เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 241: ลี่เฟยกับราชครูสมรู้ร่วมคิดกัน

บทที่ 241: ลี่เฟยกับราชครูสมรู้ร่วมคิดกัน

บทที่ 241: ลี่เฟยกับราชครูสมรู้ร่วมคิดกัน


“ท่านจ้าวอสูร ท่านมีอะไรอยากจะสอบถามเพิ่มเติมหรือไม่?” งูดำศีรษะโอนเอนไปมาราวกับว่ามันใช้พละกำลังทั้งหมดเพื่อเล่าเรื่องเมื่อครู่นี้ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ท่านให้เรากลับไปนอนต่อได้หรือไม่?”

งูตัวอื่นก็ทำตาปรือหมดเรี่ยวหมดแรง คล้ายกับว่าพวกมันจะผล็อยหลับตรงนั้นได้ทุกเมื่อ เนื่องจากพวกมันอยู่ในฤดูจำศีล พวกมันจึงนอนอยู่ในรูตลอดทั้งวัน

“ไม่มี ไม่มีอะไรแล้ว” มู่ไป๋ไป่ปรบมือ “พวกเจ้าไปเถอะ”

“ขอรับ” งูดำพยักหน้า จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นประหนึ่งว่ามันนึกอะไรบางอย่างได้ ก่อนที่มันจะเอ่ยปากถามว่า “ท่านจ้าวอสูร ท่านให้คนรับใช้ของท่านส่งพวกเรากลับไปได้หรือไม่?”

“ข้างนอกอากาศหนาว...”

“...”

นี่เป็นฤดูที่งูจำศีลจริง ๆ สินะ

ในเมื่อเธอเป็นคนนำพวกงูมาสอบปากคำที่นี่ ดังนั้นเธอก็ควรจะพาพวกมันกลับไปส่งที่บ้าน เธอจึงเรียกเจี่ยอีซึ่งรออยู่ที่ประตูให้เข้ามา และสั่งให้เขานำงูกลับไปที่อุทยานหลวงดังเดิม

“องค์หญิงสอบถามแล้วหรือยังเพคะ?” หลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงที่รอองครักษ์หนุ่มออกไปเดินเข้ามาถามอย่างสงสัย “ได้คำตอบอะไรหรือไม่เพคะ?”

“แน่นอนว่าต้องได้สิ” มู่ไป๋ไป่เดินไปนั่งบนเก้าอี้แล้วแกว่งขาสั้น ๆ ไปมาในอากาศพลางพูดว่า “แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ข้ายังไม่เข้าใจ”

“หา?” หลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงหันมามองหน้ากัน ทั้งคู่รู้ว่าหัวสมองน้อย ๆ ของพวกเขาคงไม่สามารถช่วยองค์หญิงหกแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงแนะนำอีกฝ่ายไปว่า “องค์หญิง เหตุใดพระองค์ถึงไม่ถามท่านอ๋องล่ะเพคะ?”

“ท่านอ๋องสัญญาว่าจะช่วยพวกเราไม่ใช่หรือ?”

“ในเมื่อเขารับปากว่าจะช่วย ถ้าพระองค์คิดอะไรไม่ออกก็น่าจะไปถามเขาได้”

คำแนะนำนั้นทำให้ดวงตาของมู่ไป๋ไป่เป็นประกายทันที “เจ้าพูดถูก! ข้าต้องไปถามเซียวถังอี้เกี่ยวกับสถานการณ์ของท่านพ่อ”

หลังจากที่คนตัวเล็กพูดจบ เธอก็วิ่งไปที่ตำหนักของเจ้าสัตว์ประหลาดโดยมีแมวอ้วนตัวสีส้มอยู่ในอ้อมแขน

เจ้าส้มผู้น่าสงสารถูกลมหนาวพัดขนปลิวว่อนจนมันต้องโวยวายขึ้นมาว่า “แง้ววว! มู่ไป๋ไป่ นี่เจ้าคิดจะฆ่าข้าอย่างนั้นหรือ? นี่มันจะหนาวเกินไปแล้วนะ!”

“เจ้ารีบพาแมวตัวนี้กลับเข้าไปในห้องอุ่น ๆ บัดเดี๋ยวนี้”

“ไม่อย่างนั้น ข้าจะฝากยันต์ 5 แถวไว้บนหน้าเจ้า!”

“นี่เจ้าส้ม เจ้าอย่าเอาแต่นอนอุตุอยู่ในห้องตลอดเวลาสิ ช่วงนี้น้ำหนักเจ้าขึ้นเยอะเกินไปแล้ว” มู่ไป๋ไป่ลูบขนเรียบ ๆ ของอีกฝ่ายแล้วพูดเกลี้ยกล่อมมัน “ปกติท่านแม่ดีกับเจ้ามาก ตอนนี้นางเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เจ้าต้องทำอะไรสักอย่างใช่หรือไม่?”

“เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับว่านางทำดีกับข้าหรือไม่ แต่ถ้าเจ้าอยากเจอเซียวถังอี้ ทำไมเจ้าต้องพาข้าไปด้วย!” เจ้าส้มประท้วงออกมา “หรือว่าเจ้ากลัวเขา?”

“ใครบอกว่าข้ากลัวเขา!” มู่ไป๋ไป่โต้กลับทันควัน “ข้าแค่คิดว่าการไปพบเขาเพียงลำพังมันดูจะน่าอายไปสักหน่อย”

“พาเจ้าไปด้วยอย่างน้อยข้าก็มีเพื่อน”

“ใครเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว” แมวตัวโตที่ได้ยินข้ออ้างของเจ้าตัวเล็กกลอกตามองบน ก่อนที่มันจะพูดว่า “เมื่อก่อนเจ้ายังไปที่ตำหนักของเซียวถังอี้อยู่ทุกวัน ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกว่าเจ้าอายตรงไหนเลย”

เด็กหญิงยิ้มแห้ง ๆ พลางเกาปลายจมูกตัวเอง

เจ้าส้มพูดถูก

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไปพบเซียวถังอี้แบบจริงจังหลังจากที่วิ่งวุ่นสืบสวนเหตุการณ์ระหว่างซูหว่านกับลี่เฟย

ตามปกติแล้วเธอชอบทำตัววุ่นวายอยู่ต่อหน้าเจ้าสัตว์ประหลาด แต่เธอก็ไม่คุ้นเคยกับการทำอะไรที่เป็นทางการเช่นนี้

ถึงกระนั้นเธอก็ยังโชคดี เพราะเมื่อเธอมาถึงตำหนักของอีกฝ่าย เขาก็กำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่

นอกจากนี้ ช่างหาได้ยากที่เซียวถังอี้จะสวมชุดสีเงินซึ่งมันเข้ากันได้ดีกับหน้ากากสีเงินบนใบหน้าของเขา

“หา วันนี้เป็นวันอะไรกัน?” มู่ไป๋ไป่มองชายตรงหน้าแล้วพูดติดตลกว่า “ปกติแล้วท่านชอบใส่ชุดสีดำทำให้ดูลึกลับไม่ใช่หรือ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นใส่เสื้อผ้าสีสว่างสักที”

“หรือท่านจงใจเปลี่ยนชุดเพื่อไปพบใครบางคน?”

เด็กหนุ่มวางถ้วยและตะเกียบในมือลง จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดปากที่องครักษ์ด้านข้างส่งมาเช็ดปากเบา ๆ ก่อนจะถามว่า “มีอะไรหรือ?”

“เอ่อ…” เด็กหญิงสอดสายตามองไปรอบ ๆ เธอเห็นว่าอาหารเช้าพร่องไปน้อยมาก เธอจึงหยิบขนม 2 ชิ้นมายัดเข้าปากแล้วพูดว่า “ข้ารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในอุทยานหลวง แต่ข้ายังคงมีเรื่องสงสัยอยู่”

“ท่านแม่ของข้าไม่ปฏิเสธคำกล่าวหาของลี่เฟย ทั้งที่ความจริงแล้วนางกลัวงูจึงสะดุดล้มลงไป”

เซียวถังอี้เลิกคิ้วขึ้นเงียบ ๆ “แล้ว?”

“ดังนั้น ตอนนี้ข้าสงสัยว่าลี่เฟยกับราชครูมีความสัมพันธ์กันอย่างไร” มู่ไป๋ไป่ตอบคร่าว ๆ “แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐาน แต่สัญชาตญาณของข้าบอกว่ามันเป็นเช่นนั้น”

ระหว่างที่เธอเดินมาที่นี่ เธอก็คิดถึงสิ่งที่ทำให้ลี่เฟยมั่นใจว่าท่านแม่ของเธอจะไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหา

หลังจากคนตัวเล็กคิดไตร่ตรองอยู่นาน มันก็มีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

นั่นก็คือเรื่องนี้ลี่เฟยกับราชวงศ์ร่วมมือกัน ดังนั้นซูหว่านจึงกังวลว่าเธออาจจะเป็น ‘ต้นเหตุภัยพิบัติ’ ที่ถูกกล่าวถึง นางจึงยอมรับข้อกล่าวหาและปฏิเสธที่จะบอกความจริงกับเธอ

ลี่เฟยจึงฉวยโอกาสนี้ใส่ร้ายท่านแม่โดยที่อีกฝ่ายไม่อาจทำอะไรได้

แต่เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าลี่เฟยได้คิดเอาไว้ล่วงหน้าเรื่องการสูญเสียบุตรของตัวเองหรือไม่

ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง เธอก็อยากถอนหายใจหนัก ๆ สักที เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้หญิงคนนี้ช่างโหดร้ายทารุณมากจริง ๆ แม้แต่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งนางก็ยังกล้าทำได้ลงคอ นี่นางยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่หรือไม่?

“นี่ ๆๆ เจ้าอย่าเอาแต่กินคนเดียวสิ” เจ้าส้มที่อยู่ในอ้อมแขนของมู่ไป๋ไป่เริ่มโวยวายขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเธอเอาแต่กินอยู่ฝ่ายเดียวไม่ยอมแบ่งมันกินด้วย “เอามาให้ข้าด้วย ข้าอยากกินซาลาเปาไส้เนื้อ”

มู่ไป๋ไป่แบ่งอาหารที่เธอเพิ่งหยิบออกมาครึ่งหนึ่งแล้วส่งให้แมวจอมตะกละ ก่อนจะหันไปมองเซียวถังอี้ที่ยังนิ่งเงียบอยู่ “ท่านคิดว่าอย่างไร?”

ขณะเดียวกัน ชิงหานที่ยืนอยู่ด้านข้างเหลือบมองเจ้านายของตัวเองเงียบ ๆ เขารู้สึกว่าการคาดเดาขององค์หญิงหกนั้นไม่มีเหตุผลเลย มันฟังดูเหมือนเป็นการจินตนาการขึ้นมาเองเท่านั้น อีกทั้งไม่มีคนอื่นอยู่ในเหตุการณ์เลยนอกจากคู่กรณีทั้ง 2

“มีความเป็นไปได้” เซียวถังอี้พยักหน้าเห็นด้วย “ช่วงเวลาที่ราชครูปรากฏตัวนั้นมันบังเอิญเกินไป ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าเขาได้ติดต่อกับคนในวังหลังหรือไม่ แต่ข้าไม่ได้สงสัยลี่เฟย”

“...” ชิงหานนิ่งอึ้งมองผู้เป็นนาย เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคล้อยตามไปกับคำพูดขององค์หญิงหก

“แล้วในตอนแรกท่านสงสัยใคร?” มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วถาม

เด็กหนุ่มเงยหน้ามองเด็กหญิงแล้วตอบว่า “หรงเฟย”

จู่ ๆ มู่ไป๋ไป่ก็คิดขึ้นมาได้ว่าหรงเฟยต้องการจะฆ่าเธอตอนอยู่ที่วัดฮู่กั๋ว ซึ่งมันมีความเป็นไปได้สูงมากที่นางอาจจะสมรู้ร่วมคิดกับบุคคลภายนอกเพื่อกล่าวโทษเธอ

“แต่ฟังจากสิ่งที่เจ้าเพิ่งพูด ข้าคิดว่าลี่เฟยมีแนวโน้มมากกว่า” เซียวถังอี้วางผ้าเช็ดหน้าลงแล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมลี่เฟยจึงไม่มีทายาทหลังจากที่เข้ามาอยู่ในวังหลังหลายปี”

คนตัวเล็กสะดุ้งตกใจก่อนจะส่ายหัว

เธออายุเพียง 4 ขวบย่างเข้า 5 ขวบ เธอจะรู้ความลับเช่นนี้ของคนในวังหลังได้อย่างไร

ในไม่ช้าเซียวถังอี้ก็ให้คำตอบกับเธอ

“เพราะลี่เฟยไม่สามารถมีบุตรได้”

“อะไรนะ!” มู่ไป๋ไป่อ้าปากค้างเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด “แต่นางเพิ่งสูญเสียบุตรไปเอง! หรือว่าหมอหลวงทุกคนถูกนางซื้อตัวไปหมดแล้ว?”

ทันใดนั้นความเป็นไปได้มากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ซึ่งแต่ละความคิดนั้นทำให้เธอหวาดหวั่นมาก

“ก็ไม่แน่เสมอไป” เด็กหนุ่มส่ายหัวก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ข้าส่งคนไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เรื่องที่ลี่เฟยสูญเสียบุตรในครั้งนี้ไม่มีการติดสินบนใด ๆ”

“ถ้าเช่นนั้น… ภาวะมีบุตรยากครั้งก่อนคือการวินิจฉัยผิดพลาดหรือ?” มู่ไป๋ไป่เกาหัวเบา ๆ “แต่ว่าลี่เฟยสามารถมีบุตรได้หรือไม่นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการที่นางสมรู้ร่วมคิดกับราชครูอย่างนั้นหรือ?”

เซียวถังอี้แตะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า “ข้าไม่รู้ แต่สัญชาตญาณบอกข้าว่าทั้ง 2 มีความเกี่ยวข้องกัน”

“...”

นี่มันแทบจะเหมือนกับคำตอบของเธอก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

ขณะที่เด็กหญิงกำลังจะพูดบางสิ่งเพิ่มเติม เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก

จบบทที่ บทที่ 241: ลี่เฟยกับราชครูสมรู้ร่วมคิดกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว