เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 228: ทำข้อตกลงสงบศึก

บทที่ 228: ทำข้อตกลงสงบศึก

บทที่ 228: ทำข้อตกลงสงบศึก


เจ้าส้มเหลือบมองหลัวเซียวเซียว ก่อนจะส่งเสียงร้องเบา ๆ ออกมา “เหมียว~”

“ข้ารู้อยู่แล้ว” หลัวเซียวเซียวยกมือข้างหนึ่งขึ้นประคองแก้มตัวเองพลางหัวเราะเบา ๆ “ตอนที่เจ้าหายตัวไป จื่อเฟิงเป็นกังวลมาก แต่ข้ารู้ว่าเจ้าคงกำลังไปหาองค์หญิง”

“และข้าก็รู้ด้วยว่าองค์หญิงจะกลับมาในเร็ว ๆ นี้”

“ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดไว้…”

คราวนี้มู่ไป๋ไป่หลับลึกมาก พอเธอตื่นขึ้นมาอีกที ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดสนิทแล้ว

ขณะนั้นเธอนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงงอยู่สักพักก่อนจะรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

“เซียวเซียว!” เด็กหญิงรีบเปิดผ้าห่มออกแล้วลุกออกจากเตียงอย่างตื่นเต้น “ท่านพี่รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง พิษถูกถอนออกไปหมดแล้วหรือยัง?”

จังหวะที่มู่ไป๋ไป่ลุกขึ้นมา หลัวเซียวเซียวกำลังนำอาหารเข้ามาภายในกระโจมพอดี นางจึงอดหัวเราะกับท่าทีของผู้เป็นนายไม่ได้ “องค์หญิงหก พระองค์ควรสวมรองเท้าให้เรียบร้อยก่อนนะเพคะ”

“องค์รัชทายาทได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว ท่านหมอเจียงเองก็เพิ่งได้กินข้าว กว่าที่ท่านหมอจะออกมา ท่านอยู่จนถึงรุ่งสางเลยเพคะ”

“ใช้เวลานานขนาดนั้นเชียวหรือ?” คนตัวเล็กถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ข้าคิดว่าข้าเผลอหลับนานเกินไปเสียแล้ว”

“หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบเพคะ” หลัวเซียวเซียวส่ายหัว “หม่อมฉันไม่รู้เรื่องการรักษาคน แต่ตอนที่หม่อมฉันเดินผ่านกระโจมขององค์รัชทายาท หม่อมฉันบังเอิญได้ยินท่านหมอเจียงกับพี่อวี้เซิ่งคุยกันว่าพิษแมลงกู่ได้บุกไปถึงหัวใจขององค์รัชทายาทแล้ว”

พอมู่ไป๋ไป่คิดว่ามู่จวินฝานต้องทรมานขนาดไหนที่ถูกแมลงกู่โจมตีถึงขั้นกระอักเลือดออกมาเช่นนั้น เธอก็รู้สึกแย่มาก “ใช่… มันเป็นความผิดของข้าเอง ถ้าไม่ใช่เพราะข้า อาการของท่านพี่รัชทายาทคงไม่ร้ายแรงขนาดนี้”

“องค์หญิงหก! พระองค์อย่าได้เอ่ยเช่นนั้นเพคะ” หลัวเซียวเซียววางอาหารลงแล้วเข้าไปประคองอีกฝ่ายให้นั่งลงที่โต๊ะ “หากพระองค์ไม่สังเกตเห็นว่าองค์รัชทายาทถูกพิษได้เร็ว ตอนนี้เราอาจจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“ยิ่งไปกว่านั้น คราวนี้เป่ยหลงของเราสามารถเอาชนะได้โดยไม่ต้องต่อสู้ก็เป็นเพราะพระองค์ด้วย!”

“รวมถึงเมื่อ 1 ชั่วยามที่แล้ว แม่ทัพของหนานซวนได้พาคนมาทำข้อตกลงสงบศึกกับเรา”

หลัวเซียวเซียวรายงานข่าวให้องค์หญิงตัวน้อยฟังอย่างมีความสุข

“แม่ทัพหลี่?” มู่ไป๋ไป่ยกน้ำแกงขึ้นมาซดเบา ๆ พลางขมวดคิ้ว “เขาลงมือได้รวดเร็วดี”

“องค์หญิง พระองค์ดื่มน้ำแกงเพิ่มอีกสักหน่อยเถิดเพคะ” หลัวเซียวเซียวไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเลย นางสนใจเพียงแค่เรื่องของคนตรงหน้าเท่านั้น “ช่วงที่พระองค์อยู่ในค่ายทหารหนานซวน พระองค์คงไม่คุ้นเคยกับอาหารของพวกเขาใช่หรือไม่?”

“หม่อมฉันได้ยินมาว่าอาหารที่หนานซวนแย่มาก”

“ไม่ค่อยเท่าไหร่…” มู่ไป๋ไป่ดื่มน้ำแกงไก่หมดถ้วยในคราวเดียว ก่อนจะใช้แขนเสื้อซับมุมปากเบา ๆ แล้วรีบวิ่งออกไปจากกระโจม “ที่เหลือเอาไว้รอข้ากลับมาค่อยกินต่อ”

“หา องค์หญิง พระองค์จะไปไหนเพคะ?” หลัวเซียวเซียวตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง พอนางได้สติก็รีบตามอีกคนออกจากกระโจมไปแล้วไม่เห็นใครเลย

ที่กระโจมหลวง ยามนี้แม่ทัพหลี่กำลังมองมู่จวินเซิ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

เขานำคนของเขามาเจรจาสันติภาพ โดยคิดว่าครั้งนี้เขาจะได้พบเซียวถังอี้เสียที แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นเด็กวัยดรุณที่ยังไม่โตพอที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกขายหน้ามาก

“น้องชายผู้นี้” แม่ทัพหลี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากออกมา “เราเป็นตัวแทนของหนานซวน เรามาที่นี่เพราะต้องการเจรจาสงบศึกกับเป่ยหลงอย่างจริงใจ”

“คนที่ควรเจรจากับเราควรเป็นแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่หรือ แต่คนที่เป่ยหลงส่งมาเจรจากลับเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น เช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร?”

มู่จวินเซิ่งเมินเฉยต่อชายสูงวัยอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ วางหนังสือเจรจาสงบศึกในมือลงพร้อมกับพูดว่า “แม่ทัพใหญ่อย่างนั้นหรือ? แม่ทัพใหญ่ของเป่ยหลงเราเป็นแขกอยู่ที่หนานซวนของท่านไม่ใช่หรือ?”

“หากแม่ทัพหลี่ต้องการพบแม่ทัพใหญ่ ก็เชิญท่านกลับไปที่หนานซวนเพื่อพบเขาเถอะ”

แน่นอนว่าแม่ทัพใหญ่ที่เด็กหนุ่มกำลังพูดถึงคือแม่ทัพจ้าว

แม่ทัพหลี่ตกตะลึงกับคำพูดของอีกฝ่าย เขาทำได้เพียงตัดสินใจต่อไปโดยพลการว่า “หลังจากที่หนานซวนกับเป่ยหลงเจรจาเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว เราจะส่งตัวแม่ทัพจ้าวกลับมาอย่างแน่นอน”

“ตอนนี้ให้ข้าได้พบคนที่เป็นผู้รับผิดชอบก่อนเถอะ”

“น้องชาย การเจรจาสงบศึกระหว่างทั้ง 2 แคว้นนั้นเป็นเรื่องใหญ่ หากเจ้าเอาแต่ยื้อเวลาเช่นนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นเจ้าจะรับผิดชอบได้หรือไม่?”

“แม่ทัพหลี่ ท่านกังวลมากเกินไป” นายทหารคนหนึ่งที่นั่งอยู่อีกด้านอดไม่ได้ที่จะเปิดปาก “นี่คือรองแม่ทัพฉินของเรา เขาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องกองทัพในตอนนี้”

“รองแม่ทัพฉินสามารถเป็นตัวแทนของเป่ยหลงได้อย่างเต็มที่ หากแม่ทัพหลี่มีอะไรอยากจะพูดก็เชิญพูดได้เลย”

ชายชราที่ได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าประหลาดใจ เขาไม่คาดคิดว่ารองแม่ทัพที่คอยดูแลเป่ยหลงจะอายุน้อยถึงเพียงนี้ แล้วเขาก็มองสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะรู้สึกว่าหน้าตาของเด็กคนนี้ดูคุ้นตามาก แต่เขาก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“รองแม่ทัพฉิน สงครามระหว่างเป่ยหลงกับหนานซวนได้ยุติลงแล้ว” ทันใดนั้นนายทหารของหนานซวนคนหนึ่งก็ยืนขึ้นพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มันคงไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ที่จะให้ฝ่าบาทของเรายังคงเป็นแขกของเป่ยหลงของพวกท่าน”

“นี่คือข้อเสนอของพวกเรา”

ต่อมา ทหารหนานซวนโบกมือส่งสัญญาณให้ทหารที่อยู่ด้านหลังเดินเข้ามาพร้อมกับถาด 2 ใบ

ก่อนหน้านี้หลังจากที่ฝั่งหนานซวนพ่ายแพ้ในการศึกครั้งล่าสุด พวกเขาก็ให้สัญญาว่าจะส่งบรรณาการให้เป่ยหลงทุกปี แต่พวกเขาก็ทนทำอยู่ได้ไม่นานก่อนที่จะหันมาต่อต้าน

มู่จวินเซิ่งเหลือบมองถาดในมือของทหารเพียงหางตา ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก เขาก็เห็นคนตัวเล็กเดินเข้ามาจากด้านนอก

“แม่ทัพหลี่ ในครั้งนี้หนานซวนของพวกท่านสร้างปัญหามากมายให้กับเรา ท่านอยากจะให้พวกเราให้อภัยด้วยการให้เงินเพียงเล็กน้อยพวกนี้หรือ?” มู่ไป๋ไป่เดินเอามือไพล่หลังเข้ามา แล้วยืนมองชายแก่ด้วยรอยยิ้มมุมปาก

“...”

มู่ไป๋ไป่พูดถูกจริง ๆ

คราวนี้ฮ่องเต้หนานซวนถูกจับตัวมาอย่างกะทันหัน พวกเขาไม่มีเวลาที่จะติดต่อเหล่าขุนนางในท้องพระโรงเพื่อหารือเกี่ยวกับการรับมือ พวกเขาตัดสินใจมาเจรจาสงบศึกโดยพลการ ซึ่งสิ่งของที่พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนได้ในตอนนี้เป็นเพียงของเล็ก ๆ น้อย ๆ จริงอย่างที่เด็กหญิงกล่าว

หากมู่จวินเซิ่งเปิดหนังสือเจรจาสงบศึกออกมาอ่าน เขาก็จะรู้ว่ารายละเอียดยังคงเหมือนเดิม มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ปัจจุบันพวกแม่ทัพหลี่อยู่ในค่ายทหารเป่ยหลง เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องกลั้นใจหันไปคุยกับเด็กหนุ่ม “รองแม่ทัพฉิน นี่คือสถานที่ที่เราหารือเรื่องสำคัญ มันคงไม่เหมาะสมที่จะปล่อยให้เด็กเข้ามาทำอะไรตามใจชอบ”

“แน่นอน…” มู่จวินเซิ่งพยักหน้าอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็โบกมือให้คนที่อยู่ด้านข้าง “ท่านกุนซือมู่หรงช่วยสั่งให้คนเอาเก้าอี้มาให้ไป๋ไป่นั่งที”

“ไป๋ไป่กินข้าวหรือยัง?”

“เจ้าอยากให้คนเอาของกินมาเพิ่มหรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่ยิ้มหวานให้ผู้เป็นพี่ชายทันที “ข้ากินแล้ว พี่รอง ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก”

มู่จวินเซิ่งพยักหน้ารับเบา ๆ จากนั้นก็ไปยิ้มให้กับชายสูงวัย “เอาล่ะ แม่ทัพหลี่เชิญพูดต่อเถอะ”

“...”

พี่รอง?!

มู่ไป๋ไป่เรียกเขาว่าพี่รอง!

เด็กหนุ่มคนนี้ก็เป็นลูกชายของมู่เทียนฉงด้วยหรือ?

แม่ทัพหลี่ตกใจมาก เขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงรู้สึกคุ้นหน้ารองแม่ทัพฉินนัก

“แม่ทัพหลี่ น้องสาวของข้าพูดถูก” พอมู่จวินเซิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งอึ้งอยู่กับที่ เขาก็เหยียดยิ้มแล้วพูดเยาะเย้ย “ปัญหาที่หนานซวนก่อขึ้นในครั้งนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยของเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้”

“ทั้งจวนตระกูลจินแห่งเมืองชิงหยาง 53 ชีวิตที่ต้องสูญเสียไป”

“เมืองหลวง ศาลาหมื่นอสูร มีสัตว์บริสุทธิ์นับไม่ถ้วนถูกทารุณกรรม”

“จวนแม่ทัพที่เมืองชายแดนอีกมากกว่าร้อยชีวิต”

“ชีวิตที่ต้องสูญสิ้นไปทั้งหมดนี้เป็นเพียงการทดลองที่ไร้ยางอายของหนานซวน”

สีหน้าของมู่จวินเซิ่งเย็นชายิ่งขึ้นในขณะที่เขาบอกเล่าบาปของหนานซวนต่อไป

ในเวลาเดียวกัน จินซือหยางซึ่งกำลังแอบฟังอยู่ที่ประตูยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเอาไว้แน่น เพราะเขากลัวว่าเสียงร้องไห้ของเขาจะดังเข้าไปขัดจังหวะการพูดคุยกันในกระโจม

“...” ทางด้านแม่ทัพหลี่รู้สึกขายหน้าไม่น้อยเช่นกัน เขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องแมลงกู่ แต่เขาก็ไม่สามารถโต้แย้งฮ่องเต้หนานซวนได้อยู่ดี

“องค์ชายรอง พระองค์มีหลักฐานชัดเจนว่าหนานซวนเป็นคนกระทำตามที่พระองค์ตรัสหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

จบบทที่ บทที่ 228: ทำข้อตกลงสงบศึก

คัดลอกลิงก์แล้ว