เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 231: กลับวังหลวง

บทที่ 231: กลับวังหลวง

บทที่ 231: กลับวังหลวง


“พระองค์ควรรีบกลับไปได้แล้ว หม่อมฉันเบื่อขี้หน้าพระองค์ ไม่อยากเห็นหน้าพระองค์อีก” มู่ไป๋ไป่เอ่ยปากไล่เขาออกไปด้วยท่าทางรังเกียจ

ทางด้านฮ่องเต้หนานซวนกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลย เขาเพียงแค่มองเด็กหญิงด้วยสายตาลึกซึ้งก่อนจะหันหลังเดินจากไป และนำคนของหนานซวนเดินออกจากค่ายทหารเป่ยหลง

“องค์หญิง เหตุใดฮ่องเต้หนานซวนถึงทำตัวแปลกประหลาดเช่นนี้เพคะ?” หลัวเซียวเซียวมองตามหลังชายคนนั้นไปโดยไม่ละสายตาเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะบุกเข้ามาโจมตีองค์หญิงหกของนางอย่างกะทันหัน

“เขามันก็แค่คนบ้า” มู่ไป๋ไป่เม้มปากแน่น “ถ้าต่อไปเจ้าเจอเขา ให้พยายามเลี่ยง ไม่สิ เราไม่น่าจะได้เจอเขาอีก!”

“นั่นถือว่าโชคดี…”

“พรุ่งนี้เราจะกลับเมืองหลวงแล้ว เจ้าเก็บสัมภาระเรียบร้อยหรือยัง?” คนตัวเล็กเปลี่ยนเรื่องพูด

“เรียบร้อยแล้วเพคะ” หลัวเซียวเซียวพยักหน้า “หม่อมฉันอยากจะนำของฝากไปให้หว่านผินด้วยเพคะ”

“เอาไว้เราไปหาซื้อของฝากกันระหว่างทางเถอะ” มู่ไป๋ไป่ลุกขึ้นปัดหญ้าบนตัวออกก่อนจะกล่าวว่า “ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่ที่หนึ่ง ตามข้ามา”

“พระองค์จะไปไหนหรือ?” จื่อเฟิงเงยหน้าขึ้นถามอย่างสงสัย “พระองค์อยากกินอะไรอร่อย ๆ หรือไม่?”

“ท่านนี่ก็รู้จักแต่กิน!” เด็กหญิงดุพร้อมกับทำหน้าเอือมระอา

เด็กหนุ่มที่ถูกดุเกาแก้มตัวเองด้วยความสับสน

“ไปบอกลาต่างหาก!” มู่ไป๋ไป่ตะโกนขึ้นพร้อมกับกระโดดออกจากกองฟาง “พวกเจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าข้าพาสัตว์กลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วย!”

หลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงทำหน้าประหลาดใจ พวกเขาลืมเรื่องของสัตว์กลุ่มนั้นที่เดินทางตามพวกเขามาจากเมืองหลวงไปเสียสนิท

แล้วมู่ไป๋ไป่ก็เดินกลับไปที่กระโจมของตัวเองก่อนจะลากเจ้าส้มที่นอนอยู่ออกมาจากเตียง จากนั้นก็พากันเดินไปที่ป่าซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล

ปัจจุบันหนานซวนกับเป่ยหลงได้สะสางเรื่องราวระหว่างกันเรียบร้อยแล้ว ป่าที่อยู่บริเวณชายแดนจึงกลับคืนสู่ความสงบสุขเช่นกัน

ในตอนที่มู่ไป๋ไป่ออกมาขุดหาโสมก่อนหน้านี้ เธอก็คุ้นเคยกับป่าแห่งนี้ไปแล้ว ในไม่ช้าเธอก็พบพวกเสือและสัตว์ตัวอื่น ๆ

“คารวะท่านจ้าวอสูร!” สัตว์ทั้งหลายที่พบเด็กหญิงต่างพากันโค้งคำนับด้วยความเคารพ ซึ่งฉากที่ปรากฏดูน่าตื่นตาตื่นใจมาก “ท่านจ้าวอสูร ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

“เราได้ยินมาว่าฝ่ายพวกท่านเอาชนะการต่อสู้ในครั้งนี้มาได้ ข้าขอยินดีกับท่านด้วย”

“ขอบคุณเจ้ามาก” มู่ไป๋ไป่รับคำโดยไม่มีพิธีรีตอง จากนั้นก็หาหินก้อนหนึ่งมานั่งขัดสมาธิบนหินแล้วคุยกับสัตว์ต่าง ๆ “ในเมื่อสงครามจบลงแล้ว ข้าจำเป็นจะต้องกลับเมืองหลวง”

“เพราะฉะนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อบอกลาพวกเจ้า”

“พวกเจ้าไม่ต้องห่วง หลังจากกลับถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าจะหาวิธีส่งเหล่าสหายของพวกเจ้ามาที่นี่”

“ขอบคุณท่านจ้าวอสูร” พวกสัตว์ต่างรู้สึกขอบคุณมู่ไป๋ไป่จากใจจริง ซึ่งความรู้สึกนี้มีมาตั้งแต่ที่พวกมันตัดสินใจเดินทางมายังชายแดนพร้อมกับนางแล้ว

ตลอดทั้งชีวิตพวกมันไม่เคยเดินทางไกลเช่นนี้มาก่อน

พวกมันไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วตนเองจะสามารถมาถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็เป็นไปตามที่ท่านจ้าวอสูรให้คำมั่นเอาไว้

“ท่านจ้าวอสูร หากไม่มีท่าน พวกเราคงไม่สามารถกลับมายังบ้านเกิดของเราได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้” เสือโคร่งเดินเข้ามาโค้งคำนับให้กับมู่ไป๋ไป่ ก่อนที่มันจะกล่าวต่อว่า “ข้าขอเป็นตัวแทนของเผ่าเสือ ข้าขอให้คำมั่นว่าเผ่าเสือจะจงรักภักดีต่อท่านตลอดไป”

“เผ่าสิงโตก็ด้วย...”

“เผ่านี้ก็จะจงรักภักดีต่อท่านตลอดไป”

สัตว์น้อยใหญ่ได้ให้คำสัญญากับมู่ไป๋ไป่ แต่หลังจากที่เธอคุยกับเจ้าส้มครั้งที่แล้ว เธอก็เข้าใจว่าการกระทำนี้ไม่ใช่เพียงสัญญาปากเปล่า แต่มันเป็นการทำสัญญาระหว่างสัตว์และจ้าวอสูร

ตราบใดที่เธอยอมรับมัน สัญญานี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์

แล้วพวกมันก็จะไม่สามารถทำผิดสัญญาได้

“พวกเจ้าเต็มใจจริง ๆ หรือ?” เด็กหญิงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันสำคัญมาก

“ใช่แล้วท่านจ้าวอสูร” สัตว์ทั้งหลายมองคนตัวเล็กด้วยสายตาเทิดทูน “หากท่านจ้าวอสูรคือท่าน พวกเราก็ยินดีที่จะภักดีต่อท่านตลอดไป”

มู่ไป๋ไป่มองดูเหล่าสัตว์ ในไม่ช้าความรู้สึกตื้นตันใจก็บังเกิด “เพียงแค่พวกเจ้าเอ่ยปากสัญญา แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว”

“เจ้าไม่คิดจะทำสัญญากับพวกเขาหรือ?” จู่ ๆ เจ้าส้มก็ถามขึ้นมาอย่างเป็นกังวล “ชิ เจ้าคนโง่ นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก เจ้ารู้หรือไม่ว่าจ้าวอสูรที่มีมาหลายชั่วอายุคนอยากจะทำสัญญากับสัตว์ทุกตัว…”

“นั่นมันคนอื่น ไม่ใช่ข้า!” เด็กหญิงยักไหล่ด้วยท่าทางเมินเฉย “ก่อนหน้านั้นข้าไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องทำสัญญากับเจ้าหนูน้อย แต่ข้าก็ไม่ชอบการบังคับคนอื่นอยู่ดี”

“แล้วอีกอย่าง พวกเขาบอกเองไม่ใช่หรือว่าจะภักดีต่อข้าตลอดไป?”

“แล้วมันสำคัญตรงไหนว่าเราจะทำสัญญากันหรือไม่”

“นี่เจ้า!” แมวอ้วนตวัดตามองคนพูด “มู่ไป๋ไป่ นี่เจ้าทำข้าโมโหได้เก่งมากจริง ๆ ทำไมคนอย่างเจ้าถึงโง่ได้มากถึงเพียงนี้!”

“เอาน่า” คนตัวเล็กลูบหัวเจ้าส้มเบา ๆ แล้วยิ้มให้เหล่าสัตว์ที่กำลังทำหน้าเหลือเชื่อพวกนั้น “พวกเจ้าจำสิ่งที่พวกเจ้าพูดในวันนี้ให้ดี หากในอนาคตข้าต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะเรียกหาพวกเจ้าเอง”

“หากในเวลานั้นพวกเจ้ายังยินดีที่จะช่วยข้า ก็ให้พวกเจ้ามายืนอยู่เคียงข้างข้า”

“แต่หากพวกเจ้าไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร”

ขณะนี้สัตว์ทุกตัวมองมู่ไป๋ไป่อย่างเหม่อลอย ที่ผ่านมาพวกมันถูกมนุษย์เอารัดเอาเปรียบมาตลอด พวกมันไม่เคยพบเจอมนุษย์ที่ทำแบบนี้กับพวกมันมาก่อนเลยในชีวิต

“เอาล่ะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว ข้าต้องรีบกลับไปแล้ว” เด็กหญิงยืนขึ้นแล้วโบกมือลาเป็นครั้งสุดท้าย “ข้าได้บอกเรื่องนี้กับพี่รองเอาไว้แล้ว เขาจะส่งคนมาคอยคุ้มกันป่าแห่งนี้เอาไว้ หลังจากนี้จะไม่มีใครกล้าทำร้ายพวกเจ้าอีก”

“หากพวกเรายังมีวาสนาต่อกัน เอาไว้พบกันใหม่ครั้งหน้า”

มู่ไป๋ไป่กล่าวอำลาจบแล้วก็หันหลังเดินจากไป

วันรุ่งขึ้น องค์รัชทายาทและคนอื่น ๆ ก็ออกเดินทางมุ่งหน้ากลับเมืองหลวง

ทางด้านมู่จวินเซิ่งยังคงต้องอยู่ที่ชายแดนต่อไปเพราะตำแหน่งหน้าที่ของเขา

ส่วนการเดินทางกลับนั้นช่างแตกต่างจากตอนขามาโดยสิ้นเชิง

เดิมทีการเดินทางกลับเมืองหลวงจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่พวกเขาต้องใช้เวลาถึง 2 เดือน เนื่องจากพวกเขาแวะเที่ยวตามรายทางมาตลอดจึงทำให้ล่าช้าไปยิ่งกว่าเดิม

เมื่อมู่ไป๋ไป่กลับมาถึงเมืองหลวง ที่นั่นก็มีหิมะตกแล้ว

“โอ้โห หิมะ!” หลัวเซียวเซียวมองหิมะที่ตกลงมานอกหน้าต่างอย่างตื่นเต้น “องค์หญิง ดูสิเพคะ หิมะตกแล้ว!”

ตั้งแต่ทะลุมิติมายังโลกนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มู่ไป๋ไป่ได้เห็นหิมะ เธอจึงยื่นมือออกไปคว้าเกล็ดหิมะ “หิมะพวกนี้หนามากจริง ๆ … เราจะสามารถปั้นตุ๊กตาหิมะท่ามกลางหิมะที่ตกหนักขนาดนี้ได้หรือไม่?”

“พระองค์ไปอยู่ที่ไหนมา?” อวี้เซิ่งที่บังเอิญเดินผ่านรถม้าพูดขัดจังหวะ “นี่ไม่ใช่หิมะที่ตกหนักที่สุด พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว องค์หญิงหก ดูเหมือนว่าพระองค์จะเกิดในช่วงเวลาที่หิมะตกหนักที่สุดไม่ใช่หรือ?”

“นี่ก็ใกล้วันเกิดของพระองค์แล้ว”

“ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้น” ดวงตาของมู่ไป๋ไป่เป็นประกาย “พอถึงวันเกิด ข้าก็จะอายุ 5 ขวบแล้ว!”

ประโยชน์ของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือเธอโตขึ้นอีก 1 ปี

เด็กหญิงรู้สึกว่าตัวเองดูเหมือนจะเข้าใกล้อิสระเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง

สิ่งที่เธอบอกกับหลัวเซียวเซียวก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่เธอคิดจริงจัง

หลังจากที่เธอโตขึ้น เธอต้องการจะออกจากวังหลวงไปท่องโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้

เวลาผ่านไปไม่นาน รถม้าก็เดินทางมาถึงวังหลวง แต่วังหลวงมีกฎเคร่งครัดก็คือไม่สามารถนำรถม้าเข้าไปด้านในได้ ซึ่งแม้แต่มู่ไป๋ไป่ก็ไม่มีข้อยกเว้น

ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องลงจากรถม้าพร้อมกับเสื้อคลุมตัวหนา

พอเธอต้องออกจากที่คุ้มกัน เธอก็หมดความรู้สึกตื่นเต้นต่อหิมะเนื่องจากความหนาวเหน็บที่ถาโถมเข้ามา

“โอ๊ย หนาวชะมัด! ช่วยข้าด้วย ท่านพี่รัชทายาท! เสด็จอา! ข้าคิดว่าหูของข้าน่าจะหลุดไปแล้ว!” มู่ไป๋ไป่กระชับเสื้อคลุมสีขาวจนมีเพียงใบหน้าเล็ก ๆ โผล่ออกมาเท่านั้น

มู่จวินฝานที่เห็นท่าทางน่ารักนั้นก็หัวเราะและส่ายหัวให้กับน้องสาว ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากบอกให้นางรอสักครู่ ก็มีคนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

“มาให้เราดูหน่อยว่าใบหูของไป๋ไป่หลุดไปแล้วหรือยัง?”

“ท่านพ่อ!”

มู่ไป๋ไป่หันไปเห็นร่างในชุดสีเหลืองสดใสกำลังก้าวเข้ามา

หลังจากที่ไม่ได้เจออีกฝ่ายมานานเกือบครึ่งปี เธอก็รู้สึกว่ามู่เทียนฉงดูเหมือนจะเปลี่ยนไป แต่ก็คลับคล้ายคลับคลาว่ายังเหมือนเดิม

“เจ้าสูงขึ้นแล้ว” ฮ่องเต้หนุ่มอุ้มลูกสาวขึ้นมาเขย่าเบา ๆ คล้ายกำลังชั่งน้ำหนัก “แล้วก็ยังหนักขึ้นด้วย”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ในที่สุดก็ได้กลับวังกันแล้ว

จบบทที่ บทที่ 231: กลับวังหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว