เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 252: สรวงสวรรค์ของมนุษย์

บทที่ 252: สรวงสวรรค์ของมนุษย์

บทที่ 252: สรวงสวรรค์ของมนุษย์


จากท่าทางจริงจังของเซียวถังถัง มู่ไป๋ไป่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่านี่เป็นคำโกหกที่ใหญ่หลวงที่สุดที่เธอเคยได้ยินมาในชีวิต

หุบเขาหมอเทวดาตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นเป่ยหลง เนื่องจากมันตั้งอยู่ในหุบเขาลึก อากาศจึงให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี ซึ่งมันคล้ายกับสรวงสวรรค์

หลังจากเดินทางมานานกว่า 1 เดือน พอมู่ไป๋ไป่มาถึงหุบเขาหมอเทวดาเป็นครั้งแรก เธอก็คิดว่าตนมาถึงจุดชมวิวสุดแสนตระการตาเสียอีก

เมื่อเด็กหญิงมองดูต้นไม้พืชพรรณที่งดงามในหุบเขา เธอก็เข้าใจทันทีว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงได้เลี้ยงดูสตรีผู้งดงามอย่างเจียงเหยาได้

“ลงจากรถม้ากัน” หมอสาวพลิกตัวกระโดดลงจากม้า “ทางต่อจากนี้เราจะต้องเดินเท้าไปเท่านั้น”

ขณะนี้องครักษ์ที่ติดตามมาจากวังหลวงได้กลับไปแล้ว ตอนนี้จึงมีเพียงมู่ไป๋ไป่กับคนอื่น ๆ เท่านั้นที่ยืนรออยู่ด้านนอกหุบเขา

“ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินมาว่าหุบเขาหมอเทวดาเป็นดั่งสรวงสวรรค์ของมนุษย์” อวี้เซิ่งกล่าวขณะเข้าไปช่วยพยุงเจียงเหยา “ข้าไม่คิดว่าพอเห็นด้วยตาของตัวเองแล้วจะรู้สึกเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น”

“ที่นี่งดงามมาก…” เซียวถังถังรีบวิ่งออกมาอย่างมีความสุข “ท่านอาจารย์ นี่คือต้นหลิวสีแดงที่ท่านเคยพูดถึงใช่หรือไม่เจ้าคะ แล้วหญ้าสีฟ้านั่นคืออะไร มันสามารถกินได้หรือไม่?”

เด็กหญิงวิ่งเข้าไปหาดอกไม้เหมือนกับม้าป่าที่ถูกกักขังมานานหลายปี

ระหว่างทาง ทั้งเจียงเหยากับมู่ไป๋ไป่ได้มองเห็นความสามารถในการสร้างปัญหาของเซียวถังถังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในที่สุดพวกนางก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงที่เซียวถังอี้พูดก่อนที่จะกล่าวอำลา

เป็นเรื่องนี้เองสินะที่ทำให้พวกนางจะต้องรู้สึกเสียใจในภายหลัง

ถึงกระนั้น ทุกอย่างก็ได้ข้อสรุปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เจียงเหยายอมรับการกราบไหว้เป็นลูกศิษย์จากเซียวถังถัง ดังนั้นนางจึงไม่สามารถกลับคำและส่งเด็กน้อยคนนี้กลับไปได้

“จื่อเฟิง…” หลังจากมู่ไป๋ไป่ได้รับสัญญาณจากสายตาของผู้เป็นอาจารย์ เธอก็เอ่ยปากขึ้นมา “ท่านตามถังถังไปและคอยจับตาดูนางเอาไว้ อย่าปล่อยให้นางกินดอกไม้หรืออะไรก็ตามจนทำให้ตัวเองต้องถูกพิษ”

ถ้าเธอจะเลือกสัตว์สักตัวมาเพื่ออธิบายตัวตนของเซียวถังถัง

เธอขอเลือกเจ้าหมาหน้าโง่โดยไม่ลังเล

ถูกต้อง! นางเป็นเหมือนเจ้าหมาหน้าโง่ที่มักจะทำตัวโง่เขลาแล้วคอยทำลายข้าวของในบ้าน!

“ขอรับ!” จื่อเฟิงยัดซาลาเปาเข้าปากเสร็จแล้วก็รีบลงจากหลังม้าไล่ตามเซียวถังถังไป

พอมู่ไป๋ไป่กับเจียงเหยาเห็นดังนี้ ทั้งคู่ก็ถอนหายใจโล่งอกอย่างพร้อมเพรียงกัน

ที่บริเวณทางเข้าของหุบเขาหมอเทวดามีค่ายกลอยู่ หากคนธรรมดาเผลอไปเหยียบมันเข้า พวกเขาก็จะตกลงไปในกับดักที่ถูกวางเอาไว้ล่วงหน้า

จากนั้นเจียงเหยาก็ได้แสดงวิธีปลดค่ายกลให้กับมู่ไป๋ไป่ และแนะนำหุบเขาหมอเทวดาให้เธอรู้จัก

ในหุบเขาหมอเทวดามีคนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ถ้านับรวมเจ้าหุบเขาและภรรยาของเขา ทั้งหมดนับได้ 20 คน

เจียงเหยาเป็นลูกศิษย์คนโตของพวกเขาและได้รับการเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกสาวคนหนึ่ง

พอเจ้าหุบเขาและภรรยารู้ว่าศิษย์สาวแต่งงานในเมืองหลวง พวกเขาจึงทั้งรู้สึกมีความสุขและเป็นกังวลในเวลาเดียวกัน แต่พวกเขาก็ได้แต่รออยู่ที่หุบเขาเพื่อให้นางกลับมา

ทันทีที่เจียงเหยา มู่ไป๋ไป่และคนอื่น ๆ เข้ามาด้านใน พวกเขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหุบเขาและภรรยา

“เหยาเหยา เจ้ากลับมาแล้ว ข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก”

“เอ๊ะ! เด็กคนนี้เป็นใคร? หรือนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าแต่งงานอย่างกะทันหัน ไม่สิ เด็กคนนี้โตขนาดนี้แล้ว…”

มู่ไป๋ไป่กลั้นยิ้มมองดูผู้หญิงร่างท้วมตรงหน้า ก่อนจะคำนับทักทายอีกฝ่าย “คารวะฮูหยินท่านเจ้าหุบเขา ข้ามีนามว่ามู่ไป๋ไป่ ข้าเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เจ้าค่ะ”

“ลูกศิษย์?” ฮูหยินเจ้าหุบเขาทำหน้าประหลาดใจ ก่อนที่นางจะดึงเด็กหญิงมาใกล้ ๆ ตนอย่างมีความสุข

“เจ้าเป็นศิษย์ของเหยาเหยาจริงหรือ? ดี ดีมาก ผิวของเจ้าทั้งขาวและนุ่ม ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าเห็นเจ้า เจ้าเหมาะสมที่จะเป็นศิษย์ของหุบเขาหมอเทวดามาก”

ผู้คนในหุบเขาหมอเทวดาเองก็เหมือนกับเจียงเหยา พวกเขาชอบอะไรก็ตามที่น่ารักมากกว่าคนปกติ

แม้ว่าอาการของคนเหล่านั้นจะไม่ได้รุนแรงเท่ากับหมอสาว

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ตอบทุกคำถามที่ถูกถาม ท่าทางของเธอนั้นสุภาพและมีมารยาทมาก ในไม่ช้าเธอก็ทำให้เจ้าหุบเขาหัวเราะได้

“ฮูหยินท่านเจ้าหุบเขา นี่คืออวี้เซิ่งเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กขยิบตาให้ชายหนุ่ม “พี่อวี้เซิ่ง ทำไมท่านถึงไม่รีบทักทายฮูหยินท่านเจ้าหุบเขาล่ะ?”

“ท่านไม่ได้บอกเองหรือว่าท่านเจ้าหุบเขาและภรรยาเป็นเหมือนพ่อแม่ของท่านอาจารย์ แล้วท่านก็คิดอยากจะขอบคุณพวกเขาที่เลี้ยงดูท่านอาจารย์จนเติบโตมาถึงทุกวันนี้”

หลังจากมู่ไป๋ไป่เอ่ยเตือน อวี้เซิ่งก็ได้พบกับพ่อตาและแม่ยายของเขาเป็นครั้งแรก ในที่สุดเขาก็ตอบสนองโดยการเดินตัวแข็งทื่อเข้าไปด้านหน้า มือของเขาดูเก้ ๆ กัง ๆ แบบคนทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดัง “อวี้เซิ่งคารวะท่านเจ้าหุบเขา ฮูหยินท่านเจ้าหุบเขา”

นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ เขาไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการแต่งงานและพบหน้าพ่อตาแม่ยายเลยสักครั้ง

มันจึงทำให้เขาดูเหมือนคนซื่อบื้อในสายตาของทุกคน

ในตอนนี้เขาไม่รู้ว่าควรจะลุกขึ้นจากพื้น หรือจะต้องคุกเข่าอยู่บนพื้นต่อไป

แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกอับอายมาก

“ฮูหยินท่านเจ้าหุบเขา ถึงแม้ว่าพี่อวี้เซิ่งจะพูดไม่ค่อยเก่ง แต่เขาก็เป็นคนดีมากนะเจ้าคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับท่านอาจารย์” มู่ไป๋ไป่ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เธอจึงตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยอีกฝ่าย “เขารู้ว่าพวกท่านทั้ง 2 ไม่สามารถเดินทางไปยังเมืองหลวงได้ เขาจึงวางแผนว่าจะจัดพิธีสมรสอีกครั้งในหุบเขาหมอเทวดาเจ้าค่ะ”

พอท่านเจ้าหุบเขาและภรรยาผู้ใจดีได้ยินคำพูดของเด็กหญิง พวกเขาต่างก็ยิ้มออกมา

“นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ” ฮูหยินเจ้าหุบเขาก้าวออกมาช่วยพยุงอวี้เซิ่งให้ลุกขึ้น ก่อนจะกล่าวว่า “ข้ากับท่านเจ้าหุบเขาก็คิดเช่นเดียวกัน และเราก็ได้เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว”

“ตอนแรกข้าคิดว่าข้าจะถามความคิดเห็นของพวกเจ้าหลังจากที่พวกเจ้ามาถึง”

“แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นอีกต่อไป”

คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของอวี้เซิ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

เพียงแค่ท่านเจ้าหุบเขาเอ่ยปาก ผ้าสีแดงก็ถูกนำมาแขวนตกแต่งสถานที่ทันที

หลังจากที่เซียวถังถังเล่นสนุกมากพอและกลับเข้ามาด้านใน นางก็เห็นว่าทั่วทั้งหุบเขาหมอเทวดานั้นมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข

“โอ๊ะ เตรียมพร้อมกันเสร็จแล้วหรือ?” เซียวถังถังกับจื่อเฟิงวิ่งเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนและแบกสัมภาระไปหาทุกคนหน้าตาระรื่น

“ท่านคืออาจารย์ทั้ง 2 ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

“คารวะท่านทั้ง 2 ข้าเป็นศิษย์ใหม่ของท่านอาจารย์ ข้ามีนามว่าเซียวถังถังเจ้าค่ะ”

ท่านเจ้าหุบเขาและภรรยาหันไปมองเด็กน้อยซึ่งใบหน้าเปื้อนไปด้วยโคลนจนมองไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริงด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ “ยังมีคนอีกหรือ?”

ทางด้านเจียงเหยาที่เห็นสภาพของลูกศิษย์ยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองแล้วพยักหน้าเบา ๆ

“ถังถัง ทำไมสภาพเจ้าถึงกลายเป็นเช่นนี้…” มู่ไป๋ไป่เองก็ตกใจมากเช่นกัน ก่อนจะหันไปมองจื่อเฟิงแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ข้าสั่งให้ท่านไปจับตาดูถังถังไม่ใช่หรือ?”

เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบอย่างจริงจังว่า “ข้าทำตามคำสั่งขององค์หญิงที่บอกว่าไม่ให้ท่านหญิงกินอะไรเข้าไปทุกประการ แต่องค์หญิงไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้ท่านหญิงไปเกลือกกลิ้งในโคลนตมสักหน่อย”

“...”

“ไป๋ไป่ ข้าจะบอกให้นะ บ่อโคลนนั้นเป็นสีชมพู!” เซียวถังถังคว้าแขนมู่ไป๋ไป่อย่างตื่นเต้นและเล่าให้อีกคนฟังถึงสิ่งที่ตนพบเห็น

“ถึงจะเป็นสีชมพู แต่ก็ไม่ควรวิ่งลงไปเอาตัวเกลือกกลิ้งจนเปรอะเปื้อนเช่นนั้น” มู่ไป๋ไป่รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที “โคลนนั้นสกปรกมาก ถ้าบังเอิญมันเข้าปากของเจ้าแล้วทำให้ป่วยล่ะ จะทำอย่างไร?”

“บ่อโคลนสีชมพู?” เจียงเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ทำไมเจ้าถึงวิ่งเล่นไปถึงที่นั่น สถานที่แห่งนั้นเป็นธารบำบัด”

“โคลนสีชมพูมีฤทธิ์มหัศจรรย์ในการรักษาอาการบาดเจ็บ แต่ในระหว่างที่รักษาเราจะต้องแช่ลงไปทั้งตัว”

“ในเมื่อมันดีต่อบาดแผลแล้ว การกลืนกินมันลงไปคงจะไม่ก่ออันตรายใด ๆ” อวี้เซิ่งเอ่ยขัดจังหวะ “เจ้าอย่าได้มองนางเช่นนั้น เซียวถังอี้เลี้ยงดูนางมาเป็นอย่างดี ดังนั้นอย่าได้กังวลกันมากเกินไปเลย”

แล้วเหตุการณ์ของเซียวถังถังก็จบลงเพียงเท่านั้น จากนั้นท่านเจ้าหุบเขาก็สั่งให้คนมาดูแลพวกมู่ไป๋ไป่ และจัดงานพิธีสมรสของเจียงเหยากับอวี้เซิ่งขึ้นอีกครั้งใน 3 วันต่อมา

จบบทที่ บทที่ 252: สรวงสวรรค์ของมนุษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว