เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 240: ความจริง

บทที่ 240: ความจริง

บทที่ 240: ความจริง


กว่าที่มู่ไป๋ไป่จะได้เข้านอนก็เกือบจะรุ่งสางแล้ว ถึงกระนั้นเธอก็ตื่นขึ้นมาหลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่นาน

เมื่อตื่นนอนและทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เธอก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักฉือซิ่งเพื่อคารวะไทเฮาตามปกติ จากนั้นจึงไปคารวะมู่เทียนฉง

เนื่องจากฮ่องเต้หนุ่มไม่ได้เข้าประชุมเช้า เธอจึงไม่ได้พบเขา

เด็กหญิงที่ได้รับรายงานดังนั้นก็กลับมาอย่างสงบ

เวลาต่อมา เธอมุ่งหน้าไปที่ห้องครัวเพื่อปรุงอาหารส่งไปให้ผู้เป็นพ่อ เสร็จแล้วเธอก็กลับไปยังตำหนักอิ๋งชุน

เดิมทีเธออยากจะไปพูดคุยกับหว่านผิน แต่ทันทีที่เธอกลับมาถึง เธอก็ได้ยินว่ามู่จวินฝานเสด็จมา เธอจึงรีบวิ่งไปหาเขา

“ท่านพี่รัชทายาท!” คนตัวเล็กไม่ได้เจอพี่ชายคนโตมาหลายวันแล้ว ในเวลาเช่นนี้เขาไม่ได้หลบเลี่ยงเธอ อีกทั้งเขายังมาหาเธอที่ตำหนักอิ๋งชุนด้วยตัวเอง นั่นทำให้เธอรู้สึกประทับใจมาก

“ไป๋ไป่” มู่จวินฝานกำลังดื่มชารออยู่ในสวน พอเขาได้ยินเสียงเรียกของน้องสาว มุมปากของเขาก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”

“ข้ากลับมาแล้ว!” มู่ไป๋ไป่รีบพุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของอีกฝ่าย เธอกอดเขาเต็มแรงและหยอกล้อกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้น

“ท่านพี่รัชทายาท ทำไมวันนี้ท่านถึงมาหาข้าได้ล่ะ? ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านยุ่งมาก”

“มีเรื่องเกิดขึ้นกับตำหนักอิ๋งชุน ไม่ว่าข้าจะยุ่งมากเพียงใด ข้าก็ยังต้องมาดูสักหน่อย” เด็กหนุ่มกอดน้องสาวและมองนางด้วยสายตาจริงจังในขณะที่ถามว่า “ทำไมเจ้าไม่รีบส่งคนไปส่งข่าวให้ข้าตั้งแต่เมื่อวาน?”

“เจ้าลืมพี่ชายคนนี้ไปแล้วหรือ?”

“ไม่ใช่!” มู่ไป๋ไป่รีบส่ายหัวปฏิเสธเพราะกลัวว่าเขาจะเข้าใจตนผิด “ข้าเองก็เพิ่งรู้เรื่องของท่านแม่ตอนดึกมากแล้ว ข้ายุ่งอยู่กับการสอบสวนจนลืมส่งคนไปรายงานข่าวที่ตำหนักท่านพี่เสียสนิทเลย”

“เจ้าไม่ได้ลืมพี่จริง ๆ ใช่หรือไม่?” มู่จวินฝานถามย้ำอีกครั้ง

“จริงแท้แน่นอนเพคะ!” คนตัวเล็กตอบเสียงหนักแน่น เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ใครกันที่บอกว่าการจะขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดจะต้องโหดเหี้ยม? คนพวกนั้นต้องมาดูพี่ชายคนโตของเธอเสียก่อน!

“ดีแล้ว” เด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความโล่งอกและลูบหัวของน้องสาวด้วยความเอ็นดู “วันนี้สถานการณ์ในวังหลวงค่อนข้างซับซ้อน”

“เจ้าไม่สามารถลงมือได้ด้วยตัวเอง”

“ข้าได้ส่งคนไปสืบสวนเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานน่าจะได้ข่าว”

“ท่านพี่รัชทายาทไม่ต้องกังวล” มู่ไป๋ไป่ดึงแขนเสื้อพี่ชายแล้วยิ้มอย่างมีความสุข “เซียวถังอี้มาหาข้าเมื่อคืน เขารับปากว่าจะช่วยข้า!”

หลังจากเด็กหญิงได้ยินสิ่งที่เซียวถังอี้บอกเมื่อวานนี้ เธอก็รู้สึกชาที่หัวใจเล็กน้อย สิ่งต่าง ๆ ประดังประเดเข้ามามากมายภายในคืนเดียวจนเธอตั้งรับแทบไม่ทัน

นอกจากนี้มู่เทียนฉงยังไม่ให้เธอเข้าพบเมื่อเช้า นั่นทำให้เธออดเป็นกังวลไม่ได้ เธอทำได้เพียงทำอาหารส่งไปให้เขาเท่านั้น

แต่ปัจจุบันความไม่สบายใจและความผิดหวังทั้งหมดได้ถูกขจัดออกไปเพราะพี่ชายคนโต

เธอรู้ว่าในวังหลวงแห่งนี้ยังมีคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเธอโดยไม่มีเงื่อนไข อีกทั้งเธอไม่ได้สู้กับศัตรูเพียงลำพัง

“จริงหรือ?” มู่จวินฝานรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรน้องสาวของเขากับเสด็จอาก็ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้ในระหว่างที่เดินทางไปชายแดน

“จริง ๆ นะเพคะ” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าพร้อมกับยิ้มแฉ่ง “ท่านพี่รัชทายาท แม้ว่าเซียวถังอี้จะเป็นคนที่น่ารำคาญไปสักหน่อย แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนดีมาก”

เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ “ข้าไม่ค่อยได้ยินเจ้าพูดเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับเสด็จอาเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในเมื่อเสด็จอายินดีช่วยเหลือเจ้า เช่นนี้ข้าก็ค่อยโล่งใจหน่อย”

จากนั้นมู่จวินฝานก็ไม่ได้รั้งอยู่ที่ตำหนักอิ๋งชุนนานมากนัก เขากำชับให้มู่ไป๋ไป่ส่งคนไปแจ้งเขาทันทีหากนางต้องการอะไร แล้วเขาก็ได้ทิ้งองครักษ์เงาเอาไว้คอยรับใช้นางด้วย

“เจี่ยอี ท่านช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่?” จู่ ๆ คนตัวเล็กก็เกิดความคิดขึ้นมา เธอจึงไหว้วานให้เขาช่วยงานบางอย่าง “ท่านช่วยไปที่อุทยานหลวงเพื่อจับสัตว์ที่อยู่แถวนั้นกลับมาให้ข้าที”

“สัตว์?” องครักษ์หนุ่มทำหน้าสับสน “องค์หญิงหก พระองค์ต้องการสัตว์ชนิดใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ตัวอะไรก็ได้เอามาเถอะ!” มู่ไป๋ไป่ยิ้มกว้าง “ขอแค่ให้มันมีชีวิตอยู่ก็พอ!”

เธอเกือบลืมไปแล้วว่าแม้นเมื่อวานนี้จะไม่มีบุคคลที่ 3 อยู่ในอุทยานหลวง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี ‘สิ่งอื่น’ ที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น

ขอเพียงแค่เธอจับสัตว์ที่อยู่แถวนั้นมาได้สัก 2-3 ตัวแล้วนำมาสอบสวน เรื่องทุกอย่างอาจจะถูกเปิดเผยใช่หรือไม่?

ทันทีที่เจี่ยอีได้รับคำสั่งแปลก ๆ เขาก็แยกตัวออกไป เวลาผ่านไปไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับกระสอบที่บรรจุงูหลายตัว

“องค์หญิงหก เนื่องจากหิมะตกหนักจนเกินไป งูพวกนี้จึงเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถพบได้ในอุทยานหลวง” องครักษ์หนุ่มพูดขณะที่วางกระสอบลงด้วยท่าทางรังเกียจเล็กน้อย

องครักษ์เงาของรัชทายาทผู้สง่างามจะต้องมาทำตามคำสั่งเด็กคนหนึ่งให้ไปจับงูในสวน

หากองครักษ์เงาคนอื่นรู้เรื่องนี้เข้า คนพวกนั้นจะต้องล้อเลียนเขายันลูกบวชแน่

ปัจจุบันงูพวกนี้กำลังจำศีล ตอนที่พวกมันถูกขุดออกมา พวกมันก็พยายามเลื้อยหนีเพียงอย่างเดียว จึงทำให้การจับสัตว์ในครั้งนี้ไม่ยากนัก

ถัดมา มู่ไป๋ไป่นั่งลงแล้วยื่นมือออกไปสะกิดพวกมันเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “พวกมันยังไม่ตาย!”

“องค์หญิงหก พระองค์จะทำอย่างไรกับงูพวกนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจี่ยอีอดไม่ได้ที่จะถามออกมา เขาได้รับคำสั่งจากองค์รัชทายาทให้คอยช่วยเหลือเด็กหญิงในการสืบสวนเรื่องของหว่านผินผู้เป็นแม่ของนาง เขาจึงสงสัยว่าการจับงูมาให้นางมันเกี่ยวข้องกับการสืบสวนอย่างไร

“อืม…” มู่ไป๋ไป่เผยรอยยิ้มลึกลับให้กับอีกฝ่าย “ความลับน่ะ”

ต่อมา จื่อเฟิงและหลัวเซียวเซียวก็ช่วยกันพาตัวองครักษ์หนุ่มออกไปอย่างรู้งาน จากนั้นทั้ง 2 คนก็เฝ้าอยู่หน้าประตูห้องขององค์หญิงหกเหมือนยักษ์เฝ้าประตูในตำนาน

จนกระทั่งเหลือเธอเพียงคนเดียวในห้องเท่านั้น เธอก็เอ่ยถามงูว่า “เจ้างูน้อย เมื่อวานเจ้าเห็นหรือได้ยินอะไรในอุทยานหลวงบ้างหรือไม่?”

“ท่านจ้าวอสูร…” งูหลายตัวเงยหน้าขึ้นอย่างเกียจคร้านและก้มศีรษะให้มู่ไป๋ไป่ “คารวะท่านจ้าวอสูร”

“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธี รีบเงยหน้าขึ้นเถอะ” เด็กหญิงกล่าวพลางโบกมือไหว ๆ “เจ้าตอบข้าก่อน...”

“เมื่อวานเรากำลังจำศีลอยู่ในสวน” งูตัวหนึ่งพูดออกมาช้า ๆ “เราไม่ได้ยินอะไรเลย”

“...”

ปฏิกิริยาเฉยชาของพวกมันทำให้คนตัวเล็กรู้สึกอารมณ์เสียไม่น้อย

“เจ้าลองทบทวนใหม่อีกครั้ง เรื่องนี้สำคัญกับข้ามาก”

“เมื่อวานตอนบ่ายเจ้าได้ยินเสียงผู้หญิง 2 คนหรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่พยายามให้พวกมันย้อนนึกถึงความทรงจำที่ผ่านมา

ยามนี้งูหลายตัวดูเหมือนจะเหนื่อยมาก ดังนั้นพวกมันจึงเลื้อยตัวนอนหมอบอยู่บนพื้น ในขณะที่มันเอ่ยว่า “อา… ท่านจ้าวอสูร พอท่านพูดเช่นนี้ ดูเหมือนว่าข้าจะนึกอะไรขึ้นมาได้”

“มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ส่งเสียงน่ารังเกียจปลุกข้าให้ตื่น”

“ดูเหมือนว่า—” ก่อนที่งูตัวนั้นจะทันได้พูดอะไรต่อ จู่ ๆ งูเขียวก็พูดแทรกขึ้นมา “ข้าเองก็จำได้เหมือนกัน ผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะพูดถึงหว่านผินแล้วเรื่องอื่น ๆ ที่ข้าจำได้ไม่ชัดเจน แต่มันเป็นคำที่ไม่น่าฟังทั้งสิ้น”

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินคำบอกเล่าของพวกงูตกใจมาก

ถูกต้องแล้ว ผู้หญิงที่ว่านั้นจะต้องเป็นลี่เฟยแน่นอน

“ใช่ ๆ” งูดำเงยหน้าขึ้น “ผู้หญิงคนนั้นสารเลวยิ่งนัก เพราะนางเดินผ่านบริเวณที่ข้าจำศีลจึงทำให้ข้าสะดุ้งตื่น แถมยังใส่ร้ายข้าบอกว่าข้าทำให้นางกลัวด้วย”

“ข้าจึงไล่นางออกไป ทำให้นางตกใจจนล้มลง”

“ฮ่า ๆๆ!”

“นางล้ม?!” มู่ไป๋ไป่จ้องงูตัวที่พูดเขม็ง “เจ้าคือตัวที่ทำให้นางตกใจกลัวหรือ?”

“ใช่แล้ว!” งูดำไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงพยักหน้าตอบรับอย่างภาคภูมิใจ “นี่เป็นเรื่องจริง! ตอนนั้นมีคนเฝ้าดูอยู่ ถ้าท่านจ้าวอสูรไม่เชื่อ ท่านสามารถไปขอคำยืนยันจากคนผู้นั้นได้”

“ข้าจำได้ว่าคนคนนั้นใส่ชุดสีฟ้าที่ดูงดงามมาก”

ชุดสีฟ้า!

เมื่อวานซูหว่านสวมชุดฟ้าไม่ใช่หรือ?

มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหลาดใจมาก เธอไม่คาดคิดว่าจะได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเร็วเช่นนี้

ที่แท้ลี่เฟยก็ตกใจกลัวงูจึงล้มลง จากนั้นนางก็ใส่ร้ายป้ายสีท่านแม่ของเธอ

“!!!”

แต่ลี่เฟยจะแน่ใจได้อย่างไรว่าซูหว่านจะไม่กล้าพูดอะไร?

มู่ไป๋ไป่ยกมือขึ้นลูบคางและจมดิ่งเข้าไปในความคิดของตัวเอง

จบบทที่ บทที่ 240: ความจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว