เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 250: ติดสินบน

บทที่ 250: ติดสินบน

บทที่ 250: ติดสินบน


“เขาแค่ไม่ชอบข้า!” เซียวถังถังพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจพร้อมกับทำหน้าบูดบึ้ง “เขากลัวว่าการที่ข้าไปที่หุบเขาหมอเทวดาจะทำให้เขาต้องขายหน้า”

“...” ชิงหานนิ่งเงียบไป

เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?

ขณะเดียวกัน ในตำหนักอิ๋งชุน

หลังจากที่มู่ไป๋ไป่ล้างเนื้อล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็เตรียมจะล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากทางหน้าต่าง

“เจ้าส้ม? เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?” เด็กหญิงขมวดคิ้วแปลกใจ “มันเหมือนเสียงก้อนหินกระแทกประตูหรือหน้าต่างเลย”

เจ้าส้มซึ่งผล็อยหลับไปแล้วถอนหายใจเสียงดังก่อนจะหันมามองคนถาม “ข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น เจ้าหูฝาดไปเองหรือไม่ รีบนอนเร็วเข้า พรุ่งนี้เจ้าจะไปทำอาหารให้มู่เทียนฉงกับมู่จวินฝานตั้งแต่เช้าไม่ใช่หรือ?”

เนื่องจากเธอกำลังจะเดินทางออกจากวังหลวง ดังนั้นเธอจึงอยากจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้ท่านพ่อกับท่านพี่รัชทายาทเพื่อเป็นการทิ้งท้ายให้พวกเขาระลึกถึง

“จริงหรือ…” มู่ไป๋ไป่เกาหัวก่อนจะเอนตัวนอนลงที่เดิม “2 วันมานี้ข้าคงเหนื่อยเกินไปถึงได้หูฝาด…”

ทว่าทันทีที่เธอพูดจบ ของบางอย่างสีทองเป็นประกายก็ลอยมากระทบหัวเธออย่างแม่นยำ

“โอ๊ย!” คนตัวเล็กกุมหัวตัวเองพร้อมกับร้องเสียงหลง “ใครน่ะ! ใครคิดลอบทำร้ายข้า เจ้าส้ม รีบลุกไปจับคนร้ายมาให้ข้า!”

“คนร้ายที่ไหน?” แมวอ้วนไม่อยากขยับตัวจึงซุกไว้ใต้ผ้าห่มพลางกล่าวอย่างเกียจคร้าน “นั่นเซียวถังอี้ต่างหาก… เขานั่งอยู่ด้านนอกมาเกือบ 1 เค่อแล้ว”

“เซียวถังอี้?” มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงก่อนจะตีก้นเจ้าแมวจอมขี้เกียจเบา ๆ ด้วยความโกรธ “แล้วทำไมเจ้าไม่รีบบอกข้าตั้งแต่ก่อนหน้านี้! ถ้าข้าเผลอพูดอะไรไม่ดีกับเขาออกไป เขาจะไม่ได้ยินหรืออย่างไร?”

เจ้าส้มที่รู้ว่าตัวเองเหมือนจะทำอะไรผิดไปจึงไม่ได้โวยวายออกมา

ต่อมา เด็กหญิงคว้าของที่เซียวถังอี้โยนใส่หัวเธอแล้วลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง

แน่นอนว่าเธอเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนขี้เกียจอยู่บนต้นไม้ข้างหน้าต่างทันทีที่เปิดหน้าต่างออกไป

เซียวถังอี้กำลังเอนตัวพิงลำต้นของต้นไม้พลางเล่นพัดในมือ โดยที่หน้ากากสีเงินสะท้อนแสงจันทร์ของค่ำคืนนี้

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ปาถั่วทองกลับไปพร้อมกับถามว่า “กลางค่ำกลางคืนไม่ยอมนอน เสด็จอามาหาข้าทำไมหรือ?”

“ข้ามาติดสินบนเจ้า” เด็กหนุ่มคว้าถั่วทองแบบสบาย ๆ แล้วเลิกคิ้วมองเจ้าตัวเล็กในขณะที่พูดว่า “เซียวถังถังกำลังจะไปที่หุบเขาหมอเทวดาเช่นกัน เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?”

คนถูกถามสะดุ้งเล็กน้อย และเข้าใจทันทีว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไร ทำให้มีรอยยิ้มฉายอยู่ในดวงตาของเธอ “ข้ารู้ ถังถังมาบอกข้าก่อนหน้านี้”

“อะไรกัน เสด็จอาเล็กอยากจะติดสินบนข้าไม่ให้ถังถังออกจากวังหรือ?”

“ในความเป็นจริง มันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่ถังถังอยากจะไปร่ำเรียนที่หุบเขาหมอเทวดา ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอาจารย์ตกลงที่จะรับนางเข้าหุบเขาด้วยตัวเอง ทำไมท่านถึงยังคัดค้านอีกล่ะ?”

“เจ้าคิดว่าข้ามาที่นี่เพื่อขอให้เจ้าขวางไม่ให้นางไปหรือ?” เซียวถังอี้หันหลังและกระโดดลงจากต้นไม้ นั่นทำให้เสื้อคลุมสีม่วงของเขาปลิวไปตามสายลมราวกับผีเสื้อราตรี “ถ้าข้าไม่อยากให้นางไปหุบเขาหมอเทวดาจริง ๆ ข้ามีอีกหลายวิธีที่จะห้ามนาง”

“แล้วท่านคิดจะทำอะไรล่ะ?” มู่ไป๋ไป่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พอเธอรู้ตัวอีกที เขาก็กระโดดมาที่หน้าต่างแล้ว เธอจึงหลบตาเขาก่อนจะหันมาจ้องหน้าเขากลับอีกครั้ง

จากนั้นคนหนึ่งตัวใหญ่คนหนึ่งตัวเล็กก็มองหน้ากันเงียบ ๆ ผ่านหน้าต่างใต้แสงจันทร์

“ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าจับตาดูนางเอาไว้” เซียวถังอี้วางมือไว้ที่ขอบหน้าต่างก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “นางซื่อบื้อไปหน่อย การที่นางอยู่ในหุบเขาหมอเทวดาจะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เจ้าช่วยข้าจับตาดูนางหน่อยก็แล้วกัน อย่าให้นางต้องทำให้ข้าอับอาย”

“...” คนที่ถูกไหว้วานนิ่งเงียบไป

เซียวถังอี้ไม่ชอบเซียวถังถังมากขนาดนี้เลยหรือ?

ก่อนหน้านี้ที่เขาปฏิเสธไม่ยอมให้น้องสาวเดินทางไปที่หุบเขาหมอเทวดา เธอคิดว่าเขาไม่อยากแยกจากน้องสาวเสียอีก

ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะคิดมากเกินไป

เจ้าสัตว์ประหลาดคนนี้ก็ยังเป็นสัตว์ประหลาดที่เข้าใจยากอยู่วันยังค่ำ

“ถังถังเป็นสหายของข้า เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ข้าสามารถช่วยได้โดยที่เสด็จอาไม่จำเป็นจะต้องมาบอก” มู่ไป๋ไป่ตบหน้าอกตัวเองเป็นการให้คำมั่น “และแม้ว่านางจะเกิดเรื่องในหุบเขาหมอเทวดา ข้าจะออกหน้าช่วยเหลือนางโดยที่ไม่เกี่ยวกับคำไหว้วานของเสด็จอาอย่างแน่นอน”

สิ่งที่มู่ไป๋ไป่ไม่รู้ก็คือ เธอถูกเซียวถังถังหลอกเพราะคำพูดกระตือรือร้นของนาง

ภายใต้หน้ากากสีเงิน ดวงตาคมดุของเซียวถังอี้หรี่ลงเล็กน้อย และมีประกายบางอย่างแล่นผ่านดวงตาของเขา “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เจ้าพูดเมื่อกี้”

“ทำไมข้าต้องเสียใจด้วย?” มู่ไป๋ไป่ทำหน้าไม่พอใจ “ข้า มู่ไป๋ไป่ผู้นี้พูดได้ทำได้!”

“การรับปากใครบางคนนั้นทำได้ยาก” ถัดมา เด็กหนุ่มหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนให้เด็กหญิง “เจ้าควรเก็บสิ่งนี้เอาไว้ แต่มันจะเป็นการดีที่สุดที่เจ้าจะไม่เอามันออกมาใช้”

หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังจากไป

มู่ไป๋ไป่ยกสิ่งที่เขาโยนมาให้ขึ้นดูแล้วเห็นว่ามันเป็นจี้หยกที่ถูกแกะสลักเป็นรูปกิเลน มันคือหยกเนื้อดีที่ถูกแกะสลักอย่างงดงาม

“นี่! ทำไมท่านถึงมอบจี้หยกให้ข้าล่ะ?” คนตัวเล็กตะโกนตามหลังเงาร่างที่เกือบจะหายไปในความมืดมิด “นอกจากนี้ ท่านหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าเป็นการดีที่สุดที่จะไม่ใช้มัน?”

อย่างไรก็ตาม เซียวถังอี้ไม่ได้หันมาตอบคำถามของเธอและหายตัวไปจากตำหนักอิ๋งชุน

หลังจากมู่ไป๋ไป่ถูกเจ้าสัตว์ประหลาดขัดจังหวะการนอน ความง่วงงุนของเธอก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เธอไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักนิด

ตั้งแต่นั้นเธอก็เล่นจี้หยกรูปกิเลนในมือจนถึงรุ่งสาง

แต่เธอไม่รู้ว่าตัวเองคิดไปเองหรือไม่ เมื่อคืนเธอรู้สึกอบอุ่นกว่าปกติมากโดยเฉพาะบริเวณมือที่กำจี้หยกเอาไว้

และแล้วเวลา 3 วันก็ผ่านไปในพริบตา ในไม่ช้าก็ถึงเวลาที่มู่ไป๋ไป่กับเซียวถังถังจะต้องเดินทางออกจากวังมุ่งหน้าไปยังหุบเขาหมอเทวดา

ในวันนี้ ทุกคนในวังหลังออกมารวมตัวกันที่ด้านหน้าประตูวังหลวงเพื่อส่งองค์หญิงหก

ปัจจุบันมู่ไป๋ไป่ได้ผลัดเปลี่ยนจากสวมเสื้อผ้าผู้สูงศักดิ์ในวังหลวงมาเป็นสวมชุดลูกศิษย์สีขาวของหุบเขาหมอเทวดา ผมของเธอก็ถูกมัดเกล้าสูงเรียบร้อยกว่าปกติ ทำให้เธอดูเหมือนลูกศิษย์ของหุบเขาหมอเทวดาขึ้นมา

ส่วนเซียวถังถัง แม้ว่านางจะแต่งตัวเหมือนกับเธอ แต่อีกฝ่ายก็มีรัศมีไร้เดียงสาล้อมรอบกายที่ทำให้รู้สึกมันเขี้ยวอยากจะหยิกแก้มนางสักที

“ท่านพ่อ ท่านย่า ท่านแม่ ท่านพี่ ขอบคุณที่พวกท่านมาส่งไป๋ไป่ที่นี่” บัดนี้ร่างเล็กไปยืนอยู่ด้านข้างม้าตัวใหญ่และโค้งคำนับให้กับทุกคนที่มาส่งตน “หากไป๋ไป่เดินทางถึงหุบเขาหมอเทวดาแล้ว ไป๋ไป่จะส่งจดหมายกลับมาบ่อย ๆ เพคะ”

“ไป๋ไป่…” ไทเฮายกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาของตัวเองเบา ๆ พระนางไม่อยากจากลาหลานสาวที่น่ารักคนนี้เลย ไม่รู้ว่าเมื่อใดทั้งคู่จะได้พบกันอีก มันจึงทำให้พระนางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าเสียใจ

ทางด้านซูหว่านถึงแม้ว่าจะทำใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่ดวงตาของนางกลับแสดงออกว่าไม่เต็มใจที่จะจากลากับลูกสาว เพราะถึงอย่างไรนางก็มีแก้วตาดวงใจคนนี้เพียงคนเดียว หลังจากที่ไม่มีเจ้าตัวป่วนคอยอยู่ข้างกายแล้ว นางคงจะรู้สึกเหงามาก ๆ

เมื่อเทียบกันแล้ว มู่เทียนฉงกับมู่จวินฝานยังมีความยับยั้งชั่งใจมากกว่า

“ไป๋ไป่ การเดินทางในครั้งนี้เจ้าจะต้องดูแลตัวเองให้ดี” ฮ่องเต้หนุ่มสัมผัสหัวเล็ก ๆ ของลูกสาวตัวน้อยเบา ๆ “แต่เจ้าต้องจำเอาไว้ว่าเจ้าเป็นลูกสาวของเราคนนี้ ลูกสาวสุดที่รัก มันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ดูเหมือนว่ามู่เทียนฉงกำลังบอกมู่ไป๋ไป่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเขากำลังเตือนคนของหุบเขาหมอเทวดา

แม้ว่าเซียวถังอี้จะเป็นคนรับรองหุบเขาหมอเทวดา แต่เขาก็ยังเป็นกังวลไม่คลาย

นั่นเป็นเหตุผลที่เขาจงใจพูดประโยคนั้นต่อหน้าเจียงเหยา

หมอสาวเองก็เข้าใจได้ว่าฝ่าบาทต้องการจะสื่ออะไร และนางก็แอบบ่นอุบอิบในใจว่าเขาก็เหมือนกับเซียวถังอี้ แต่ภายนอกใบหน้าของนางกลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาทอย่าได้ทรงเป็นกังวลไปเลยเพคะ หุบเขาหมอเทวดาของเราไม่ยอมให้ลูกศิษย์คนใดต้องได้รับความคับข้องใจแม้เพียงเล็กน้อย”

จบบทที่ บทที่ 250: ติดสินบน

คัดลอกลิงก์แล้ว