เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 188: มีแต่ศพ

บทที่ 188: มีแต่ศพ

บทที่ 188: มีแต่ศพ


“เนื่องจากเขาไม่ใช่คนที่ผิดคำพูด ฉะนั้นในเมืองจะต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่” มู่ไป๋ไป่โผล่หัวออกมาจากม้าของเซียวถังอี้ด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่รองรีบเข้าไปเถอะ”

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอเริ่มคุ้นเคยกับการตัวติดกับเจ้าสัตว์ประหลาดไปตลอดทาง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังสามารถใช้โอกาสนี้แอบฟังข่าวเกี่ยวกับเมืองเย่เฉิงที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนได้ทุกวันอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น เธอได้รู้ว่าแม่ทัพจ้าวมีปัญหาสุขภาพเมื่อปีที่แล้ว และได้รับการรักษาจากหมอหลายคนแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น

เป็นเพียงเพราะแม่ทัพจ้าวไม่มีทายาท เขาจึงไม่ได้รายงานข่าวนี้ไปที่เมืองหลวง

และในช่วงเวลานั้นก็เป็นช่วงที่แคว้นหนานซวนเริ่มก่อปัญหาบ่อยมากขึ้น

ในความเป็นจริง หลังจากมู่ไป๋ไป่รู้ข่าวดังกล่าว เธอก็คาดเดาได้คร่าว ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคราวนี้ แต่เธอยังไม่กล้าฟันธงเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้เธอยังไม่ลืมว่าตนอยากจะสืบสวนเรื่องอะไรเมื่อมาถึงชายแดน

“ข้าก็คิดเช่นเดียวกับไป๋ไป่” มู่จวินฝานพยักหน้าเห็นด้วย “จวินเซิ่ง เจ้าอย่ารอช้าเลย รีบไปที่จวนแม่ทัพกันเถอะ”

มู่จวินเซิ่งพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ก่อนที่เขาจะแสดงป้ายประจำตัวให้เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูเมือง แล้วกลุ่มของเขาก็สามารถผ่านเข้าไปในเมืองได้โดยตรง

“เมื่อเจ้าไปถึงจวนแม่ทัพ เจ้าอย่าได้เพ่นพ่านไปไหน” จู่ ๆ เซียวถังอี้ก็พูดขึ้นมา “คอยอยู่ข้างกายข้าไว้”

“เสด็จอา ท่านคิดว่ามีอะไรผิดปกติหรือ?” มู่ไป๋ไป่ฉลาดมาก เธอเงยหน้าขึ้นถามอีกฝ่ายเสียงเบา “หรือเสด็จอารู้อะไรบางอย่างที่ท่านพี่รัชทายาทกับพี่รองไม่รู้?”

เด็กหนุ่มมองเด็กน้อยด้วยสายตาชื่นชมแล้วพูดว่า “ตามข้ามาเถอะ”

“จะทำตัวลึกลับไปทำไม?” คนตัวเล็กพึมพำกับตัวเอง แต่เมื่อเธอลงจากม้า เธอก็จับชายเสื้อของคนตัวสูงกว่าเอาไว้แน่นและเดินตามเขาไปติด ๆ

แม้ว่าบางครั้งเจ้าสัตว์ประหลาดจะน่ารำคาญไปบ้างก็ตาม

แต่มู่ไป๋ไป่รู้ดีว่าการอยู่ข้างกายเขาในช่วงเวลาที่เกิดเรื่องมันจะปลอดภัยที่สุด

ดังนั้นเธอจึงไม่ทำตัววุ่นวายหรือซุกซนเหมือนปกติ อีกทั้งยังทำตัวเป็นเด็กดีมากเป็นพิเศษด้วย

“พี่ฉิน ตอนที่เรากำลังเดินทางมาที่นี่ ข้าพบว่าบนท้องถนนมีคนอยู่น้อยมาก” จินซือหยางซึ่งติดตามมู่จวินเซิ่งอดไม่ได้ที่จะกระซิบพูดว่า “ตอนที่ท่านออกมา เมืองเย่เฉิงมีสภาพเป็นเช่นไร?”

ทันทีที่ทั้งมู่จวินฝานและมู่ไป๋ไป่ได้ยินคำถามของอีกฝ่าย ทั้งคู่ก็นึกถึงข่าวลือที่พวกเขาได้ยินจากจินซือหยางยามที่พวกเขาอยู่ในเมืองชิงหยางได้

มู่จวินเซิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าแล้วส่ายหัว “ตอนที่ข้าเดินทางออกไป แม้ว่าตามท้องถนนจะไม่ค่อยมีคนมากนัก แต่มันก็ไม่ได้น้อยถึงเพียงนี้”

ระหว่างทางที่เด็กหนุ่มเดินผ่านมาเมื่อครู่นี้ หัวใจของเขาเริ่มหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ

ลางสังหรณ์ร้องบอกเขาว่ามู่ไป๋ไป่อาจจะพูดถูกว่าตอนนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นจริง

เมื่อมู่จวินเซิ่งคิดเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่าประตูจวนแม่ทัพที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นดูเหมือนจะห่างไกลมากยิ่งขึ้น

“เซียวเซียว จื่อเฟิง” มู่ไป๋ไป่หันไปกวักมือเรียกผู้ติดตามตัวน้อยทั้ง 2 คนของเธอ

“องค์หญิงมีอะไรหรือเพคะ” หลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงเดินเข้าไปหาองค์หญิงหกทันที

“จากนี้ไปให้พวกเจ้าเดินตามข้ามาติด ๆ” มู่ไป๋ไป่เหลือบมองเจ้าสัตว์ประหลาดเงียบ ๆ พอเห็นว่าเขาไม่มีข้อโต้แย้งอะไร ดังนั้นเธอจึงเตือนทั้งคู่ต่อไปว่า “หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริง พวกเจ้าอย่าได้หุนหันพลันแล่น พวกเจ้าต้องทำตามคำสั่งของข้า หรือต้องบอกข้าก่อนจะลงมือ”

อย่างไรก็ตาม เซียวถังอี้ก็เป็นคนที่แข็งแกร่งมาก ถ้าเขาสามารถปกป้องเธอได้คนหนึ่ง เขาก็จะสามารถปกป้องเด็กอีก 2 คนได้เช่นกัน

หลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงคอยติดตามองค์หญิงหกมาตลอดและผ่านประสบการณ์มามากมาย พวกเขาเข้าใจแล้วว่าการเดินทางไปยังจวนแม่ทัพในครั้งนี้อาจจะมีอันตราย เมื่อเจ้าตัวพูดเช่นนั้น พวกเขาจึงพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง

“เปิดประตู!” มู่จวินเซิ่งเคาะประตูเสียงดัง “มีคนมา! เปิดประตู”

ทว่าจวนแม่ทัพกลับเงียบสงบและไม่มีใครตอบเลย

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วและกระซิบกับองครักษ์เงาที่อยู่ด้านข้างว่า “เจี่ยอี เข้าไปดูข้างในและระวังอย่าให้ใครเห็นเข้า”

“ขอรับ!” ทันทีเจี่ยอีรับคำสั่ง เขาก็กระโดดข้ามกำแพงไป

ในขณะนี้ มีชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านประตูมาพอดี เมื่อเขาเห็นกลุ่มของมู่ไป๋ไป่ยืนรออยู่ที่ประตู เขาจึงถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่า “ทุกท่าน พวกท่านมาที่นี่เพื่อเข้าพบแม่ทัพจ้าวหรือ?”

“ใช่” มู่จวินฝานยิ้มทักทายอีกฝ่ายอย่างสุภาพ “ท่านผู้เฒ่า ท่านรู้หรือไม่ว่าแม่ทัพจ้าวหายไปไหน? พวกเราเรียกอยู่ที่หน้าประตูตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่มีใครเปิด”

ชายชรามองไปยังจวนแม่ทัพด้วยความหวาดกลัวก่อนจะลดเสียงพูดแนะนำเด็กหนุ่มตรงหน้าว่า “พวกท่านรีบออกไปให้เร็วที่สุดเถอะ เมื่อไม่กี่วันมานี้จวนแม่ทัพไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่”

“ข้าคิดว่าเมืองเย่เฉิงคงจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทำไมพวกท่านถึงเดินทางมาที่เมืองเย่เฉิงในเวลาเช่นนี้ล่ะ?”

ชายสูงวัยสบตากับมู่ไป๋ไป่และหลัวเซียวเซียวก่อนจะพูดออกมาว่า “หลานชายของข้าก็อายุพอ ๆ กับเด็ก 2 คนนี้ ตอนนี้พวกเขาถูกคนของหนานซวนลักพาตัวไปแล้ว”

“ในตอนแรกแม่ทัพจ้าวสัญญากับเราว่าจะพาเด็ก ๆ กลับมา”

“แต่นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว นอกจากเราจะไม่ได้เห็นหน้าเด็กพวกนั้น แม่ทัพจ้าวยัง…”

“ช่างเถอะ ๆ สงครามกำลังเริ่มต้นขึ้น ทุกคนก็ต้องพยายามเอาชีวิตรอดกันทั้งนั้น เราไม่ควรตำหนิแม่ทัพจ้าว”

หลังจากชายชราพูดจบ เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินจากไปเอง

“คนของแคว้นหนานซวนลักพาตัวเด็กอีกแล้วหรือ?” มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วและนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงก่อนหน้านี้ “ทำไมคนของแคว้นหนานซวนพวกนี้ถึงได้น่ารำคาญยิ่งนัก พวกมันลักพาตัวเด็กหรือเอาแต่ทดลองยาพิษกับสัตว์ป่าอยู่ทุกวัน”

“แล้วก็ยังมีแมลงกู่อีก”

“คนพวกนี้เก่งแต่ทำเรื่องสกปรกลับหลังคนอื่นสินะ”

“นั่นเป็นเพราะว่าถ้าพวกมันไม่เล่นสกปรกลับหลังคนอื่น พวกมันคงไม่มีโอกาสต่อกรกับเป่ยหลงได้” เซียวถังอี้พูดพร้อมกับยิ้มเยาะ

เด็กหญิงแทบไม่เคยได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้และอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย

ในขณะนี้เจี่ยอีที่ถูกส่งเข้าไปตรวจสอบก็ออกมาพร้อมกับสีหน้าไม่สู้ดีนัก

นั่นทำให้ความสนใจของมู่ไป๋ไป่เปลี่ยนไปที่อีกฝ่ายทันที

“นายท่าน ข้างในมีแต่ศพ” องครักษ์หนุ่มที่สงบสติอารมณ์ได้แล้วก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาพบเห็น “ข้าน้อยได้ค้นจนทั่วแล้ว ในนั้นไม่มีใครมีชีวิตรอดสักคน”

“อะไรนะ!” สีหน้าของมู่จวินเซิ่งเปลี่ยนไปทันที “เป็นไปได้อย่างไร! ที่นี่คือจวนแม่ทัพ!”

หากในจวนแม่ทัพมีแต่ศพ แล้วแม่ทัพจ้าวล่ะ?

แล้วกองทหารรักษาชายแดนที่ประจำการอยู่ในเมืองล่ะ?

ทุกคนรู้สึกหนาวสั่นไปสุดขั้วหัวใจ และไม่มีใครกล้าคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้น

“เราเข้าไปดูก่อน” มู่จวินฝานขมวดคิ้วแน่น “จวินเซิ่ง เจ้าช่วยนำทางพวกเราไปที่ค่ายทหารเพื่อสำรวจสถานการณ์ในกองทัพ อย่าทำอะไรเอิกเกริกให้ศัตรูไหวตัวทัน”

มู่จวินเซิ่งพยายามระงับความรู้สึกในใจ ก่อนจะพยักหน้ารับหนักแน่นและกระโดดขึ้นหลังม้าเพื่อควบม้าออกไปสืบที่ค่ายทหาร

“เสด็จอา กระหม่อมขอฝากให้พระองค์ดูแลไป๋ไป่ด้วย” มู่จวินฝานหันกลับมาพูดกับเซียวถังอี้ด้วยท่าทางนอบน้อม “ขอพระองค์อย่าให้นางได้เข้าไปยุ่งด้านใน”

“ท่านพี่รัชทายาท ไป๋ไป่จะไม่ทำตัววุ่นวาย” มู่ไป๋ไป่เม้มปากแน่น “ไป๋ไป่สามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้สำคัญมากเพียงใด”

นอกจากนี้เธอไม่ได้มีงานอดิเรกแปลก ๆ อย่างเช่นการไปยืนมองศพคนตาย

“ข้ารู้ว่าไป๋ไป่มีเหตุผล” เมื่อมู่จวินฝานมองดูใบหน้าที่น่ารักของน้องสาว เขาก็รู้สึกว่าหัวใจที่หนักอึ้งของเขาเบาลงเล็กน้อย “แต่…”

“เจ้าออกไปจัดการธุระเถอะ” เซียวถังอี้เอ่ยขัดจังหวะขึ้นมา “ข้าจะพานางไปพักที่โรงเตี๊ยมใกล้ ๆ จะให้นางมายืนรออยู่ที่นี่คงไม่ได้”

เดิมทีพวกเขาวางแผนที่จะมาพักอยู่ในจวนแม่ทัพ

แต่ตอนนี้จวนแม่ทัพกลับเต็มไปด้วยซากศพ ดังนั้นมันจึงไม่สะดวกสักเท่าไหร่ที่พวกเขาจะเข้าไปพักด้านใน

องค์รัชทายาทครุ่นคิดสักพักก่อนจะพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”

จบบทที่ บทที่ 188: มีแต่ศพ

คัดลอกลิงก์แล้ว