เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 230: อย่าได้พบกันอีก

บทที่ 230: อย่าได้พบกันอีก

บทที่ 230: อย่าได้พบกันอีก


“เด็กโง่” มู่จวินฝานเช็ดน้ำตาให้น้องสาวพร้อมกับกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า พี่คงจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่กัดคนไม่เลือกหน้าไปแล้ว”

“ไป๋ไป่ เจ้าช่วยชีวิตพี่ใหญ่เอาไว้”

เมื่อมู่ไป๋ไป่ได้ยินสิ่งที่พี่ชายคนโตพูด เธอก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

“ทำไมเจ้าถึงยังร้องไห้อยู่อีก…” ขณะที่มู่จวินเซิ่งมองดูเด็กน้อยร้องไห้เช่นนี้ เขาก็ถอนหายใจก่อนจะพูดติดตลกขึ้นมาว่า “ทำอย่างกับว่าเขาจะไม่ฟื้นขึ้นมาแล้ว”

จากนั้น 3 พี่น้องตระกูลมู่ก็พูดคุยกันอยู่ภายในกระโจม ซึ่งเป็นภาพที่ดูอบอุ่นยิ่งนัก

ตามคำแนะนำของเจียงเหยา มู่ไป๋ไป่กับมู่จวินเซิ่งรีบขอตัวลาแล้วออกจากกระโจมของมู่จวินฝานมาในเวลาไม่นาน

“พี่รอง ท่านคิดที่จะปล่อยฮ่องเต้หนานซวนไปจริง ๆ หรือ?” เด็กหญิงจับมือใหญ่ของพี่ชายคนรองแล้วถามขึ้นมาในระหว่างที่เดินกลับ “มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาก่อสงครามอีกครั้ง?”

“นั่นคือสิ่งที่เสด็จพ่อต้องการให้เราแก้ปัญหา” มู่จวินเซิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า “เดิมทีข้ามีความกังวลเช่นเดียวกับเจ้า แต่เสด็จพ่อบอกว่าเรามีเทพสงครามแห่งเป่ยหลงอยู่ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร”

“เทพสงคราม?” มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายด้วยความสับสน “ใครหรือเพคะ? หรือว่าจะเป็นแม่ทัพจ้าว!”

อย่างไรก็ตาม เธอเคยได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับแม่ทัพจ้าว แต่จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่เคยได้เจอตัวจริงของเขาเลย

“ไม่ใช่” มู่จวินเซิ่งส่ายหัว “เป็นเสด็จอาต่างหาก”

“!!!” คนตัวเล็กตกตะลึงไปประมาณ 2 อึดใจ ก่อนจะหันไปมองคนพูดด้วยสายตาเหลือเชื่อ “เซียวถังอี้เนี่ยนะ! เขาเป็นเทพสงครามหรือ?”

ก่อนหน้านี้เธออยากจะบอกว่าผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้ที่รู้จักแต่วิธีหาความสำราญให้กับตัวเอง แถมยังทำตัวเสเพลไปทั่วจะเป็นเทพสงครามได้อย่างไร แต่แล้วเธอก็นึกถึงภาพในระหว่างที่อีกฝ่ายลอยลงมาจากท้องฟ้าเพื่อช่วยเธอจากศัตรู

ในเวลานั้น ทหารทุกคนในสนามรบสวมชุดเกราะหนัก มีเพียงเซียวถังอี้เท่านั้นที่สวมเสื้อผ้าสีดำและหน้ากากเงิน แต่เพียงแค่นั้นมันก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนตัวสั่น

แท้จริงแล้ว… เธอไม่อยากจะยอมรับว่า ตัวเขานั้นพอจะมีรัศมีของเทพสงครามอยู่บ้าง

“ข้าเกือบลืมไปเลย เจ้าคงไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเสด็จอาสักเท่าไหร่” มู่จวินเซิ่งเกาหัวตัวเองก่อนจะเล่าถึงชัยชนะที่เซียวถังอี้เคยได้รับมาก่อน

“ถึงแม้ว่าเสด็จอาจจะไม่ได้มีตำแหน่งอยู่ในกองทัพที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะต่อสู้อยู่ในสนามรบ ขอเพียงแค่เขาลงมือ ศัตรูนับหมื่นนับแสนก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้”

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินคำบอกเล่าถึงกับตกตะลึง

และเธอรู้สึกว่าตนไม่ควรดูถูกเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นอีก

ด้วยเหตุนี้ในวันรุ่งขึ้น เซียวถังอี้ที่เพิ่งกลับมาจากการดื่มในเมืองสุราก็ได้รับการต้อนรับด้วยดวงตาเป็นประกายคู่โตของเจ้าตัวเล็ก

“เสด็จอา!” มู่ไป๋ไป่เดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับถือชาร้อนในมือ “ท่านดื่มชาร้อน ๆ หน่อยเถอะ!”

เธอต้องประจบประแจงคนที่ทรงพลังเช่นนี้เอาไว้

ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเธอหูหนวกตาบอด!

ดวงตาคมกริบที่อยู่ภายใต้หน้ากากสีเงินหรี่ลงเล็กน้อย เด็กหนุ่มเหลือบมองชาร้อน ๆ ที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะ จากนั้นเขาก็มองใบหน้ากลมมนที่กำลังพยายามประจบประแจงเขาอย่างเห็นได้ชัดของเจ้าตัวแสบพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น “เจ้าไปก่อเรื่องอะไรมา?”

“...”

“เจ้าเพิ่งกลับมาได้แค่วันเดียวเอง นี่คิดจะก่อเรื่องอีกแล้วหรือ?” เซียวถังอี้หยิบถ้วยชาขึ้นมาและเอ่ยปากสั่งสอน “สมองน้อย ๆ ของเจ้ามันมีอะไรอยู่ในนั้นกันแน่ เช่นนี้ข้าควรปล่อยให้เจ้าทุกข์ทรมานอยู่ในหนานซวนเพิ่มอีกสัก 2-3 วันก็ดี”

“ข้าไม่ได้สร้างปัญหาอะไรเลยนะ!” มู่ไป๋ไป่รีบหยุดยั้งคำบ่นที่ออกมาจากปากของอีกฝ่ายและพร่ำบอกกับตัวเองว่า ถ้าเธอต้องการจะเลียแข้งเลียขาผู้ที่แข็งแกร่ง เธอจะต้องแบกรับความอัปยศอดสูให้ได้ “เสด็จอา! ครั้งนี้ข้าได้รับบทเรียนแล้ว”

เด็กหนุ่มเหลือบมองเด็กน้อยสักพักก่อนจะพูดว่า “ยิ่งแปลกมากไปอีก”

“...”

โอ๊ย! วันนี้จะได้คุยกันดี ๆ ไหมเนี่ย!

เมื่อเซียวถังอี้เห็นมู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วเล็ก ๆ ด้วยท่าทางน่ารัก ดวงตาของเขาก็เป็นประกายสดใส

จากนั้นเขาก็ซ่อนรอยยิ้มโดยการยกชาขึ้นมาดื่ม ก่อนที่เขาจะพูดเสียงเรียบว่า “มู่จวินเซิ่งคิดที่จะปล่อยฮ่องเต้หนานซวนไปเมื่อไหร่?”

“ท่านรู้ได้อย่างไร?” เด็กหญิงรู้สึกประหลาดใจแล้วถามออกไปทันที

มู่จวินเซิ่งบอกเธอเมื่อคืนนี้ว่ามู่เทียนฉงคิดที่จะปล่อยฮ่องเต้หนานซวนไป ดังนั้นเซียวถังอี้ย่อมรู้เรื่องนี้ด้วยอย่างแน่นอน

แล้วเธอก็เล่าออกไปตามตรงว่าเมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้นในตอนที่คนของหนานซวนมาขอเจรจาสงบศึก

“พี่รองให้เวลาพวกเขา 3 วัน” มู่ไป๋ไป่พูดพลางเกาหัวเบา ๆ “ข้าไม่รู้ว่าเดิมทีพี่รองคิดที่จะปล่อยฮ่องเต้หนานซวนอยู่แล้ว เสด็จอา แล้วเงื่อนไขที่ข้าเสนอให้พวกเขานำเมืองมาแลก 5 เมืองมันมากเกินไปหรือไม่?”

ถ้าฝ่ายหนานซวนไม่เห็นด้วย พวกเขาจะยอมอยู่เฉยหรือไม่?

แล้วแบบนี้เราควรจะทำเช่นไรต่อไป?

“เพียงแค่ 5 เมืองเองหรือ?” เซียวถังอี้หัวเราะ “ถ้าเป็นข้า ข้าจะให้พวกมันยกดินแดนให้ 10 เมือง”

“...”

เซียวถังอี้พูดถูก ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน แม่ทัพหลี่กลับมาพร้อมกับคนของเขาอีกครั้ง และคราวนี้เขาก็ได้นำแผนที่ของเมืองทั้ง 5 มาโดยตรง

ส่วนมู่ไป๋ไป่แอบนั่งย่อตัวอยู่ข้างนอกกระโจมคอยแอบฟังพวกเขาหารือกัน

“องค์หญิง นี่คือองุ่นที่ล้างมาเรียบร้อยแล้วเพคะ” หลัวเซียวเซียวยื่นพวงองุ่นมาให้อีกฝ่าย “องุ่นของที่นี่หวานมากเลยเพคะ”

“งั่ม… อื้มมม” เด็กหญิงหยิบมากิน 1 ลูก แล้วความหวานสดชื่นก็แพร่กระจายไปทั่วปากของเธอ “มันหวานจริง ๆ ด้วย”

“ใช่หรือไม่เพคะ?” หลัวเซียวเซียวรู้สึกมีความสุขที่เห็นผู้เป็นนายกินผลไม้ที่ตนนำมาให้อย่างเอร็ดอร่อย “ถ้าเช่นนั้นเราเอากลับเมืองหลวงกันด้วยดีหรือไม่เพคะ จะได้เอาไปฝากหว่านผิน ให้พระสนมได้ลิ้มรสองุ่นหวาน ๆ”

“เจ้าเด็กโง่ เจ้าไม่สามารถขนส่งองุ่นไปถึงเมืองหลวงได้หรอกนะ” มู่ไป๋ไป่เคาะหัวอีกคนเบา ๆ “พอเราถึงเมืองหลวง องุ่นพวกนี้คงจะเน่าไปก่อนแล้ว”

“เฮ้อ… นี่เรากำลังจะกลับเมืองหลวงแล้วจริง ๆ หรือ?”

“ที่ผ่านมาช่างเหมือนฝันเลย”

ตั้งแต่ที่เธอมาถึงเมืองชายแดน จนกระทั่งถูกคนของหนานซวนจับตัวไป จากนั้นหนานซวนก็เดินทางมาขอเจรจาสงบศึก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเธอรู้สึกตั้งตัวไม่ทัน พอรู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องกลับเมืองหลวงแล้ว

“เพคะ” หลัวเซียวเซียวพยักหน้าเห็นด้วย แล้วถามอย่างสงสัยว่า “องค์หญิงไม่มีความสุขหรือเพคะที่เราจะได้กลับเมืองหลวง ก่อนหน้านี้องค์หญิงไม่ได้บอกไว้หรือว่าคิดถึงขนมที่พ่อครัวหลวงทำ?”

“ไม่ใช่ว่าข้าไม่มีความสุข” มู่ไป๋ไป่มองไปที่ค่ายทหารที่มีคนเดินพลุกพล่าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ข้าแค่รู้สึกว่าข้าอยากจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย”

ในวังหลวงนั้นก็ดี แต่ระหว่างในวังหลวงกับโลกภายนอก แน่นอนว่าเธอเลือกโลกภายนอกโดยไม่ลังเลเลยสักนิด

หลังจากที่ได้กลับไปยังวังหลวงในครั้งนี้ เธอก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกมาอีกเมื่อไหร่

นอกจากนี้ เธอยังตกลงกับเจียงเหยาเอาไว้แล้วว่าจะไปร่ำเรียนกับนางด้วย

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วถอดถอนหายใจกับตัวเอง

เมื่อหนานซวนกับเป่ยหลงเจรจาสงบศึกได้สำเร็จ ฮ่องเต้หนานซวนก็ถูกส่งตัวกลับทันที

ในวันที่เขาจะออกเดินทาง มู่ไป๋ไป่กำลังนอนอาบแดดอยู่บนกองฟางโดยมีจื่อเฟิงและหลัวเซียวเซียวอยู่เคียงข้าง

ในตอนที่คนตัวเล็กเหลือบมองไปข้างหลัง เธอก็เห็นฮ่องเต้หนานซวนยืนอยู่ด้านหลังซึ่งเขายืนมองเธอโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ

“อ๊ะ! หม่อมฉันตกใจแทบตาย!” มู่ไป๋ไป่มองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตารังเกียจ “พระองค์คิดจะทำอะไร หม่อมฉันขอบอกเลยนะว่าที่นี่คือค่ายทหารของเป่ยหลง ถ้าพระองค์คิดจะทำอะไรหม่อมฉัน พี่ใหญ่ พี่รอง แล้วก็เสด็จอาจะจัดการพระองค์แน่!”

“ข้ามาที่นี่เพื่อบอกลาเจ้า” ฮ่องเต้หนานซวนมองเด็กหญิงด้วยสายตาละห้อย “แล้วพบกันใหม่”

“ลาแล้วลาลับอย่าได้พบกันอีกเลย!” คนตัวเล็กรีบแก้ไขคำพูดของเขา “หม่อมฉันไม่อยากเจอพระองค์อีกแล้ว!”

เธอคิดว่าการแสดงของตัวเองนั้นดีมาก แต่เมื่อเทียบกับฮ่องเต้หนานซวน ฝีมือการแสดงของเธอดูเด็กน้อยไปเลย

เขาเป็นเจ้าจอมแผนการมากจนเธอไม่อยากเห็นหน้าเขาอีก

“จริงหรือ?” เด็กหนุ่มพูดพลางขมวดคิ้ว “มู่ไป๋ไป่ เจ้าจำที่ข้าพูดไม่ได้เลยหรือ ข้าบอกไปแล้วว่าข้าอยากเป็นสหายกับเจ้าจริง ๆ”

“หม่อมฉันเชื่อพระองค์ก็แปลกแล้ว” มู่ไป๋ไป่จ้องหน้าเขาเขม็ง “พระองค์บริสุทธิ์ใจจริง ๆ หรือ? ก่อนหน้านี้ถ้าเสด็จอามาช้ากว่านี้ หม่อมฉันคงจะถูกพระองค์วางยาพิษไปแล้ว!”

จบบทที่ บทที่ 230: อย่าได้พบกันอีก

คัดลอกลิงก์แล้ว