เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 179: ไม่มีความเป็นองค์หญิง

บทที่ 179: ไม่มีความเป็นองค์หญิง

บทที่ 179: ไม่มีความเป็นองค์หญิง


“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม่ทัพจ้าวพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องชายแดนของแคว้นเป่ยหลงเอาไว้ ใครจะทรยศต่อแว่นแคว้นก็ได้ แต่ไม่ใช่แม่ทัพจ้าว!” มู่จวินเซิ่งกำหมัดแน่น ในขณะที่กรามของเขาขบเข้าหากันจนขึ้นเป็นสัน และดวงตาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

เกือบ 10 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่เขาถูกทิ้งไว้ที่ชายแดนตอนอายุ 5 ขวบ

ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา คนที่คอยดูแลเขาและใช้เวลาร่วมกับเขามากที่สุดคือแม่ทัพจ้าว

คนผู้นั้นเป็นทั้งที่ปรึกษาและเป็นดั่งพ่อของเขา

เขายอมรับไม่ได้ และเขาไม่สามารถยอมรับว่าบุคคลดังกล่าวคิดจะทรยศแคว้นเป่ยหลง!

“น้องรอง” มู่จวินฝานขมวดคิ้วเล็กน้อย ในขณะที่ดวงตาของเขาฉายแววไม่พอใจ “เสด็จพ่อส่งเจ้าเข้าไปอยู่ในกองทัพเพื่อรับการฝึกฝนและขัดเกลานิสัยหุนหันพลันแล่นของเจ้า”

“หลังจากผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ทำไมเจ้ายังเป็นเหมือนเดิม?”

เขาอายุมากกว่ามู่จวินเซิ่งเพียง 1 ปี แต่เขากลับสามารถควบคุมตัวเองได้เร็วกว่าอีกฝ่าย

ตั้งแต่ยังเด็ก เขาจำได้ว่าน้องชายคนนี้เป็นคนที่มุทะลุทำอะไรไม่ยั้งคิด จึงก่อเรื่องมากมายในวังหลวง

“ไม่ว่าพี่ใหญ่จะพูดอะไร ข้าก็ไม่เคยขัด” มู่จวินเซิ่งกัดฟันก่อนจะหันหลังกลับด้วยความโกรธ “แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแม่ทัพจ้าวจะทรยศ”

“ถ้าเสด็จพ่อยืนกรานเช่นนั้น ข้าจะสืบสวนเรื่องนี้เอง!”

“...ข้าพูดตอนไหนว่าแม่ทัพจ้าวเป็นคนทรยศ?” มู่จวินฝานถอนหายใจ พร้อมกับตระหนักว่าเขาไม่สามารถพูดคุยกับน้องชายคนรองด้วยคำพูดที่ซับซ้อนเกินไปได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้อีกฝ่ายฟัง

“นั่นเป็นสาเหตุที่เสด็จพ่อส่งข้ามาที่ชายแดน”

มู่จวินเซิ่งตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและเขาต้องใช้เวลาอยู่สักพักในการปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด “คนของแคว้นหนานซวนหมายตาเมืองหลวงอยู่สินะ!”

“จองหองยิ่งนัก!”

“ถูกต้อง” องค์รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ “ถ้าเราไม่ได้ไป๋ไป่ บางทีคนของแคว้นหนานซวนอาจจะทำสำเร็จแล้วก็ได้”

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่แผนการของแคว้นหนานซวนถูกเปิดเผย 2 ครั้งติดต่อกันเพราะมู่ไป๋ไป่

“เสด็จพี่ น้องสาวคนนี้เกิดจากสนมคนใด?” เมื่อเอ่ยถึงเจ้าตัวเล็กคนนั้น มู่จวินเซิ่งก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ข้าคิดว่านิสัยของนาง… ช่างแตกต่างจากคนอื่นจริง ๆ”

พอเด็กหนุ่มนึกถึงภาพที่มู่ไป๋ไป่คิดว่าเขาเป็นโจรที่ทางการต้องการตัวเมื่อคืนนี้ มุมปากของเขาก็กระตุก และเขาต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเค้นคำว่า ‘แตกต่าง’ ออกมาได้

“แม่ของนางคือหว่านผิน” มู่จวินฝานตอบพลางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ “ไป๋ไป่แตกต่างออกไปจริง ๆ นางเป็นคนจิตใจดีและนิสัยดีมาก”

“เป็นเด็กดีจนน่าเหลือเชื่อ”

“เสด็จพ่อโปรดปรานนางมาก”

เมื่อมู่จวินเซิ่งเห็นรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายคนโต เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

ในความรู้สึกของเขา มู่จวินฝานจะไม่เผยรอยยิ้มเช่นนี้ต่อหน้าคนอื่น

ดูเหมือนว่าน้องสาวคนนี้จะพิเศษมากจริง ๆ

ในเวลานี้มู่ไป๋ไป่ที่ถูกพูดถึงกำลังนอนหลับสนิทโดยไม่ได้ฝันอะไร เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว

ตอนที่เด็กหญิงลืมตาตื่น เธอก็สัมผัสได้ถึงขนอุ่น ๆ ที่ซุกอยู่ตรงคอ

เธอตกตะลึงไปหลายอึดใจก่อนจะรู้ว่ามันคืออะไร

“เจ้าส้ม!” มู่ไป๋ไป่หันไปมองแมวตัวใหญ่ด้านข้างแล้วเอื้อมมือไปตีก้นมันด้วยความโมโห “เมื่อวานเจ้าไปไหนมา?!”

เมื่อวานตอนที่เธอไปที่จวนตระกูลจิน เจ้าแมวอ้วนตัวนี้ก็ไปด้วยกัน แต่ก่อนที่จะเข้าประตูจวนไป มันก็บอกว่ามันปวดท้อง

หลังจากนั้นมันก็หายไปไม่โผล่มาให้เห็นหัวอีกเลย

เธอคิดว่ามันถูกคนคลั่งกินไปแล้วเสียอีก

“โอ๊ย!” แววตาสำนึกผิดของเจ้าส้มเบิกกว้าง “ข้าไม่ได้ไปไหน ข้าแค่ไปอึ หลังจากจัดการธุระเสร็จแล้วข้าก็แค่ไปเดินเล่นใกล้ ๆ”

“เจ้าแมวอ้วน เจ้านี่เริ่มจะอาจหาญมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ ถึงได้กล้าปิดบังข้า!” เด็กหญิงต่อว่าขณะบีบพุงย้วย ๆ ของอีกฝ่าย “เมื่อก่อนตอนที่อยู่ในวังหลวง ข้าสามารถวางใจเพราะมีเจ้าคอยช่วยเหลือ”

“แต่ทันทีที่ก้าวขาออกจากวัง เจ้าได้กลายเป็นแมวไร้ประโยชน์ไปแล้ว!”

“รู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนข้าเกือบถูกลักพาตัวไป!”

แน่นอนว่าเจ้าส้มรู้เรื่องนี้ เพราะตอนที่มันกลับมาในตอนเที่ยง มันก็ได้ยินใครบางคนพูดถึงประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นของมู่ไป๋ไป่เมื่อคืน ซึ่งทำให้มันรู้สึกผิดมาก

มิหนำซ้ำมันยังเป็นแมวที่อยู่ข้างกายนางอีกด้วย

การที่ท่านจ้าวอสูรถูกลักพาตัวไปใต้ปีกจมูกของมัน หากใครรู้เรื่องนี้เข้า ต่อจากนี้มันจะมีหน้าไปทัศนาจรทั่วหล้าได้อย่างไร

“เหมียว… ข้าขอโทษ” เจ้าส้มขยับบั้นท้ายในขณะที่พูดเสียงอ่อย “เมื่อวานข้าบังเอิญเมา…”

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องบังเอิญ

เมื่อวานนี้หลังจากที่มันจัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว มันก็ได้กลิ่นหอมของสุรา

กลิ่นสุรานั้นหอมหวานและกลมกล่อมอย่างที่มันไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน มันจึงอดไม่ได้ที่จะเดินตามกลิ่นนั้นไป

“ข้าสาบานเลยนะว่าข้าจิบไปแค่อึกเดียวเท่านั้น!” เจ้าส้มยกอุ้งเท้าอ้วน ๆ ของมันขึ้นมาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่ดูเหมือนว่าสุราจะมีฤทธิ์แรงเกินไป! หลังจากดื่มไปได้อึกเดียว ข้าก็เมาแล้ว!”

“พอข้าลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาเที่ยงวันเสียแล้ว”

“ข้าได้ยินมาว่ามีเหตุเพลิงไหม้ที่จวนตระกูลจินเมื่อคืน และมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ข้าจึงได้รีบกลับมาทันที”

“โชคดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร”

มู่ไป๋ไป่เห็นแมวอ้วนตัวสีส้มทำท่าคอตก มันดูเหมือนจะรู้สึกผิดมาก เธอจึงไม่ได้ต่อว่ามันอีก เธอทำเพียงแค่พยักหน้าแล้วเตือนมันว่าคราวหน้าอย่าดื่มหนักเช่นนี้อีก

“ที่นี่คือเมืองชิงหยาง เราอยู่ใกล้กับแคว้นหนานซวนมากกว่าเดิม เราไม่รู้ว่าเราจะพบกับใครบ้าง จะมีใครที่แปลกประหลาดเหมือนกับเถ้าแก่ศาลาหมื่นอสูรหรือไม่ด้วย”

“เจ้าต้องระวังตัวเองให้ดี ไม่เช่นนั้นเจ้าจะถูกจับไปทดลองยา และข้าก็จะไม่สามารถช่วยเจ้าได้”

“ข้ารู้ ข้าเข้าใจแล้ว” เจ้าส้มเอาหัวมาถูมู่ไป๋ไป่อย่างประจบประแจง จากนั้นมันก็กลืนน้ำลายเสียงดัง “เจ้ารีบตื่นได้แล้ว ข้าได้กลิ่นปลาเปรี้ยวหวานแล้วเนี่ย”

“...”

เจ้าแมวจอมตะกละ!

แล้วในครัวก็กำลังทำปลาเปรี้ยวหวานอย่างที่มันว่าจริง ๆ

มู่จวินฝานคิดว่ามู่ไป๋ไป่คงรู้สึกหวาดกลัวมากกับเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เขาจึงสั่งให้คนครัวของโรงเตี๊ยมทำอาหารที่เหมาะสำหรับเด็กเตรียมเอาไว้ให้นาง

สุดท้ายเขาได้สั่งให้หมอต้มยาสงบใจให้นางด้วย

พอถึงเวลาที่มู่ไป๋ไป่ลงไปชั้นล่างและมองดูโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารหลากสีสัน ทุกคนก็ทำหน้าสับสน

“ไป๋ไป่มาแล้วหรือ?” มู่จวินฝานกำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับซุนเต๋อเซิ่ง แต่พอได้ยินเสียงคนเดินลงมา เขาก็หันไปโบกมือให้คนตัวเล็ก “เจ้ามาทันเวลาพอดี รีบมากินข้าวเถอะ”

เด็กหญิงเหลือบมองไปรอบ ๆ แล้วก็นึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ “ท่านพี่ อาหารพวกนี้เป็นของข้าคนเดียวหรือไม่?”

“ไม่เช่นนั้นล่ะ?” มู่จวินเซิ่งที่ลงมาจากชั้นบนมองด้วยความอิจฉา

แต่มู่จวินฝานบอกว่าอาหารบนโต๊ะนี้เตรียมเอาไว้ให้มู่ไป๋ไป่โดยเฉพาะ

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือไม่มีส่วนแบ่งของเขา

เด็กหนุ่มจึงเม้มปากด้วยความไม่พอใจ

เมื่อมู่ไป๋ไป่หันไปเห็นพี่ชายคนรอง เธอก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็ยิ้มหวานและตะโกนเรียกอีกฝ่ายเสียงหวาน “พี่รอง!”

ยามนี้คนตัวเล็กเปลี่ยนไปจากสภาพมอมแมมเมื่อคืนแล้ว ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ขาวนวลของเธอก็ดูเปล่งปลั่งมากกว่าเดิม ทำให้เธอดูเหมือนตุ๊กตาในภาพวาดที่ดูน่ารักมาก

มู่จวินเซิ่งเลิกคิ้วขึ้นพลางลอบถอนหายใจในใจ

สมแล้วที่นางเป็นลูกหลานของตระกูลมู่ นางงดงามมากจริง ๆ

“รีบมานั่งแล้วกินข้าวเถอะ ไม่อย่างนั้นอาหารจะเย็นหมด” มู่จวินฝานทิ้งซุนเต๋อเซิ่งไว้ด้านหลัง แล้วเดินเอามือไพล่หลังเข้าไปหาน้องสาวตัวน้อย “ถ้ายังไม่พอ ก็ให้ห้องครัวทำอาหารมาเพิ่มอีก”

“พอแล้วเจ้าค่ะ!” มู่ไป๋ไป่รีบพูดขึ้น “ข้ากับเซียวเซียวกินเยอะที่ไหนกัน?”

หลัวเซียวเซียวก็เหมือนกับเธอ นางเองก็นอนหลับยาวทั้งวัน

และตลอดมามู่ไป๋ไป่ไม่เคยสนใจความแตกต่างระหว่างเจ้านายกับคนรับใช้ ตามปกติแล้วเธอกับหลัวเซียวเซียวจะกิน ดื่ม และเล่นด้วยกันตลอด ดังนั้นมู่จวินฝานจึงไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่มู่จวินเซิ่งกลับรู้สึกประหลาดใจกับพฤติกรรมของน้องสาวคนนี้

เจ้าตุ๊กตาตัวนี้ไม่มีความเป็นองค์หญิงเลย

จบบทที่ บทที่ 179: ไม่มีความเป็นองค์หญิง

คัดลอกลิงก์แล้ว