงความเป็นไปได้นี้ เธอก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้น

แม้ว่าเธอจะพูดอยู่ตลอดว่าท่านพ่อของเธอนั้นไร้หัวใจ แต่มันก็ยังเป็นความจริงที่เขารักเธอมาก

เธอมองมู่เทียนฉงเป็นพ่อของตนมานานแล้ว

ต่อให้ในอนาคตชายคนนั้นจะไม่ได้เอาใจใส่เธอเหมือนเช่นเคย แต่เขาก็ยังเป็นพ่อ เธอไม่สามารถทนนิ่งเฉยปล่อยให้คนของหนานซวนทำร้ายเขาได้จริง ๆ

อีกอย่าง…

มู่เทียนฉงเป็นฮ่องเต้ที่ดี เป็นเพราะเขาที่ทำให้ชาวเป่ยหลงสามารถดำรงชีวิตได้อย่างผาสุกตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทางด้านเซียวถังอี้ได้แต่มองมู่ไป๋ไป่อยู่เงียบ ๆ โดยไม่ขัดจังหวะอะไรนาง

เนื่องจากหญิงสาวพูดทุกอย่างจบในลมหายใจเดียว นั่นทำให้ความโกรธในใจของเธอบรรเทาลงไปมาก

ไม่กี่อึดใจต่อมา เธอวางตำราแพทย์ที่อยู่ในมือลงอย่างท้อแท้ในขณะที่เธอพูดเสียงอ่อน “ข้าขอโทษ ข้าใจร้อนเกินไป… ข้าก็แค่กังวล”

“ข้ารู้” เซียวถังอี้พูดอย่างใจเย็นก่อนจะหันหน้าไปมองรอบ ๆ ห้องเก็บตำรา “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะสามารถหาเบาะแสได้จากตำราแพทย์พวกนี้?”

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินคำถามนั้นตกตะลึงไปชั่วขณะ แล้วเธอก็รู้สึกสับสนไม่น้อยว่าเขากำลังต้องการจะสื่อถึงอะไร

“ถ้าเจ้ามั่นใจว่าเราจะสามารถหาเบาะแสจากที่นี่ได้ ข้าก็จะสั่งให้คนมาช่วยเจ้าหา” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับมองลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า

หญิงสาวยังคงเหม่อลอยมองเซียวถังอี้นิ่ง ๆ ในตอนที่เธอเป็นเด็ก เธอคิดว่าหน้ากากเงินบนใบหน้าของอีกฝ่ายดูทั้งเย็นชาและน่ากลัว

แต่ตอนนี้ยามที่เธอได้เพ่งมองหน้ากากใบนี้อีกครั้ง เธอกลับรู้สึกอบอุ่นและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“ข้าเองก็ไม่มั่นใจ…” มู่ไป๋ไป่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะตอบออกไปทางตรง “ข้าไม่เคยพบโรคแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน ต้องบอกว่าความมั่นใจของข้ามีเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น”

“คราวที่แล้วท่าน… จวงอี้หรานถูกวางยาพิษ ข้าเองก็ค้นหาวิธีรักษาจากตำราแพทย์พวกนี้ ข้าเลยคิดว่าสถานการณ์ของท่านพ่อก็อาจจะทำเช่นเดียวกันได้”

เซียวถังอี้พยักหน้าตอบรับ “ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นเราก็มาช่วยกันค้นหาดีกว่า”

หลังจากพูดจบเขาก็ไม่รอให้หญิงสาวตอบกลับ เขาได้หยิบตำราแพทย์ขึ้นมาเปิดอ่านทีละหน้า

ปัจจุบันในห้องตำรามีการจุดเทียนมากกว่าห้องอื่น ๆ ทำให้มู่ไป๋ไป่ไม่รู้สึกหนาวเลยแม้จะเป็นเวลากลางคืน กลับกันเธอรู้สึกร้อนกว่าปกติด้วยซ้ำ

หญิงสาวแตะใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตัวเองและพยายามเบี่ยงเบนความสนใจไปที่ตำราแพทย์

ดังนั้นเมื่อเหล่าองครักษ์เงาที่ไปส่งอาเค่อกลับมา พวกเขาก็พบว่านายท่านของตนกำลังอ่านตำราอยู่ในห้อง ซึ่งมันเป็นภาพที่แปลกตามาก

ทางด้านชิงหานส่งสายตาให้ซั่วเยว่ พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสับสน “นายท่านเกลียดการอ่านตำราที่สุดไม่ใช่หรือ?”

ซั่วเยว่เองก็ใช้สายตาตอบกลับอีกฝ่ายไปว่าเขาไม่เข้าใจ แล้วบอกว่าอย่าได้ใส่ใจนักเลย

“ข้าขอถามเจ้าหน่อย” ชิงหานใช้ข้อศอกสะกิดคนข้าง ๆ “เจ้าไม่คิดหรือว่านายท่านทำตัวแปลกประหลาดตั้งแต่เขาถูกวางยาพิษ?”

“หรือว่าพิษหลิวกวงจะสามารถเปลี่ยนนิสัยของคนได้กัน?”

ซั่วเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับการเซ้าซี้ของอีกฝ่ายจึงถอนหายใจหนัก ๆ “ชิงหาน ถ้าท่านไม่อยากถูกนายท่านลงโทษอีกก็หุบปากไปซะ”

ชิงหานส่งสายตาประหลาดใจมองคนพูดพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นสูง “ไอ้เด็กนี่ เจ้าคิดว่าตัวเองโตแล้วสินะ ถึงได้แข็งกระด้างแบบนี้ เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนั้นได้อย่างไร?”

ชิงหานเป็นผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาองครักษ์เงาทั้งหมด เขาจึงได้มีโอกาสดูแลองครักษ์เงาหลาย ๆ คน รวมถึงซั่วเยว่ด้วย

ขณะนี้เนื่องจากซั่วเยว่ถูกคว้าคอเสื้อไปเขย่า เขาจึงรีบร้องขอความเมตตา “พี่ชาย ๆ ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ถ้านายท่านได้ยินเสียงเรา พวกเราจะเดือดร้อนกันทั้งคู่”

“เจ้าอย่าได้คิดใช้นายท่านเป็นโล่” ชิงหานไม่เชื่ออุบายของคนตรงหน้า “นายท่านไม่ใช่คนใจแคบขนาดนั้น”

ทันทีที่เขาพูดจบก็มีเมล็ดถั่วสีทองพุ่งแหวกอากาศมาจากทิศทางของห้องเก็บตำรา

ชิงหานกับซั่วเยว่ที่สัมผัสได้ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยรีบแยกตัวออกจากกัน

ดังนั้นถั่วที่ถูกยิงออกมาจึงไม่โดนพวกเขา แต่มันกลับทะลุผ่านไปโดนต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังแทน

ในชั่วอึดใจ ต้นไม้ได้แตกออกเป็นรูเล็ก ๆ โดยมีเมล็ดถั่วสีทองฝังอยู่ตรงกลาง

“...” เมื่อองครักษ์เงาทั้ง 2 เห็นภาพที่ปรากฏ พวกเขาก็ยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น

“พวกเจ้า 2 คนเงียบหน่อย” เซียวถังอี้เหลือบมององครักษ์เงาของตนที่กำลังยืนตะลึงอยู่ด้านนอก “ถ้าพวกเจ้าเริ่มทำตัววุ่นวายอีก ก็กลับไปรับโทษด้วยตัวเองซะ”

ชิงหานกับซั่วเยว่สูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกันก่อนจะคุกเข่าขอโทษผู้เป็นนาย

“เอ่อ…” มู่ไป๋ไป่ขยี้ตาที่เริ่มเมื่อยล้าพลางถามว่า “ให้พวกเขาเข้ามาช่วยดีหรือไม่?”

เธอจำได้ว่าทั้งซั่วเยว่กับชิงหานต่างก็รู้อักษร

เมื่อต้องค้นหาข้อมูลในตำรา การมีคนช่วยมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีเท่านั้น

“พวกเขาน่ะหรือ?” เซียวถังอี้เลิกคิ้วรูปกระบี่ขึ้น หากตั้งใจฟังให้ดีจะสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงหลาย ๆ แบบในประโยคนั้น “ช่างเถอะ พวกเขาไม่มีความอดทน”

“หา?” หญิงสาวหันไปมององครักษ์หนุ่ม 2 คนที่ยังคงคุกเข่าอยู่นอกประตูด้วยความสับสน

เซียวถังอี้วางตำราแพทย์ที่เพิ่งอ่านจบลง ก่อนจะอธิบายว่า “พวกเขายอมกลับไปโดนโบยดีกว่าต้องมานั่งจับเจ่าอ่านตำรา”

เมื่อชิงหานกับซั่วเยว่ได้ยินคำพูดของผู้เป็นนาย พวกเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย

แม้ว่าทั้งคู่จะอ่านออกเขียนได้ นั่นเป็นเพราะพวกเขาถูกบังคับให้เรียนมาตั้งแต่เด็ก

และก็เป็นเหมือนที่เซียวถังอี้พูดไว้ พวกเขายอมกลับไปรับโทษโบยดีกว่าให้พวกเขามานั่งหลังขดหลังแข็งอ่านตำราอยู่ที่นี่

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน จู่ ๆ เธอก็เริ่มอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับองครักษ์เงาเหล่านี้

ขณะที่เธอกำลังจะแอบเหลือบมองพวกเขา จู่ ๆ สายตาของเธอก็ถูกบดบังด้วยร่างของคนคนหนึ่ง

“สิ่งที่เขียนไว้ในตำราเล่มนี้ดูคล้ายกับสิ่งที่เจ้าพบหรือไม่?” เซียวถังอี้เอ่ยถามพลางชี้ไปที่เนื้อหาส่วนหนึ่งในตำราแพทย์

มู่ไป๋ไป่รีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วมองไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายชี้อย่างรวดเร็ว

“ไม่เหมือน…” หญิงสาวอ่านประโยคพวกนั้นซ้ำ ๆ และพบว่าคำบรรยายไม่คล้ายกับอาการของมู่เทียนฉงเลย “ท่านอ่านผิดหรือไม่?”

เซียวถังอี้พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น”

ที่ด้านนอกห้องเก็บตำรา ชิงหานกับซั่วเยว่ได้ยินบทสนทนาของชายหญิงทั้ง 2 อย่างชัดเจน ดังนั้นพวกเขาจึงทำหน้าแปลก ๆ

“ท่านเหนื่อยเกินไปหรือไม่?” มู่ไป๋ไป่เกาหัวถามอย่างไม่แน่ใจนัก “ทำไมท่านไม่พักผ่อนสักหน่อยล่ะ นี่ก็ใกล้รุ่งสางแล้ว”

เซียวถังอี้เหลือบมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมีสีซีด เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ในตลาดด้านนอกมีร้านขายเกี๊ยวกุ้งอร่อย ๆ อยู่ร้านหนึ่ง เจ้าอยากจะไปลองชิมดูหรือไม่?”

“เกี๊ยวกุ้งหรือ?” ท้องของหญิงสาวพลันส่งเสียงร้องประท้วง พร้อมกับที่เริ่มน้ำลายสอ “ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่?”

รอยยิ้มปรากฏในดวงตาของชายหนุ่มเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย “มี ยังมีถังปิ่ง*”

*ถังปิ่ง คือขนมที่ทำมาจากแป้งและน้ำตาลแล้วนำไปย่างให้ผิวด้านนอกกรอบ มีไส้ที่แตกต่างกันไป

“ถังปิ่ง!” ดวงตาของมู่ไป๋ไป่เป็นประกายสดใส เธอรีบวางตำราแพทย์ในมือลงทันที “เช่นนั้นเรารีบไปกันเถอะ รีบไปรีบกลับ ข้ายังมีตำราแพทย์ต้องอ่านอีกเยอะ”

“แล้วก็ท่านช่วยห่อกลับให้ด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากจะเอามาแบ่งให้ท่านแม่ด้วย!”

จบบทที่ บทที่ 461: เราจะช่วยกันค้นหา

คัดลอกลิงก์แล้ว