เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 232: ข้าจำเป็นต้องขอแต่งงานหรือไม่

บทที่ 232: ข้าจำเป็นต้องขอแต่งงานหรือไม่

บทที่ 232: ข้าจำเป็นต้องขอแต่งงานหรือไม่


“ท่านพ่อ ไป๋ไป่คิดถึงท่านที่ซู้ดดด!” มู่ไป๋ไป่กล่าวพร้อมกับยิ้มหวาน “ไป๋ไป่คิดถึงท่านทุกวันเลย!”

“มีเจ้าคนเดียวที่ปากหวานเช่นนี้” มู่เทียนฉงกลั้นยิ้มก่อนจะส่งสายตาดุมองอีกฝ่าย “แล้วตอนที่เจ้าแอบหนีไปกับเสด็จพี่ของเจ้า เจ้าเคยคิดถึงเราบ้างหรือไม่?”

ในเวลานั้นเขาตกใจมากที่ได้รู้จากจดหมายของมู่จวินฝานว่ามู่ไป๋ไป่ได้ติดตามพี่ชายไปที่ชายแดนเช่นกัน แต่พวกเขาก็ออกเดินทางไปไกลแล้ว

มันสายเกินไปที่จะไปนำตัวเจ้าตัวเล็กกลับมาในตอนนั้น

ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องจำใจตอบตกลงและบอกให้มู่จวินฝานดูแลมู่ไป๋ไป่ให้ดี

“แหะ ๆ...” เด็กหญิงกลอกตาไปมาในขณะที่หัวสมองคิดหาเหตุผล “ไป๋ไป่ใคร่อยากช่วยท่านพ่อ… ดูสิเพคะ คราวนี้ไป๋ไป่ได้มีส่วนร่วมด้วย”

“ไม่เชื่อท่านก็ถามเสด็จอาดูสิ!”

เซียวถังอี้ที่ตามมาข้างหลังกำลังลงจากม้าแล้วเดินไปหามู่เทียนฉง จากนั้นเขาก็ทำความเคารพอีกฝ่ายก่อนจะพูดว่า “เจ้าจะให้ข้าตอบอย่างไร เจ้าไปก่อเรื่องเอาไว้ตั้งมากมาย”

“อยากให้ข้าบอกเสด็จพ่อของเจ้าหรือไม่ล่ะว่าเจ้าไปทำอะไรมาบ้าง?”

“ข้าจะไปก่อเรื่องได้อย่างไร!” คนตัวเล็กปฏิเสธทันควัน “ก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าข้าเก่งมากเพียงใด!”

“จริงหรือ?” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองเจ้าตัวแสบ “ข้าไม่รู้ว่าใครไปเผาเคราของเถ้าแก่เมื่อวานนี้…”

“นั่น… นั่นเป็นเพราะเขาไม่ระวังเอง!” มู่ไป๋ไป่หน้าแดงไปจนถึงหู “เดี๋ยวนะ ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”

“เอาแต่เรียกว่าท่านอยู่นั่นแหละ เรียกเสด็จอา” เซียวถังอี้เขกหัวเด็กน้อยเบา ๆ “ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่”

“โอ๊ย!” มู่ไป๋ไป่ส่งเสียงร้องเกินจริง “ท่านพ่อ เสด็จอารังแกไป๋ไป่!”

ทางด้านมู่เทียนฉงเฝ้าดูความสัมพันธ์ระหว่างคนตัวใหญ่และคนตัวเล็กด้วยรอยยิ้มในดวงตา ก่อนที่เขาจะกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าการที่เจ้าออกเดินทางไปในครั้งนี้จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น”

“เราเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

“ถ้าท่านพ่ออยากรู้ ไป๋ไป่จะเล่าให้ฟังเอง!” มู่ไป๋ไป่พยายามเอาใจผู้เป็นพ่อเต็มที่

“เอาเถอะ” ฮ่องเต้หนุ่มหัวเราะอย่างมีความสุข “แต่ก่อนอื่นเราจะต้องฟังรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของพี่ชายเจ้าก่อน”

มู่จวินฝานที่รอมานานก็ก้าวออกมาทำความเคารพบิดา

มู่เทียนฉงรู้สึกพอใจกับการเดินทางขององค์รัชทายาทในครั้งนี้มาก ขณะนี้เขามองดูลูกชายคนโตด้วยสายตาที่พึงพอใจมากขึ้นเล็กน้อย

ในอดีตเขามีข้อกังขามาโดยตลอดว่ามู่จวินฝานไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะรับหน้าที่สำคัญ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าบางทีเขาควรจะให้โอกาสลูกชายของตัวเองได้ลองลงมือทำมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในครั้งนี้องค์รัชทายาทสามารถจัดการงานต่าง ๆ ได้อย่างหมดจด

“ขอบคุณเจ้ามาก เจ้าคงลำบากมากสินะ” มู่เทียนฉงเข้าไปพยุงให้ลูกชายคนโตลุกขึ้น ในขณะที่กล่าวว่า “เราได้ยินมาว่าครั้งนี้เจ้าถูกพิษแมลงกู่เข้า มันได้ทิ้งรอยโรคเอาไว้ในร่างกายของเจ้าหรือไม่?”

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงห่วงใย” มู่จวินฝานตอบเสียงแผ่วเบา “ลูกหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ต้องขอบคุณหมอเทวดาเจียงที่ช่วยรักษาจนหายขาด จึงไม่ได้ทิ้งรอยโรคไว้ในร่างกายพ่ะย่ะค่ะ”

“ดีแล้ว ดีมาก” ผู้เป็นพ่อพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “เจ้าออกไปกับเราก่อน แล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับหนานซวนให้เราฟัง”

จากนั้น 2 พ่อลูกก็พากันเดินแยกตัวไป โดยมีเซียวถังอี้เดินตามไปกับพวกเขา

ส่วนมู่ไป๋ไป่ก็มุ่งหน้ากลับไปที่ตำหนักอิ๋งชุน

ปัจจุบันหว่านผินกำลังรอคนตัวเล็กอยู่ที่ตำหนักตั้งแต่เช้าแล้ว และดวงตาของนางก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันทีที่เห็นลูกสาว

“ท่านแม่!” มู่ไป๋ไป่รีบวิ่งเข้าไปในอ้อมแขนของแม่ “ข้าคิดถึงท่านมาก!”

“ไป๋ไป่” ซูหว่านประคองใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยพลางมองสำรวจอีกคนตั้งแต่หัวจรดเท้า “ดี ดีมาก ยอดไปเลย เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหน แถมยังโตขึ้นอีกด้วย”

ในตอนที่มู่ไป๋ไป่เดินทางออกจากเมืองหลวง พวกนางยังคงสวดมนต์อยู่ที่วัดฮู่กั๋ว

นางคิดว่าลูกสาวจะกลับมาในอีกไม่กี่วัน แต่ใครจะไปคาดคิดว่านางจะหายไปหลายเดือนเช่นนี้

“เจ้าเด็กดื้อ!” หลังจากที่ซูหว่านรู้สึกมีความสุข นางก็นึกขึ้นมาได้ว่าจะต้องสั่งสอนเด็กคนนี้สักหน่อย “รู้หรือไม่ว่าการที่เจ้าทิ้งจดหมายไว้แบบนั้นมันทำให้แม่เป็นกังวลมาก!”

มู่ไป๋ไป่ที่เห็นท่าทางนั้นก็ประสานมือไว้ด้านหลังและยืนฟังแม่ของตนดุอย่างเชื่อฟัง

ทางด้านหว่านผินรู้สึกทุกข์ใจมากกว่าโกรธ พอเห็นว่าคนตัวเล็กทำตัวเชื่อฟังมากเพียงใด นางก็พูดอะไรไม่ออกหลังจากที่ได้ระบายไป 2-3 ประโยค ก่อนที่นางจะดึงลูกสาวเข้ามากอดอีกครั้ง

“ท่านแม่ ข้าสบายดี” มู่ไป๋ไป่กระซิบพูดเบา ๆ “ท่านพี่รัชทายาทและพี่รองคอยดูแลข้าเป็นอย่างดี แถมการเดินทางในครั้งนี้ข้ายังได้พบพี่รองด้วย!”

“เจ้าได้พบองค์ชายรองด้วยหรือ?”

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ให้ผู้เป็นแม่ฟังอย่างมีความสุข

ส่วนซูหว่านเองก็ตั้งใจฟัง นางไม่ได้พูดขัดจังหวะลูกสาวเลยสักครั้ง

แล้วในวันนี้ภายในวังหลวงก็มีชีวิตชีวามากกว่าทุกวัน

เวลาต่อมา มู่เทียนฉงได้จัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาพร้อมกับชัยชนะของมู่จวินฝานและมู่ไป๋ไป่

คราวนี้แคว้นหนานซวนและพรรคพวกที่คอยสร้างปัญหาได้ถูกองค์รัชทายาทกับองค์หญิงหกกำจัดไปจนสิ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มมอบรางวัลให้กับพวกเขา

“ไป๋ไป่ เจ้าต้องการอะไร?” มู่เทียนฉงอยากจะตอบแทนลูกสาวตัวน้อย แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ “เพียงแค่บอกเรามา แล้วเราจะทำให้เจ้าพอใจ”

“การศึกที่ได้รับชัยชนะจนได้รับเมืองมา 5 เมืองนั้นเจ้าก็มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ด้วยเช่นกัน”

“เสด็จพ่อ พระองค์ใจดีมากเลยเพคะ” มู่ไป๋ไป่ตอบเสียงจริงจัง “แต่ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณทุกคน หม่อมฉันไม่กล้ารับความดีความชอบนี้เอาไว้เพียงผู้เดียวเพคะ”

“เอาเถอะ” ผู้เป็นพ่อมองใบหน้าที่ซื่อตรงของเด็กหญิงอย่างภาคภูมิใจ “สมแล้วที่เป็นลูกสาวของเรา ทหาร ไปยกที่นั่งขององค์หญิงหกให้มานั่งข้างเรา”

นี่นับเป็นเกียรติสูงสุดที่ได้นั่งเท่าเทียมกับผู้ปกครองแคว้น

เหล่าขุนนางต่างพากันรู้สึกประหลาดใจ แต่เหล่าพระสนมในวังหลังกลับมองภาพนั้นด้วยความอิจฉา

โดยเฉพาะลี่เฟย

ในช่วงเวลาที่มู่ไป๋ไป่ออกจากวังหลวง ในที่สุดนางก็ได้รับความโปรดปรานจากมู่เทียนฉงกลับมาอีกครั้ง แต่ในตอนที่ชีวิตของนางกำลังดีขึ้น จู่ ๆ เด็กคนนี้ก็โผล่มา

มันทำให้นางยิ่งรู้สึกเกลียดองค์หญิงหกมากขึ้น

ในระหว่างงานเลี้ยง ลี่เฟยกินอะไรไม่ลงเลย นางเอาแต่จ้องมู่ไป๋ไป่ด้วยสายตาริษยาคล้ายจะกลืนกินอีกฝ่ายลงไปทั้งเป็น

“ท่านพ่อ ไป๋ไป่ง่วงมากเลยเพคะ” เนื่องจากมู่ไป๋ไป่เดินทางมาทั้งวัน และยังใช้เวลาร่วมกับหว่านผินในตำหนักอิ๋งชุนอยู่ตลอดจนไม่ได้พักผ่อน เธอจึงรู้สึกง่วงงุน

หลังจากมู่เทียนฉงได้ยินคำพูดของเด็กน้อย เขาก็เรียกอันกงกงมา และสั่งให้เขาส่งนางกลับไปที่ตำหนักอิ๋งชุน

มู่ไป๋ไป่ที่ตาจะปิดแล้วก็อ้าปากห้าวพร้อมกับโค้งคำนับให้กับทุกคนก่อนออกเดินทาง

หลังกลับมาจากชายแดนในครั้งนี้ เธอรู้สึกว่าทุกอย่างในวังหลวงเริ่มดูน่าเบื่อ

ทั้งผู้คนที่เคยชอบ ของกินที่เคยกิน สถานที่ที่เคยเล่น ทุกสิ่งไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไปแล้ว

ช่วงเวลานี้เธอจึงชอบไปที่ห้องของเจ้าสัตว์ประหลาดทุกวัน

เนื่องจากเซียวถังอี้มีสถานะพิเศษ และเขามักจะเดินทางออกไปข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นมู่เทียนฉงจึงไม่ได้สร้างจวนให้เขาหลังจากที่เขาถึงวัยอันควรแล้ว ทำให้เขาสามารถอาศัยอยู่ในวังหลวงต่อไปได้

“องค์หญิงหก พระองค์มาที่นี่อีกแล้วหรือ?” อวี้เซิ่งอ้าปากหาวในขณะที่เขาเดินออกมาจากประตูตำหนักและบังเอิญพบกับมู่ไป๋ไป่พอดี “พระองค์มาที่นี่ทุกวัน ถ้าใครที่ไม่รู้เรื่องนี้คงจะคิดว่าพระองค์เป็นลูกของเซียวถังอี้”

“ท่านเรียกชื่อท่านอ๋องออกมาตรง ๆ ในวังหลวงเช่นนี้ ท่านไม่กลัวถูกลงโทษหรืออย่างไร?” มู่ไป๋ไป่แลบลิ้นใส่อีกฝ่าย “ทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่ล่ะ นี่ดื่มกันอีกแล้วหรือ?”

“จุ๊ ๆ พระองค์พูดเบา ๆ หน่อย” นักฆ่าหนุ่มกอดอกพิงกำแพง “ที่นี่คือวังหลวง หากข้ากล้าดื่มสุราในเวลากลางวันแสก ๆ ข้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว”

มู่ไป๋ไป่กลอกตาและนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ เธอจึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านคิดที่จะไปพบว่าที่อาจารย์ของข้าหรือ?”

“...” อวี้เซิ่งชะงักค้างไป

“ข้าเดาถูกสินะ!” คนตัวเล็กปิดปากหัวเราะ “ข้าสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าระหว่างพวกท่าน 2 คนมีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนว่าพวกท่านจะมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกัน”

“แล้วเช่นนี้ท่านอยากให้ข้าช่วยทูลให้เสด็จพ่อประทานสมรสให้หรือไม่?”

“นี่…” อวี้เซิ่งเกาจมูกแก้เก้อ “ข้าต้องถามนางก่อน…”

“โธ่ ทำไมเรื่องแบบนี้จะต้องถามนางอีก!” มู่ไป๋ไป่ย่นจมูกมองอีกฝ่าย

จบบทที่ บทที่ 232: ข้าจำเป็นต้องขอแต่งงานหรือไม่

คัดลอกลิงก์แล้ว