เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 254: พิธีปลุกห้องเจ้าสาวของอวี้เซิ่ง

บทที่ 254: พิธีปลุกห้องเจ้าสาวของอวี้เซิ่ง

บทที่ 254: พิธีปลุกห้องเจ้าสาวของอวี้เซิ่ง


มู่ไป๋ไป่ที่กำลังแอบฟังอยู่มีความรู้สึกผสมปนเปในใจ

เธอไม่ได้คาดคิดว่าท่านเจ้าหุบเขากับภรรยาจะปกปิดนิสัยของตัวเองได้มิดชิดขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม เธอยังสามารถเข้าใจความคิดของคนทั้ง 2 ได้ เจียงเหยาแต่งงานกับอวี้เซิ่งซึ่งทำงานให้กับฮ่องเต้ และยังยอมรับเธอซึ่งเป็นถึงองค์หญิงในราชวงศ์ปัจจุบันเป็นลูกศิษย์ของนางอีก

ดูเหมือนว่าตอนนี้เจียงเหยาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับราชสำนักอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่ยุ่งยากมากที่สุดในโลกคือการเข้าไปเกี่ยวข้องกับราชสำนัก

“ทำไมไป๋ไป่ถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ?” หลังจากที่พวกอาวุโสทั้ง 2 กระซิบพูดคุยกัน พวกเขาก็หันกลับมาเห็นมู่ไป๋ไป่ยืนอยู่ด้านข้างจึงทำสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมา “เจ้าไม่ไปร่วมพิธีมงคลหรือ?”

เด็กหญิงส่ายหัวเบา ๆ พลางตอบเสียงหวานว่า “พวกเราได้ร่วมพิธีในเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ ดังนั้นข้าจึงไม่ได้อยากเข้าร่วมอีกครั้ง ท่านเจ้าหุบเขา ฮูหยินท่านเจ้าหุบเขาไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ถ้าพี่อวี้เซิ่งกล้าผิดคำสาบานกับท่านอาจารย์ ข้าจะจัดการเขาเอง!”

“ถึงแม้ว่าข้าจะยังเป็นเด็ก แต่ข้าก็เป็นถึงองค์หญิง!”

“เพียงแค่ข้าเอ่ยปาก ท่านพ่อของข้าก็จะตัดหัวเขาทันที”

คำพูดที่แกล้งทำเป็นขึงขังของมู่ไป๋ไป่ทำให้เจ้าหุบเขากับภรรยาต้องหลุดหัวเราะออกมา

แม้ว่าทั้งคู่จะรู้ว่าสิ่งที่คนตัวเล็กพูดนั้นอาจจะเป็นเพียงความคิดของเด็ก แต่พวกเขาก็รู้สึกผ่อนคลายความกังวลในใจได้มากจริง ๆ

ถูกต้อง เจียงเหยารับลูกศิษย์ 2 คนโดยที่คนหนึ่งเป็นองค์หญิง ส่วนอีกคนเป็นท่านหญิง

จากนี้ต่อไป หากอวี้เซิ่งคิดจะทำสิ่งใด เขาก็จะต้องไว้หน้าลูกศิษย์ทั้ง 2 และเขาคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามแน่นอน

แล้วพิธีสมรสก็ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากส่งคู่บ่าวสาวเข้าหอเรียบร้อยแล้ว แขกเหรื่อทุกคนก็ร่วมฉลองงานเลี้ยงกันในหุบเขา

ไม่นานท้องฟ้าก็ค่อย ๆ มืดลง อวี้เซิ่งซึ่งเดินมาส่งแขกกลับเสร็จแล้วก็เดินกลับไปที่เรือนหอหลังใหม่อย่างกระวนกระวาย

“เหยาเหยา… ข้าเข้าไปได้หรือไม่?” ชายหนุ่มลูบมือตัวเองด้วยความกังวล เขารู้สึกประหม่ายิ่งกว่าตอนที่เขาต้องลงมือฆ่าใครครั้งแรกเสียอีก

แม้ว่าเขากับเจียงเหยาจะผ่านพิธีสมรสในเมืองหลวงมาแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เคยเข้าหอเลย

ดังนั้นคืนนี้จึงเป็นเหมือนคืนแต่งงานที่แท้จริงของทั้งคู่

“เข้ามา” เสียงสดใสของหญิงสาวดังมาจากด้านหลังเงาเทียนสีแดง ซึ่งมันช่วยขจัดความกังวลใจของคนที่อยู่ด้านนอกไปทันที

จากนั้นอวี้เซิ่งก็ผลักเปิดประตู ท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่ เจียงเหยาซึ่งสวมผ้าคลุมหน้าสีแดงกำลังนั่งรออยู่ข้างเตียงเงียบ ๆ

“ข้าทำให้เจ้ารอนานแล้ว” ชายหนุ่มปิดประตูแล้วเดินเข้าไปหาภรรยาสาว “เจ้าหิวหรือไม่ ข้าบอกให้ถังถังเอาของว่างมาเตรียมไว้ให้เจ้า เจ้ายังไม่ได้แอบกินพวกมันใช่หรือไม่”

“ข้าไม่หิว” ความสุขในน้ำเสียงของเจียงเหยาเริ่มมีมากขึ้น “แล้วท่านล่ะ? ท่านไม่เมาเหมือนครั้งที่แล้วใช่หรือไม่?”

ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจัดพิธีสมรสในเมืองหลวง อวี้เซิ่งก็ถูกเซียวถังอี้และคนอื่น ๆ มอมสุราจนเดินแทบไม่ตรง ตอนที่เขากลับเข้าไปในเรือนหอ เขาก็ไม่มีแรงแม้แต่จะถอดผ้าคลุมหน้าของนางด้วยซ้ำ พอเข้ามาในห้องหอ เขาก็ผล็อยหลับไปไม่สนใจเจ้าสาวเลย

“อะแฮ่ม…” อวี้เซิ่งจำประสบการณ์ครั้งล่าสุดของเขาได้ดีจึงรู้สึกกระดากอายขึ้นมาและตอบเสียงเบาว่า “ไม่ ครั้งนี้ข้าได้รับบทเรียนแล้ว ข้ายังปฏิเสธสุราที่พวกเขายื่นมาด้วย”

“ข้าบอกพวกเขาว่าข้าดื่มไม่เก่ง และแกล้งเมาให้พวกเขาตายใจ”

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้หุบเขาหมอเทวดาดูเหมือนจะกระตือรือร้นมากที่จะมอมสุราเจ้าบ่าว ยิ่งไปกว่านั้น สุราของที่นี่ก็เข้มมาก หากเขาไม่แสร้งเมาไปเสียก่อน สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ก็คงจะจบลงเหมือนกับในเมืองหลวง

“ถ้าเช่นนั้นก็เปิดผ้าคลุมหน้าสิ” เจียงเหยาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองดูเงาของสามีที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“อ๋อ ใช่แล้ว” อวี้เซิ่งพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าสีแดงออก

ขณะนี้ในเรือนหอเงียบมาก เสียงเดียวที่ได้ยินก็คือเสียงลมพัดที่ทำให้เทียนวูบไหว

ภายใต้แสงเทียนสีแดง คู่บ่าวสาวต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกประหม่า ประกอบกับบรรยากาศก็กำลังดีมาก

ขณะเดียวกัน ด้านนอกเรือนหอ มู่ไป๋ไป่เอียงคอจนลำตัวแทบจะแนบกับประตู “แปลก ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย”

“องค์หญิงหก ทำไมพวกเราถึงต้องมาแอบฟังอยู่ที่นี่ล่ะ?” จื่อเฟิงที่กำลังแทะขาหมูที่เขาคว้ามาจากในงานเลี้ยงฉลองเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่น้ำมันเปื้อนเต็มปากกว้าง “งานเลี้ยงยังไม่จบ หากพระองค์ไม่รีบกลับไป อาหารก็จะเย็นเสียก่อน”

“กิน ๆๆ ท่านนี่ก็รู้จักแต่กิน!” มู่ไป๋ไป่หันหน้าไปกลอกตามองบนใส่อีกฝ่าย

เธอบอกท่านเจ้าหุบเขากับภรรยาก่อนหน้านี้ว่าเธอจะไม่เข้าร่วมงานฉลอง แต่นั่นเป็นการโกหกทั้งหมด

ครั้งสุดท้ายตอนที่เธออยู่ในเมืองหลวง เธอพร้อมที่จะไปช่วยทำพิธีปลุกห้องเจ้าสาว*ของอวี้เซิ่งและเจียงเหยา

*ปลุกห้องเจ้าสาว (闹洞房) เป็นวิธีการหนึ่งที่แขกในงานกระทำต่อคู่บ่าวสาวอย่างสนุกสนานครื้นเครงเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีวิญญาณร้ายหรือสิ่งไม่ดีมาทำลายการสมรสของคู่บ่าวสาว ทั้งนี้หากต่างพื้นที่ ต่างประเพณี การปลุกห้องเจ้าสาวก็จะแตกต่างไปด้วย

ผลสุดท้ายก็คือ เซียวถังอี้มาหิ้วคอเสื้อเธอแล้วโยนเธอไปให้ท่านพี่รัชทายาทที่อยู่ในระหว่างเดินทางกลับ

โชคดีที่เธอได้ยินว่าอวี้เซิ่งเมาจนไร้สติ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครได้ทำอะไรในคืนเข้าหอ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกโล่งใจมากขึ้น

คราวนี้เธอจะทิ้งโอกาสดี ๆ ไปได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้เธอไปเข้าร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับท่านเจ้าหุบเขาและภรรยา จากนั้นเธอก็แอบย่องออกมาเงียบ ๆ

“ก็ตอนนี้มีงานเลี้ยงมงคลสมรส แล้วเราที่เป็นแขกจะทำอะไรได้อีกนอกจากกิน?” จื่อเฟิงที่ถูกต่อว่าพูดขึ้นด้วยความงุนงง “ก็มันไม่มีอะไรทำแล้วจริง ๆ นี่นา”

“ชู่ววว ลดเสียงลงหน่อย” หลัวเซียวเซียวยกนิ้วชี้ขึ้นจรดปาก “ท่านอยากให้พี่อวี้เซิ่งกับแม่นางเจียงได้ยินหรืออย่างไร?”

เด็กหนุ่มส่ายหน้าและอดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัยออกไปว่า “แล้วองค์หญิงมาที่นี่เพื่ออะไรล่ะ?”

“อืม…” หลัวเซียวเซียวคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบด้วยความเข้าใจอันน้อยนิดที่นางมี “องค์หญิงคงอยากจะมาร่วมพิธีปลุกห้องเจ้าสาว”

“พิธีปลุกห้องเจ้าสาว?” จื่อเฟิงมีท่าทางกระตือรือร้น “พิธีปลุกห้องเจ้าสาวหมายความว่าอย่างไร มันคืออะไรหรือ ข้าเองก็อยากรู้ตั้งแต่ตอนที่แม่สื่อประกาศส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอแล้ว”

“ข้าหันไปสอบถามหลายคนแล้วว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่มีใครบอกข้าเลย”

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ฟังบทสนทนาของเด็กทั้ง 2 ก็รู้สึกเอือมระอา ใครจะไปกล้าตอบคำถามเขากัน

นี่มันเป็นยุคโบราณ! นอกจากนี้จื่อเฟิงยังดูเด็กมาก ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใหญ่คนใดกล้าพูดเรื่องนี้กับเขา

“เงียบ” คนตัวเล็กหันไปจ้องทั้ง 2 เขม็ง “ถ้าพวกเจ้ายังเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่ พรุ่งนี้พวกเจ้าจะต้องงดของว่าง ตอนนี้อยู่เงียบ ๆ กันไปก่อน!”

จื่อเฟิงสะดุ้งสุดตัวเมื่อนึกถึงสภาพน่าสังเวชของเจ้าส้มที่ถูกงดขนมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาจึงรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วกอดขาหมูของตัวเองพลางถอยกลับเข้าไปในสวน

กลับมาภายในห้อง อวี้เซิ่งกับเจียงเหยาเพิ่งแลกกันดื่มสุรามงคลเสร็จก็ได้ยินเสียงบางอย่างพร้อมกัน

“เจ้า… ได้ยินเสียงแปลก ๆ หรือไม่?”

“ข้าได้ยิน… วันนี้ในหุบเขาค่อนข้างลมแรง คงจะเป็นเสียงลมกระมัง”

อวี้เซิ่งเหลือบมองไปด้านนอกห้องหออย่างไม่แน่ใจ มันจะเป็นเสียงลมจริง ๆ หรือ?

ทำไมเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของมู่ไป๋ไป่?

แต่วันนี้เป็นคืนส่งตัวเข้าหอของพวกเขา เขาจึงไม่อยากคิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องภายนอก ดังนั้นเขาจึงหันความสนใจไปหาหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

ภายใต้แสงเทียนสีแดง บนผ้าห่มที่ปักลวดลายมังกรและหงส์มีลำไยและเม็ดบัวโรยเอาไว้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการให้กำเนิดเด็ก

ใบหน้าของอวี้เซิ่งพลันเห่อร้อนขึ้นยามที่ได้เห็นมัน ก่อนที่เขาจะกระแอมไอเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “อะแฮ่ม วันนี้เราเหนื่อยมากแล้ว เราควรพักผ่อนกันให้เร็วหน่อยดีหรือไม่?”

ดวงตาของเจียงเหยาเป็นประกายแล้วใบหน้าของนางก็แดงจนถึงหูขณะที่นางตอบรับ “อืม…”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปเอาน้ำร้อนมาให้เจ้า” ชายหนุ่มกล่าวจบแล้วก็หันหลังเตรียมจะเดินออกไป

เมื่อเจียงเหยาเห็นดังนี้ นางก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไร แต่ก่อนที่จะทันได้คิดอะไร นางก็คว้าตัวของเขาเอาไว้

“อวี้เซิ่ง ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก นี่มันคืนส่งตัวเข้าหอไม่ใช่หรือ?”

“หรือท่านไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร ต้องให้ข้าบอกหรือ?”

“ข้าจะไม่ทำได้อย่างไร!” อวี้เซิ่งรวบรวมความกล้าหันกลับมาเผชิญหน้ากับภรรยาสาว “ข้าเพียงคิดว่าหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน เจ้าคงจะล้ามาก ข้าจึงอยากให้เจ้าแช่น้ำร้อนผ่อนคลายสักหน่อย”

“ส่วนเรื่องการส่งตัวเข้าหอนั้นไม่ได้เร่งรีบ...”

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ที่กำลังแอบฟังอยู่ด้านนอกประตู ในที่สุดก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างคู่บ่าวสาว ก่อนที่เธอจะส่ายหัวเบา ๆ พร้อมกับทำหน้ายับย่น “สมองของอวี้เซิ่งมีปัญหาหรืออย่างไร? เขาขี้ขลาดชะมัดเลย!”

จบบทที่ บทที่ 254: พิธีปลุกห้องเจ้าสาวของอวี้เซิ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว