เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 462: ข้าไม่เคยพาใครมาที่นี่

บทที่ 462: ข้าไม่เคยพาใครมาที่นี่

บทที่ 462: ข้าไม่เคยพาใครมาที่นี่


“ตกลง” เซียวถังอี้ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะถามว่า “เราจำเป็นต้องพาอาเค่อไปด้วยหรือไม่?”

“อาเค่อ…” มู่ไป๋ไป่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองหน้ากากสีเงินที่ยังสะท้อนแสงอบอุ่นของแสงเทียน “ไม่จำเป็นหรอก”

“อาเค่อคงหลับไปแล้ว ปลุกเขาขึ้นมาเวลานี้คงไม่ดีเท่าไหร่ เราไปกินข้าวกันก่อน หลังจากกินเสร็จแล้ว ค่อยซื้อกลับมาฝากพวกเขา”

สายตารู้สึกผิดของหญิงสาวกลอกไปรอบ ๆ ในขณะที่หัวใจของเธอเต้นแรงมากจนเธอรู้สึกว่ามันอาจจะทะลุออกจากอกได้ทุกเมื่อ

เซียวถังอี้ไม่น่าจะรู้ว่าเธอกำลังโกหกใช่หรือไม่?

“ก็ได้” ชายหนุ่มพยักหน้า “เราไปกันเถอะ”

ทันทีที่มู่ไป๋ไป่ได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและรีบเดินตามเขาไป ขณะเดียวกัน มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ

ทางด้านชิงหานกับซั่วเยว่ที่คุกเข่าอยู่ด้านนอกได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ถาม 2 คนนั้นว่าจะไปที่ใด พวกเขาทำเพียงแค่เดินหายเข้าไปในความมืดเงียบ ๆ ในขณะที่ติดตามเจ้านายกับองค์หญิงหก

ปัจจุบันวังหลวงในยามมืดสลัวเงียบสงบมากกว่าปกติ ขณะนั้นมู่ไป๋ไป่เดินตามหลังเซียวถังอี้เพียงไม่กี่ก้าว

ภายใต้แสงจันทร์สีนวล หญิงสาวจ้องมองแผ่นหลังของชายร่างสูงไม่ให้คลาดสายตา ระหว่างที่เดินในหัวเธอก็คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับคนผู้นี้

ทันใดนั้นคนที่เดินนำอยู่ก็หยุดฝีเท้าลงแบบกะทันหัน

เนื่องจากเธอไม่ได้สนใจเขา เธอจึงหยุดไม่ทันและเอาหัวชนหลังแข็ง ๆ ของอีกฝ่ายเต็มแรง

ต้องบอกว่าแผ่นหลังของเซียวถังอี้แข็งกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก ตอนที่เธอชนมันให้ความรู้สึกเหมือนกับการวิ่งกระแทกกำแพง หญิงสาวรู้สึกเจ็บจนแทบร้องไม่ออก

“โอ๊ย… ท่านทำอะไรน่ะ…”

ก่อนที่เธอจะทันได้พูดจบ ปากเล็ก ๆ ของเธอก็ถูกมือใหญ่ปิดเอาไว้เสียก่อน

เซียวถังอี้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาเขาก็อุ้มมู่ไป๋ไป่ขึ้นพาดบ่าและกระโดดไปบนกำแพงวัง

ในอึดใจต่อมา มีร่างเงาวิ่งผ่านจุดที่พวกเขาเคยยืนอยู่แล้วมุ่งตรงไปยังตำหนักตี้เฉิน

มู่ไป๋ไป่ที่เห็นภาพนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ชิงหาน ตามไป” เซียวถังอี้รอจนกระทั่งคนผู้นั้นวิ่งออกไปไกลแล้วจึงออกคำสั่ง

องครักษ์หนุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดตอบรับคำสั่งก่อนจะติดตามอีกฝ่ายไป จากนั้นเขาก็หายไปยังทิศทางที่ตั้งของตำหนักตี้เฉินพร้อมกับบุคคลปริศนา

ในเวลาเดียวกัน เซียวถังอี้เหลือบมองมู่ไป๋ไป่ที่ยังคงเบิกตากว้างและปล่อยมือของเขาออกช้า ๆ “เมื่อกี้มันเป็นเหตุฉุกเฉิน…”

“ข้ารู้จักคนคนนั้น!” หญิงสาวคว้าแขนเสื้อของชายหนุ่มพร้อมพูดด้วยความกังวล “ตอนที่ข้ายังเป็นเด็ก ข้าเห็นนางอยู่ข้างกายลี่เฟย นางเป็น 1 ในสาวใช้ส่วนตัวของลี่เฟย”

เซียวถังอี้เลิกคิ้วขึ้น “เจ้าแน่ใจหรือ?”

“ข้าแน่ใจ!” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าตอบโดยไม่ลังเล “ข้าเป็นคนที่ความจำดีมาก ไม่มีทางที่ข้าจะจำผิด และทิศทางที่นางกำลังมุ่งหน้าไปก็คือห้องบรรทมของท่านพ่อ”

“ท่านพี่รัชทายาทเคยพูดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า ลี่เฟยอาศัยอยู่ในตำหนักตี้เฉินนับตั้งแต่ที่นางออกมาจากตำหนักเย็น ดังนั้นคนที่มุ่งหน้าไปเมื่อกี้นี้คงจะเป็นสาวใช้ข้างกายลี่เฟย”

ต่อมา เซียวถังอี้คว้าตัวหญิงสาวเอาไว้ก่อนจะกระโดดลงจอดบนพื้น “ข้าเข้าใจแล้ว ชิงหานกำลังคอยจับตาดูคนผู้นั้นเอาไว้อยู่ พวกเราออกไปกินเกี๊ยวกันก่อนเถอะ”

ปัจจุบันหัวสมองของมู่ไป๋ไป่จดจ่ออยู่กับสาวใช้ที่เพิ่งพบเท่านั้น เธอจึงไม่มีอารมณ์ที่จะกินเกี๊ยวอีก

หญิงสาวเตรียมจะเปิดปากบอกว่าเธอไม่อยากกินเกี๊ยวแล้ว เธออยากติดตามไปดูสาวใช้คนนั้นมากกว่าว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะทำอะไร

แต่เมื่อเธอมองใบหน้าด้านข้างของเซียวถังอี้ คำพูดพวกนั้นก็ดูเหมือนจะถูกหยุดเอาไว้ แล้วเธอก็ทำได้เพียงพยักหน้าและตามเขาไป

นอกจากการพบสาวใช้คนนั้นระหว่างทางแล้ว การออกจากวังหลวงหลังจากนั้นก็ราบรื่นมาก

วรยุทธของเซียวถังอี้ถือว่าก้าวหน้ามากจนทหารรักษาพระองค์ที่เฝ้าประตูไม่รู้ตัวเลยสักนิด

พอออกมาจากวัง มู่ไป๋ไป่ก็ตระหนักได้ว่ายามเช้ามืดในเมืองหลวงนั้นคึกคักมาก

ซึ่งมันต่างจากวังที่เยือกเย็นและเงียบสงบ ยามนี้บนท้องถนน 2 ข้างทางมีแผงขายอาหารมากมาย ในเวลานั้นมีไอร้อนกระจายไปทั่วถนนทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าเจ้าอยากกินอะไรก็บอกข้าได้เลย” เซียวถังอี้ที่เดินนำหน้าหันกลับมามองมู่ไป๋ไป่เป็นระยะ ๆ

“บนถนนสายนี้มีของกินอะไรอร่อย ๆ บ้าง?” หญิงสาวถามพลางลูบท้องที่ร้องโครกครากของตัวเอง “ท่านมาที่นี่บ่อยหรือ?”

“ท่านเคยพาถังถังมาที่นี่หรือไม่?”

เมื่อชายร่างสูงได้ยินคนตัวเล็กที่เดินตามมาด้านหลังพูดไม่หยุด เขาก็หันกลับมามองนางด้วยดวงตาเป็นประกาย “ทำไมเจ้าถึงได้ถามคำถามมากมายขนาดนี้?”

“ข้าถามไม่ได้หรืออย่างไร?” มู่ไป๋ไป่มุ่ยปากก่อนจะเอามือไพล่หลังและเดินขึ้นไปอยู่ข้าง ๆ เขา “หรือว่าท่านรู้สึกผิด?”

“ไม่” ดวงตาของเซียวถังอี้อ่อนลงเล็กน้อย “ข้าไม่เคยพาใครมาที่นี่”

เนื่องจากเขาตระเวนอยู่ด้านนอกวังตลอดทั้งปี เขาจึงบังเอิญมาพบกับร้านเกี๊ยวที่ว่านั้นเมื่อปีก่อน ตอนนั้นเขากลับมาเมืองหลวงตอนกลางคืนแล้วรู้สึกหิวมาก

ในเวลานั้นเขาคิดว่าหากมู่ไป๋ไป่กลับมาเมืองหลวง เขาจะต้องพานางมาลองชิมเกี๊ยวร้านนี้ดูให้ได้สักครั้ง

พอเซียวถังอี้คิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ชะงักไป

กลายเป็นว่าเขามีความคิดอยากจะพานางมาที่นี่ตั้งแต่ตอนนั้น

“นี่คือร้านที่ท่านว่าหรือไม่?” มู่ไป๋ไป่ยื่นศีรษะมองด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตั้งแต่ที่มาถึงเมืองหลวง เธอยังไม่ได้กินอาหารแผงลอยที่ตั้งอยู่ริมถนนเลย

บอกตามตรงว่าเธอคิดถึงบรรยากาศนี้มาก

“ใช่” เซียวถังอี้หันไปสั่งเกี๊ยวน้ำ 2 ชามจากเถ้าแก่ด้วยท่าทางคุ้นเคย แถมเขายังสั่งถังปิ่งที่สัญญากับมู่ไป๋ไป่ไว้ด้วย เสร็จแล้วเขาก็เดินนำเธอไปนั่งโต๊ะที่จัดเตรียมเอาไว้

เถ้าแก่ร้านเกี๊ยวทำได้คล่องแคล่วมาก ไม่นานก็มีเกี๊ยวน้ำร้อน ๆ 2 ชามมาวางอยู่บนโต๊ะ

และมาพร้อมกับแป้งย่างสีเหลืองกรอบน่ารับประทาน

มู่ไป๋ไป่ไม่สนใจมารยาทอีกต่อไป เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มกินอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย

“ฮ่า~ ฮ่า~ อร่อยมาก!” หญิงสาวอ้าปากพ่นควันร้อน ๆ อยู่หลายครั้งเนื่องจากความร้อนของน้ำแกง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันไปยิ้มให้เซียวถังอี้ “รสชาติดีทีเดียว”

เมื่อชายหนุ่มเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของคนตรงหน้าแดงระเรื่อ เขาก็แอบถอนหายใจ ก่อนจะเทชาส่งให้อีกฝ่าย “ค่อย ๆ กิน ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก หลังจากกินหมดแล้วค่อยสั่งใหม่”

มู่ไป๋ไป่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ก่อนที่เธอจะชู 2 นิ้วขึ้นแล้วพูดทั้งที่ของกินเต็มปากว่า “ข้าอยากกินอีก 2 ชาม”

เมื่อคืนเธอแอบเข้าไปในตำหนักตี้เฉิน และยังต้องอ่านตำราแพทย์อีกมากมาย

ตอนนี้เธอเลยรู้สึกหิวมาก

แต่หลังจากหญิงสาวได้กินเกี๊ยวไปแล้ว 1 ชาม ความเร็วในการกินของเธอก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าขอถามหน่อยว่าทำไมสาวใช้คนนั้นถึงได้วิ่งไปทั่ววังหลวงในเวลาดึกดื่นเช่นนี้?” มู่ไป๋ไป่กินถังปิ่งไปพลาง ขมวดคิ้ววิเคราะห์สถานการณ์ไปพลาง

“ในวังหลวงมีทหารรักษาการณ์อยู่ทั่วทุกแห่ง ถ้านางเดินออกไปข้างนอกตอนกลางคืน แน่นอนว่าทหารพวกนั้นจะต้องพบเข้า”

“แต่จากสิ่งที่ข้าเห็นเมื่อกี้นี้ แม้ว่านางจะดูประมาทไม่น้อย แต่นางก็ไม่ได้ดูหวาดกลัวเลยสักนิด หรือว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางออกวิ่งไปทั่ววังยามวิกาล?”

เซียวถังอี้ค่อย ๆ ดื่มน้ำแกงช้า ๆ ในขณะที่เกี๊ยวในชามของเขาหายไปเพียงครึ่งเดียว “ข้าไม่รู้ แต่ดูเหมือนว่านางจะถืออะไรบางอย่างอยู่ในมือเมื่อกี้”

“หา?” มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้ามด้วยสายตาประหลาดใจ ขณะที่ในปากของเธอยังมีถังปิ่งอีกครึ่งชิ้น “ทำไมข้าถึงมองไม่เห็นล่ะ?”

ชายหนุ่มรู้สึกว่าสีหน้าของอีกฝ่ายน่าขบขัน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อนาง “บางทีเจ้าอาจจะคิดถึงแต่เรื่องกินก็เลยไม่ทันได้สังเกตเห็น”

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!” มู่ไป๋ไป่รีบวางถังปิ่งลงแล้วทุบโต๊ะเสียงดัง “ท่านเห็นข้าเป็นคนตะกละตะกลามขนาดนั้นเชียวหรือ?”

นั่นมันนิสัยเจ้าส้มต่างหาก!

“จริงหรือ?” เซียวถังอี้เหลือบมองคนตรงหน้าด้วยสายตามีเลศนัย

“...” หญิงสาวเม้มปากแน่นก่อนจะบ่นว่า “ข้าก็แค่หิว มันผิดตรงไหนถ้าข้าจะกินเกี๊ยวมากกว่า 1 ชาม ท่านเป็นถึงอ๋องเซียวผู้ยิ่งใหญ่ ทำไมท่านถึงตระหนี่ขี้เหนียวกับการซื้อเกี๊ยวเพียงชาม 2 ชามนักล่ะ”

เซียวถังอี้กลั้นหัวเราะเอาไว้แล้วพูดว่า “ข้าจ่ายไหว เจ้าสามารถซื้อเกี๊ยวได้มากเท่าที่เจ้าต้องการ”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เจ้าของเป็นยังไง สัตว์เลี้ยงก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ 55555 ช่วงนี้ 2 คนนี้ตัวติดกันแทบไม่ห่างเชียวน้า แล้วเมื่อไหร่เจ้าส้มจะกลับมาหนอ

จบบทที่ บทที่ 462: ข้าไม่เคยพาใครมาที่นี่

คัดลอกลิงก์แล้ว