เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 189: รู้สึกแปลก ๆ ที่นางเชื่อฟัง

บทที่ 189: รู้สึกแปลก ๆ ที่นางเชื่อฟัง

บทที่ 189: รู้สึกแปลก ๆ ที่นางเชื่อฟัง


เมืองชายแดนไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเท่ากับเมืองชิงหยาง เนื่องจากมันตั้งอยู่บริเวณชายแดนระหว่างทั้ง 2 แคว้น และแคว้นหนานซวนก็ได้เข้ามารุกรานหลายครั้ง

ทั่วทั้งเมืองมีโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียว มิหนำซ้ำสภาพก็ยังแย่มากอีกด้วย

ทันทีที่เซียวถังอี้กับมู่ไป๋ไป่เดินเข้าไปในประตู คิ้วของทั้ง 2 ก็ขมวดเข้าหากัน

หากต้องอยู่ในโรงเตี๊ยมที่มีสภาพซอมซ่อเช่นนี้ เขาเองก็ยังรู้สึกทนไม่ไหว แล้วเจ้าตัวเล็กนี่ล่ะ ถ้านางไม่ชอบนางคงร้องไห้อีกครั้ง

เมื่อเด็กหนุ่มนึกถึงตอนที่เด็กน้อยร้องไห้ คิ้วรูปกระบี่ก็ขมวดแน่นขึ้น

“มีอะไรหรือ?” มู่ไป๋ไป่เดินเข้าไปที่ประตูและเห็นว่าเซียวถังอี้ไม่ยอมขยับสักที เธอจึงกระตุกชายเสื้ออีกฝ่ายพลางถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านลืมเอาเงินมาหรือไม่? ไม่เป็นไรหรอก ข้ามีเงิน”

หลังจากพูดเช่นนั้นเธอก็หยิบเงินก้อนเล็ก ๆ ออกมาให้อีกคนดู

“...”

“แขกทั้ง 2 ตามหาห้องพักอยู่หรือไม่?” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่หลับอยู่บนโต๊ะต้อนรับได้ยินการเคลื่อนไหวจึงออกมาต้อนรับพวกเขาอย่างกระตือรือร้น

เมื่อเถ้าแก่เห็นการแต่งกายของเซียวถังอี้กับมู่ไป๋ไป่ ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย “แขกทั้ง 2 ต้องการห้องพักใช่หรือไม่ขอรับ? ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่ห้องชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมเรายังว่างอยู่ หากพวกท่านต้องการห้องที่เล็กกว่านั้นก็สามารถแจ้งเราได้เช่นกัน เราจะรีบจัดการให้พวกท่านทันที”

“ไปจัดการห้องพักให้เราด้วย” มู่ไป๋ไป่เอ่ยเสียงหวาน “และทำความสะอาดห้องที่ดีที่สุดทั้งหมดที่นี่ เราจะมีคนตามมาอีก”

“แล้วก็เตรียมอาหารจานร้อนอีก 1 โต๊ะ”

“เซียวเซียว ไปเอาชาที่พี่ใหญ่ชอบดื่มออกมาจากกระเป๋าข้า แล้วให้เถ้าแก่ไปชงมาให้เรา”

หลัวเซียวเซียวตอบรับ จากนั้นก็เดินไปเอาห่อชาแล้วเข้าไปหาเถ้าแก่โรงเตี๊ยมพร้อมกับห่อชา ทางด้านเถ้าแก่เองก็นำทางนางไปยังห้องครัว

นี่เป็นครั้งแรกที่เถ้าแก่รับคำสั่งจากเด็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้พูดอะไร เขาก็รู้ว่าเด็กหญิงมีอำนาจในการตัดสินใจ ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงอย่างมีความสุข

“เจ้าไม่ชอบโรงเตี๊ยมนี้หรือ?” หลังจากที่เถ้าแก่เดินออกไปแล้ว เซียวถังอี้ก็ลดสายตาลงมองคนตัวเล็กที่อยู่ด้านข้าง

“หา?” มู่ไป๋ไป่ทำหน้าสับสน “ทำไมข้าถึงต้องไม่ชอบมันด้วยล่ะ ในเมื่อเราเดินทางไกลเช่นนี้ เราเลือกที่อยู่ที่กินได้ไม่มากนักหรอก”

เธอจำได้ว่าชีวิตเมื่อชาติก่อนตอนที่เธอเดินทางไกลกับแม่ที่ชอบของราคาถูก เธอยังได้พักในหอพักราคา 50 หยวนต่อคืนด้วยซ้ำ

เธอที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาคงไม่มีอะไรให้ต้องเสียอีกแล้ว

แล้วเธอก็รู้ด้วยว่าเมืองชายแดนเป็นสถานที่เช่นไร

เซียวถังอี้มองมู่ไป๋ไป่แล้วพูดว่า “เจ้าเป็นเด็กที่รู้ความดีทีเดียว”

หลังจากกล่าวจบเขาก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม

“หืม? ท่านหมายความว่าอย่างไร!” เด็กหญิงใช้ขาป้อมสั้นรีบก้าวตามอีกฝ่ายไป “ข้ารู้ความแล้วอย่างไร?”

ภายในจวนแม่ทัพ

ปัจจุบันเหล่าองครักษ์เงาได้เคลื่อนย้ายศพทั้งหมดไปไว้ที่ลานหน้าบ้าน

“นายท่าน ที่นี่มีผู้ตายทั้งหมด 32 ศพขอรับ” องครักษ์เงาที่ติดตามมู่จวินฝานมาหลายปีแล้ว พวกเขาเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกขยะแขยงกับเลือดที่อยู่ตรงหน้า “ทั่วร่างของผู้ตายเหมือนกันหมดก็คือมีรอยฟันอยู่ทั่วตัว”

“สาเหตุของการเสียชีวิตคือการเสียเลือดมากเกินไป”

รอยฟัน… เสียเลือดมากเกินไป…

มู่จวินฝานนึกถึงสัตว์ประหลาดในจวนตระกูลจินขึ้นมาทันที คนพวกนั้นถูกพิษแมลงกู่ จากนั้นก็บ้าคลั่งโจมตีผู้คนไม่เลือกหน้า

“นายท่าน คนพวกนี้ถูกคนที่ติดพิษแมลงกู่กัดจนตาย” องครักษ์เงาเองก็คิดถึงสถานการณ์เดียวกันกับผู้เป็นนาย “ก่อนหน้านี้หมอเทวดาเจียงได้บอกไว้ว่าคนที่ถูกกัดก็จะติดพิษเช่นกัน”

“บนร่างกายของศพพวกนี้อาจจะมีพิษหลงเหลืออยู่”

“เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน เราควรจุดไฟเผาศพทั้งหมดดีหรือไม่ขอรับ?”

มู่จวินฝานคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว “รอก่อน รอจนกว่าจวินเซิ่งจะกลับมา”

ท้ายที่สุดแล้ว คนตายพวกนี้ก็เป็นคนรับใช้ในจวนแม่ทัพ หากแม่ทัพจ้าวไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ แล้วเขาเผาศพไปเช่นนี้มันอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในภายหลังขึ้นได้

แต่ถ้าแม่ทัพจ้าวรู้เรื่องดังกล่าว ศพพวกนี้ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้เช่นกัน

ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาจะเผาศพไปตอนนี้ไม่ได้

เราต้องรอจนกว่ามู่จวินเซิ่งจะนำข่าวเกี่ยวกับแม่ทัพจ้าวจากค่ายทหารกลับมาก่อน

“ขอรับ” องครักษ์เงาไม่รู้ว่าผู้เป็นนายคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ยอมรับคำสั่งโดยไม่เอ่ยปากถามสิ่งใดเพิ่มเติม

“อย่างไรก็ตาม” มู่จวินฝานนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ในนี้นอกจากคนรับใช้แล้ว มีสมาชิกในครอบครัวของแม่ทัพจ้าวหรือไม่?”

เท่าที่เขารู้ แม้ว่าแม่ทัพจ้าวจะไม่มีทายาท แต่เขายังมีภรรยาและอนุ 2 คน

“ไม่มีขอรับ” องครักษ์เงาส่ายหัวตอบ “คนของเราได้ตรวจค้นจวนแม่ทัพทุกซอกทุกมุมแล้ว ไม่มีใครต้องสงสัยว่าเป็นคนในครอบครัวของแม่ทัพจ้าว”

ไม่มีศพของคนในครอบครัวอยู่ที่นี่ ซึ่งหมายความว่าครอบครัวของแม่ทัพจ้าวอาจจะยังมีชีวิตอยู่

ถ้าเช่นนั้นทำไมคนที่ฆ่าคนรับใช้เหล่านี้ถึงไม่ฆ่าคนในครอบครัวแม่ทัพจ้าวด้วย?

มู่จวินฝานนิ่งคิดอย่างรอบคอบ แต่จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่คอราวกับว่าถูกแมลงกัด

แล้วเขาก็ยกมือขึ้นสัมผัสบริเวณที่รู้สึกเจ็บโดยสัญชาตญาณ แต่เขากลับไม่พบอะไรเลย ทุกอย่างดูเหมือนเป็นภาพลวงตาที่เขาคิดไปเอง

“นายท่าน? เกิดอะไรขึ้นขอรับ?” องครักษ์เงาเห็นว่าเจ้านายแสดงท่าทีผิดปกติจึงถามออกมา

“ไม่มีอะไร” เด็กหนุ่มรีบเก็บความรู้สึกแปลก ๆ ของตัวเองเอาไว้ “เจ้าทิ้งคนครึ่งหนึ่งให้คอยดูแลที่นี่เอาไว้”

“และอย่าปล่อยให้ใครเข้ามาที่นี่ได้”

“นอกจากนี้ หากพบคนที่ถูกวางยาพิษ ให้จัดการพวกเขาทันที อย่าปล่อยให้พวกเขาไปทำร้ายใครได้อีก”

หลังจากที่มู่จวินฝานจัดการเรื่องต่าง ๆ ที่จวนแม่ทัพเสร็จเรียบร้อย พอเขากลับไปถึงโรงเตี๊ยม อาหารร้อน ๆ ก็ถูกวางไว้จนเต็มโต๊ะแล้ว

“ท่านพี่!” มู่ไป๋ไป่เดินออกมาพร้อมกับถือผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน แล้วเธอก็เขย่งเท้าเอื้อมมือไปเช็ดหน้าให้พี่ชายของตัวเองในสภาพทุลักทุเล “ท่านใช้นี่เช็ดหน้าก่อนเร็วเข้า ผ้าเช็ดหน้านี้รมควันด้วยน้ำส้มสายชูและเหล้าขาวซึ่งสามารถกำจัดพิษได้”

ตั้งแต่คนตัวเล็กมาถึงโรงเตี๊ยม เธอไม่ได้หยุดพักผ่อนเลยแม้แต่น้อย

เธอได้สั่งให้เถ้าแก่และจื่อเฟิงทำอาหาร จากนั้นก็ทำผ้าเช็ดหน้าฆ่าเชื้อเอาไว้ให้มู่จวินฝานที่กลับมาจากจวนแม่ทัพ

“ในจวนแม่ทัพมีคนตายอยู่มากมาย ดังนั้นพวกเขาจะต้องมีเชื้อโรคปะปนอยู่มากมาย เพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน ท่านต้องทำความสะอาดร่างกาย” มู่ไป๋ไป่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เชิญท่านใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เช็ดมือและใบหน้าของท่านก่อน แล้วค่อยขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านบน ต่อไปทุกคนจะต้องใช้น้ำส้มสายชูกับสุราขาวเช็ดตัวบ่อย ๆ”

“พวกพี่ ๆ องครักษ์เงาก็เช่นกัน”

ขณะนั้นหลัวเซียวเซียวเดินออกมาพร้อมกับอ่างน้ำที่มีผ้าขนหนูพาดเอาไว้และแจกจ่ายให้กับองครักษ์เงาทุกคน

เหล่าองครักษ์เงาที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีต่างก็แอบชื่นชมองค์หญิงหก

“ไป๋ไป่รู้เรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยหรือ?” มู่จวินฝานหยิบผ้าเช็ดหน้าจาก น้องสาวมาด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ “เจ้าเก่งมากจริง ๆ”

“ฮิ ๆ นี่ไม่นับเป็นความสามารถอะไร” เด็กหญิงเกาหัวแก้เก้อ “ข้าก็ถามเซียว— เสด็จอาเล็กมาอีกที”

ทางด้านเซียวถังอี้ที่กำลังนั่งดื่มอยู่คนเดียวเหลือบมองคนตัวเล็กแล้วไม่ได้พูดอะไรออกไป

“ท่านพี่ ท่านหิวหรือไม่? ท่านรีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ชั้นบนก่อนเถอะแล้วค่อยลงมากินข้าว เราคงไม่ต้องรอพี่รองแล้ว” มู่ไป๋ไป่พูดเร่งเร้าอีกฝ่าย

ที่จริงมู่จวินฝานไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่สามารถต้านทานคำพูดของน้องสาวได้ เขาจึงเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

ในตอนนี้อวี้ฉี จินซือหยางและคนอื่น ๆ กำลังนั่งรออยู่ที่ห้องโถงแล้ว ท่าทางของพวกเขาบอกชัดเจนว่ากำลังรอให้เด็กหนุ่มเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ในจวนแม่ทัพให้ฟัง

“ไป๋ไป่ เจ้าขึ้นไปชั้นบนก่อนเถอะ” องค์รัชทายาทมองไปยังผู้คนที่นั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะ และในที่สุดเขาก็หันไปมองคนที่อายุน้อยที่สุด “เดี๋ยวพี่จะเรียกเจ้าลงมาอีกที เจ้าค่อยลงมาได้หรือไม่?”

“งือ…” มู่ไป๋ไป่เม้มปาก “ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ต้องเรียกข้านะ”

หลังจากพูดเช่นนั้นเธอก็เดินขึ้นไปชั้นบนอย่างเชื่อฟังภายใต้สายตาประหลาดใจของทุกคน

“ข้าคิดว่าองค์หญิงหกคงกำลังไม่พอใจ” จินซือหยางลอบถอนหายใจ “ข้าไม่คาดคิดว่าองค์หญิงหกจะเชื่อฟังขนาดนี้”

เซียวถังอี้เองก็ยกสุราขึ้นจิบและรอยยิ้มจาง ๆ ก็ปรากฏที่มุมปากของเขา มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกที่เจ้าตัวเล็กยอมเชื่อฟังโดยง่าย แต่อย่าคิดว่าเขาไม่เห็นว่านางแอบปล่อยแมวอ้วนออกมาเงียบ ๆ

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: แหม่ ไป๋ไป่ขยับตัวทำอะไรก็ไม่เล็ดรอดสายตาคุณคนนี้เลยนะ

จบบทที่ บทที่ 189: รู้สึกแปลก ๆ ที่นางเชื่อฟัง

คัดลอกลิงก์แล้ว