เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 460: ไม่ได้ถูกวางยาพิษ ไม่ใช่กู่

บทที่ 460: ไม่ได้ถูกวางยาพิษ ไม่ใช่กู่

บทที่ 460: ไม่ได้ถูกวางยาพิษ ไม่ใช่กู่


“หืม?” มู่ไป๋ไป่ก้มลงมองตามสายตาของเซียวถังอี้ด้วยความสับสน ก่อนที่เธอจะสบตากับเต่าชราและเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ท่านตามข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

ทำไมเธอถึงไม่สังเกตเห็นมันเลย?

“ในตอนที่พวกเจ้ากำลังหารือว่าจะตรวจชีพจรของฝ่าบาท” เต่าอาวุโสเอนกายลงบนไหล่ของหญิงสาวด้วยท่าทางเหมือนกับว่าตัวเองเป็นหัวหน้าคอยสั่งการลูกน้อง “หากเกิดอะไรขึ้นกับผู้ปกครองแคว้น มันจะส่งผลกระทบต่อชะตากรรมของเป่ยหลง แน่นอนว่าเต่าตัวนี้จะต้องตามมาดูเสียหน่อย”

“ท่านปู่เต่า… ท่านอย่าเพิ่งมาวุ่นวายในเวลาเช่นนี้ได้หรือไม่!” มู่ไป๋ไป่รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที “แล้วถ้าท่านบังเอิญหล่นลงไปแล้วถูกเหยียบเข้าล่ะ?”

“เป็นไปไม่ได้” เต่าสูงวัยโต้เถียงด้วยความไม่พอใจ “เต่าตัวนี้เป็นสัตว์ที่มีวาสนาดีมาก ไม่มีทางที่จะเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นหรอก”

“แต่ถ้าเจ้าพาข้าไปด้วย ทุกอย่างก็จะราบรื่น”

“หา? มีเรื่องแบบนั้นด้วยหรือ?” มู่ไป๋ไป่ถามขึ้นมาขณะทำหน้าฉงน

“ไม่เชื่อก็แล้วแต่” เต่าเฒ่าหดหัวกลับเข้าไปในกระดอง แล้วก็เลิกต่อล้อต่อเถียงกับหญิงสาว ซึ่งท่าทางนั้นบ่งบอกว่ามันตั้งใจจะปักหลักอยู่บนไหล่ของเธอจนกว่าเรื่องจะจบ

แล้วเสี่ยวหยินก็ดูเหมือนจะสนใจเต่าสูงวัยตัวนี้มาก มันได้เลื้อยไปตามข้อมือของอาเค่อจนกระทั่งไปบนไหล่ของเขา จากนั้นมันก็ชูคอมองเต่าตัวนั้นเงียบ ๆ

ขณะที่มู่ไป๋ไป่กำลังเป็นกังวลว่าจะทำอย่างไร เซียวถังอี้ก็พูดขึ้นทันทีว่า “เช่นนั้นก็เอามันไปด้วย”

“...” มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้ว สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “คงเหลือวิธีนี้วิธีเดียวแล้ว”

ในตำหนักตี้เฉินไม่มีสระน้ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะกลับไปตำหนักอวี๋ชิงในตอนนี้

“แต่ท่านจะอยู่บนไหล่ของข้าไม่ได้ มันอันตรายเกินไป” หญิงสาวพูดจบแล้วก็คว้าเต่าตัวเล็ก ๆ ออกจากไหล่ก่อนจะใส่มันไว้ในกระเป๋าย่าม “ท่านอยู่ที่นี่เงียบ ๆ ไปก่อนนะ ถ้าเรากลับตำหนักแล้ว ข้าจะเอาเนื้อให้ท่านกิน”

“ข้าอยากกินเนื้อวัว” เต่าชราพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ข้าอาศัยอยู่ในวังมาตั้งหลายปีไม่เคยได้กินเนื้อวัวเลยสักครั้ง”

มู่ไป๋ไป่ส่ายหัวอย่างขบขัน “ท่านรู้จักวัวด้วยหรือ?”

“ก็ต้องรู้สิ” เต่าเฒ่าตอบออกมาทันควัน “มีสิ่งใดที่เต่าตัวนี้ไม่รู้บ้าง”

ทันทีที่มันพูดจบก็มีเสียงเบา ๆ ดังขึ้นไม่ไกลจากที่นี่

มู่ไป๋ไป่รีบปิดปากแล้วหันไปมองยังที่มาของต้นเสียง

ในความมืด มีเงาหลายร่างกระโดดข้ามหลังคาหายไปในทิศทางของตำหนักตี้เฉิน

มู่ไป๋ไป่รู้ว่านั่นเป็นคนของเซียวถังอี้ที่กำลังลงมือ

“รออยู่ตรงนี้” ชายหนุ่มหันกลับมากระซิบบอกหญิงสาว “แล้วรอรับสัญญาณจากข้า”

นั่นทำให้มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก ทำให้เธอขยับปลายนิ้วออกไปอย่างไม่รู้ตัว

ในอดีตเมื่อถึงเวลาเช่นนี้ เจ้าส้มจะเข้ามาคลอเคลียให้เธอสัมผัสอยู่สัก 2-3 ครั้งเพื่อผ่อนคลายอารมณ์

แม้ว่าเจ้าส้มจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เธอก็ยังมีปฏิกิริยาแบบนี้เสมอตอนที่รู้สึกประหม่า

“ท่านจ้าวอสูร ข้ากับเจ้านายจะปกป้องท่านเอง” เสี่ยวหยินที่อยู่ข้างหลังดูเหมือนจะรับรู้ถึงอารมณ์ของมู่ไป๋ไป่ มันจึงแลบลิ้นออกมาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่ได้กังวลอะไรทั้งนั้น!” หญิงสาวกระแอมในลำคอเบา ๆ พร้อมกับขมวดคิ้วมองร่างสูงตรงหน้าเพื่อเร่งให้เขาออกไป

“ท่านรีบไปเถอะ คนของท่านพ่ออาจจะกลับมาเร็ว ๆ นี้”

มู่ไป๋ไป่คล้ายเห็นว่าเซียวถังอี้กำลังหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เธอจะทันได้ถามอะไร เขาก็หายตัวไปที่ตำหนักตี้เฉิน

จากนั้นเธอกับอาเค่อก็นั่งหมอบอยู่บนพื้นพลางจ้องไปที่ตำหนักตี้เฉินเพื่อรอสัญญาณจากชายหนุ่ม

เธอไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงนกร้อง

มู่ไป๋ไป่จึงรีบสะกิดเรียกอาเค่อที่ยังนั่งนิ่งก่อนจะวิ่งไปที่ตำหนักตี้เฉิน

“เข้ามาสิ” เซียวถังอี้ยืนรออยู่ที่ประตูแต่ไม่เห็นว่าทั้ง 2 คนเดินเข้ามา เขาจึงเปิดทางให้พวกนางเข้ามาด้านใน

“เสร็จแล้วหรือ?” มู่ไป๋ไป่ยังคงหอบหายใจพลางเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงกว่า แต่เธอไม่เห็นวี่แววของมู่เทียนฉงเลย

“ใช่” ชายหนุ่มพยักหน้า “เข้ามาก่อนเถอะ เวลาใกล้หมดแล้ว”

หลังจากเซียวถังอี้เอ่ยเตือน หญิงสาวก็เรียกสติตัวเองกลับมาแล้วรีบเข้าไปในตำหนักโดยไม่ลืมหยิบอุปกรณ์ออกมาจากย่าม

ภายในห้องบรรทมของฝ่าบาทนั้นดูเหมือนมีเตาไฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งมันอบอุ่นมาก

ทันทีที่มู่ไป๋ไป่เข้ามาในห้อง เธอก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนปะทะใบหน้า เธอจึงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “นี่เพิ่งจะเดือน 10 เอง ทำไมท่านพ่อถึงให้คนตั้งเตาจนทำให้ห้องร้อนขนาดนี้?”

อาเค่อค่อย ๆ ก้าวออกมาจากด้านหลังของหญิงสาวด้วยความสงสัยใคร่รู้ ในขณะที่เสี่ยวหยินรู้สึกหมดแรงนอนแผ่อยู่บนไหล่อาเค่อทันทีเพราะอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ

“ข้าจะให้คนไปตรวจสอบดู” เซียวถังอี้คอยเดินตามมู่ไป๋ไป่ไปอย่างใกล้ชิด “หลังจากที่เสด็จพ่อของเจ้ามีอาการปวดหัว เขาก็มีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย ก่อนหน้านี้เป็นช่วงฤดูร้อน ดังนั้นจึงไม่มีใครทันสังเกตเห็น”

ปวดหัว… หนาวสั่น…

อาการเหล่านี้ถือว่าผิดปกติแน่นอน

ต่อมา มู่ไป๋ไป่รีบเดินเข้าไปข้างในแล้วเห็นมู่เทียนฉงนอนอยู่ที่เตียงโดยมีหมอหลวงนอนฟุบอยู่ที่พื้นด้านข้าง

เขาเป็นหมอหลวงหนุ่มที่ถูกเรียกให้มาจัดยาให้กับมู่จวินเซิ่ง มู่ไป๋ไป่เพียงแค่เหลือบมองผู้ชายคนนี้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อเพื่อตรวจชีพจรให้เขา

จากนั้นเซียวถังอี้ก็ขอให้อาเค่อนำเสี่ยวหยินออกมา

“นี่คือฝ่าบาทหรือ?” ชายหนุ่มก้าวออกมาข้างหน้าอีก 2 ก้าว แล้วเขาก็ยื่นมือปล่อยให้งูเผือกตัวน้อยเลื้อยพันรอบข้อมือไปตรวจสอบอาการของมู่เทียนฉง

เสี่ยวหยินค่อย ๆ แลบลิ้นออกมาตามจังหวะ ก่อนจะเอียงคอราวกับว่ามันกำลังสำรวจว่ามีแมลงที่คุ้นเคยอยู่ในร่างกายของชายตรงหน้าหรือไม่

“แปลก…” เจ้างูน้อยพูดขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “ข้าสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่คุ้นเคยจากในร่างกายของคนผู้นี้ มันไม่ใช่แมลง”

ส่วนมู่ไป๋ไป่เองก็ตรวจชีพจรของมู่เทียนฉงและกล่าวว่า “เขาไม่ได้ถูกวางยาพิษเช่นกัน…”

“ไม่ได้ถูกวางยาพิษอย่างนั้นหรือ?” สีหน้าของเซียวถังอี้เคร่งเครียดขึ้น “เจ้าแน่ใจหรือ?”

มู่ไป๋ไป่สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความกังวลในใจก่อนจะตอบว่า “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่อยากพูดแบบนี้ แต่ชีพจรของท่านพ่อยังปกติดี”

“แล้วมีแมลงกู่อยู่หรือไม่?” ชายหนุ่มหันไปถามอาเค่อ

คนที่ถูกถามสบตากับมู่ไป๋ไป่ ในไม่ช้าเขาก็ส่ายหัวเบา ๆ “เสี่ยวหยินไม่พบแมลงกู่ในร่างกายของฝ่าบาท”

ทันใดนั้นภายในห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ

เซียวถังอี้หรี่ตาลงทันทีจึงทำให้ไม่มีใครสามารถคาดเดาอารมณ์ในดวงตาของเขาได้

หลังจากชายหนุ่มเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินไปดึงมู่ไป๋ไป่ที่นั่งอยู่บนเตียงขึ้นมา “รีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ”

หญิงสาวรู้สึกสับสน เธออยากจะอยู่ต่อเพื่อค้นหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกับมู่เทียนฉงกันแน่ แต่เธอก็ได้รู้ว่าตอนนี้เธอทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเวลาหมดลงแล้ว พวกเธอต้องรีบออกจากตำหนักตี้เฉินให้เร็วที่สุด

จากนั้นทั้ง 3 คนก็แอบออกไปเงียบ ๆ เช่นเดียวกับตอนขามา

ไม่นานหลังจากที่พวกเขาออกไป หมอหลวงหนุ่มที่หมดสติอยู่ในตำหนักตี้เฉินก็ฟื้นคืนสติ

เขายกมือขึ้นนวดหลังคอที่รู้สึกปวดร้าวพลางขมวดคิ้วแน่น

เกิดอะไรขึ้น?

ทำไมจู่ ๆ เขาถึงปวดหลังคอขึ้นมาอย่างกะทันหัน?

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้กำลังฝังเข็มให้ฝ่าบาทอยู่หรอกหรือ?

พอชายหนุ่มคิดถึงเรื่องสำคัญที่ตนมาที่นี่ หัวใจของเขาก็หนักอึ้งขึ้น ก่อนที่เขาจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากยืนยันว่าบุคคลที่อยู่บนเตียงหลับสนิทไปแล้ว

คืนนั้นวังหลวงที่ดูสงบสุขกลับมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวอยู่ภายใน

มู่ไป๋ไป่กลับมายังตำหนักอวี๋ชิง เธอขี้เกียจเกินกว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องเก็บตำราเพื่อค้นตำราการแพทย์ที่เธอสะสมมาตลอดหลายปี

เธอไม่คิดว่ามู่เทียนฉงจะไม่เป็นอะไรอย่างที่ชีพจรแสดงออกมา

ที่เธอไม่สามารถวินิจฉัยโรคนี้ออกมาได้ คงเป็นเพราะเธอไม่เคยพบเจอโรคเช่นนี้มาก่อนมากกว่า

“องค์หญิง ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนได้หรือไม่?” อาเค่อกับเสี่ยวหยินมีท่าทางไม่ต่างกัน ยามนี้พวกเขาง่วงมากจนตาแทบปิดและเอาแต่อ้าปากห้าวอยู่ตลอดเวลา

ส่วนเซียวถังอี้ก็เหลือบมองมู่ไป๋ไป่ที่อยู่ในห้องตำรา ก่อนจะกระซิบบอกองครักษ์เงาให้ไปส่งอาเค่อที่ห้องพักของตัวเอง

จบบทที่ บทที่ 460: ไม่ได้ถูกวางยาพิษ ไม่ใช่กู่

คัดลอกลิงก์แล้ว