เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 180: พี่น้องฝาแฝด

บทที่ 180: พี่น้องฝาแฝด

บทที่ 180: พี่น้องฝาแฝด


“นอกจากนี้ เซียวเซียวกับข้าไม่ใช่จื่อเฟิงสักหน่อย” มู่ไป๋ไป่พูดพลางทำหน้าซับซ้อน “เราจะกินเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร!”

“หา?” จื่อเฟิงที่อยู่ด้านข้างพอได้ยินคนพูดถึงตัวเอง เขาก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาตั้งคำถาม “คนหนู ที่นี่มีอาหารไม่มากหรือ?”

“...”

แน่นอนสิว่าไม่มากพอสำหรับท่าน!

“พี่รอง ท่านอยากกินข้าวด้วยกันหรือไม่?” มู่ไป๋ไป่เห็นมู่จวินเซิ่งกำลังจ้องมองตน เธอจึงยิ้มให้อีกฝ่ายและกวักมือเรียกเขา “ไปกินด้วยกันเถอะ!”

เด็กหนุ่มที่ถูกชักชวนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย มื้อที่แล้วเขาไม่ได้กินอะไรมากเพราะเขาอยู่กับมู่จวินฝาน ดังนั้นตอนนี้เขาจึงรู้สึกหิวขึ้นมาเล็กน้อย

นอกจากนี้อาหารบนโต๊ะล้วนมีรสหวานอมเปรี้ยวซึ่งเป็นรสที่เขาชอบ ดังนั้นท้องของเขาจึงเริ่มส่งเสียงคำรามประท้วงทันที

แต่ว่า…

มู่จวินเซิ่งเหลือบมองพี่ชายคนโตด้วยความรู้สึกลังเล

“ไปกัน!” มู่ไป๋ไป่เห็นสีหน้าของพี่รองของตนจึงรีบก้าวไปข้างหน้าและลากเขาลงไปชั้นล่างด้วยกัน

เธอตัวเตี้ยมาก แล้วมือเล็ก ๆ ของเธอก็นุ่มดุจผ้าฝ้าย

มู่จวินเซิ่งรู้สึกราวกับว่าเขาสามารถบดขยี้มือเล็ก ๆ นี้ได้ด้วยการออกแรงเพิ่มเพียงเล็กน้อย

“ท่านพี่ ท่านจะไปกินข้าวด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ?” มู่ไป๋ไป่รู้ว่าอาหารส่วนของมู่จวินฝานนั้นจะถูกจัดขึ้นโต๊ะตรงเวลามาก แต่เธอก็ยังเอ่ยปากถามเขาตามมารยาท

“ไม่แล้วล่ะ” ตามที่คาดไว้ เด็กหนุ่มปฏิเสธ “พวกเจ้าค่อย ๆ กินไปเถอะ ข้ายังมีเรื่องต้องไปจัดการอยู่อีก”

หลังจากพูดจบเขาก็เดินกลับไปนั่งแล้วฟังรายงานของซุนเต๋อเซิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมืองต่อไป

เมื่อวานนี้ชายชราก็ได้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของนักดาบหิรัณย์เช่นกัน

แน่นอนว่าเขาก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ผู้คนกลายเป็นบ้าและไล่กัดกินแขกในงานอีกด้วย

ตอนนั้นเขาตกใจมากจึงวิ่งหนีไปทันที

ไม่อย่างนั้น คนของมู่จวินฝานคงไม่ไปจับเขาแล้วลากเขากลับมาเพื่อให้เขาเข้ามาควบคุมสถานการณ์โดยรวม

“ตอนนี้คนที่ได้รับบาดเจ็บในเมืองได้พักอยู่ที่ศาลาว่าการเป็นการชั่วคราวขอรับ” ซุนเต๋อเซิ่งก้มหน้าลงไม่กล้ามองหน้าองค์รัชทายาท “และเจ้าหน้าที่ระดับล่างได้จัดหมอในเมืองให้ไปตรวจผู้บาดเจ็บทุกคนเรียบร้อยแล้ว”

“บาดแผลที่ถูกคนที่ถูกพิษกัดเปลี่ยนกลายเป็นสีดำซึ่งดูเหมือนจะเป็นสัญญาณของการติดพิษ”

มู่จวินฝานเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะ ซึ่งแต่ละจังหวะดูเหมือนจะกระทบเข้าที่หัวใจของชายสูงวัย ทำให้เขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

“ท่านจับฆาตกรที่ฆ่าเจ้าเจ็ดได้แล้วหรือยัง?” มู่จวินฝานถามเสียงเย็นชา เป็นผลให้ซุนเต๋อเซิ่งประหลาดใจ

หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในจวนตระกูลจินเมื่อวานนี้ อีกฝ่ายยังจำเจ้าเจ็ดได้อยู่อีกหรือ?

ชายชราแทบจะจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเจ้าเจ็ดคือใคร

ทางด้านมู่จวินฝานดูเหมือนจะมองทะลุความคิดของชายตรงหน้า เขาจึงยกยิ้มมุมปากพร้อมกับพูดว่า “ต้องให้ข้าเตือนความจำท่านหรือไม่ ใต้เท้าซุน?”

ท่าทางนั้นทำให้ซุนเต๋อเซิ่งยิ่งตัวสั่นเทาแล้วรีบปฏิเสธ “ไม่! ไม่ต้องขอรับ! เจ้าเจ็ด การตายของเจ้าเจ็ดยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนขอรับ”

“เจ้าหน้าที่ระดับล่างระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำของศาลาว่าการ”

“ข้าน้อยเชื่อว่าอีกไม่กี่วันฆาตกรก็จะสารภาพขอรับ”

“รอให้ฆาตกรสารภาพอย่างนั้นหรือ?” มู่จวินฝานเยาะเย้ย “ซุนเต๋อเซิ่ง ข้าคิดว่าท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจัดการกับคดีนี้อย่างไร”

ในเวลานี้มู่ไป๋ไป่กินข้าวไปด้วยและแอบฟังคนทั้ง 2 พูดคุยกันไปด้วย ด้วยความไม่ระวังเธอจึงเผลอกินขิงแก่ชิ้นหนึ่งเข้าไป รสเผ็ดของมันแผ่ซ่านไปในปากของเธอจนแทบจะหายใจไม่ออก

“เอ้านี่” มู่จวินเซิ่งหยิบถ้วยชาส่งให้เด็กน้อย เมื่อเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของนาง เขาก็รู้สึกว่ามันน่าขบขันและอดไม่ได้ที่จะล้อเลียนน้องสาว “เวลาอยู่ที่นั่นเจ้าก็กินเช่นนี้หรือ เสด็— ท่านพ่อไม่ว่าอะไรเจ้าหรือ?”

“อึก ๆๆ” มู่ไป๋ไป่ดื่มชารวดเดียวหมดถ้วย แต่ก็ยังรู้สึกเผ็ดอยู่เลยจึงต้องแลบลิ้นออกมา “ไม่เจ้าค่ะ ไป๋ไป่ก็กินเช่นนี้ตลอด”

“นอกจากนี้ ท่านพ่อก็ไม่ว่าอะไรไป๋ไป่สักคำ”

“จริงหรือ?” เด็กหนุ่มทำหน้าตาเหลือเชื่อ ในความทรงจำของเขา มู่เทียนฉงเป็นพ่อที่เข้มงวดมากมาโดยตลอด

“แน่สิเจ้าคะ!” เด็กหญิงยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “ท่านพ่อรักไป๋ไป่มากที่สุด”

“...”

เด็กคนนี้น่าทึ่งมาก!

“แล้วเหตุใดท่านพ่อถึงยอมให้เจ้าตามพี่ใหญ่มายังที่ห่างไกลเช่นนี้?” มู่จวินเซิ่งรู้สึกขบขันกับท่าทางของน้องสาว ก่อนจะถามขึ้นมาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าชายแดนอันตรายมากเพียงใด? ที่นี่มีพายุทรายตลอดทั้งปี และอากาศดี ๆ มีให้เห็นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น”

“อาหารการกินก็มีน้อย”

“มันแร้นแค้นมาก”

มู่ไป๋ไป่ไม่รู้ว่าชายแดนเป็นอย่างไร พอเธอได้ยินสิ่งที่พี่ชายคนรองพูด เธอก็รู้สึกว่ามันเกินจินตนาการของตนไปมาก เธอจึงตกใจและถามออกไปว่า “มันแร้นแค้นขนาดนั้นเลยหรือ แล้วทำไมพี่รองถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”

“...”

“เขาถูกพ่อของเจ้าส่งมาที่นี่น่ะ” จู่ ๆ เสียงเฉยเมยก็ดังขึ้นมาจากประตู ก่อนที่เซียวถังอี้จะเดินเข้ามาพร้อมกับมีชายหนุ่ม 2 คนที่หน้าเหมือนกันเดินตามหลังเข้ามาด้วย

“เสด็— อะแฮ่ม ท่านอา!” มู่จวินเซิ่งยืนขึ้นคำนับให้กับผู้เป็นอาด้วยท่าทางเคารพ “จวินเซิ่งคารวะท่านอา”

เซียวถังอี้ซึ่งมีอายุมากกว่ามู่จวินเซิ่งเพียงไม่กี่ปี แต่จู่ ๆ ก็ถูกเรียกขานในตำแหน่งที่แก่กว่าอายุจริงนับ 10 ปี มุมปากของเขาจึงกระตุกขณะที่เขาโบกมือเพื่อส่งสัญญาณบอกอีกฝ่ายว่าไม่จำเป็นต้องมากพิธี

จากนั้นเขาก็หันไปให้ความสนใจเจ้าตัวเล็กที่เขาตามหามาเกือบ 1 วัน 1 คืนเต็ม

มุมปากของมู่ไป๋ไป่ยังคงมีเมล็ดข้าวเปื้อนอยู่ สีหน้าของนางอาจจะดูสับสนมึนงงเล็กน้อย นอกจากรอยแดงบริเวณแก้มแล้ว แขนขายังอยู่ครบสมบูรณ์ ไม่มีส่วนไหนบุบสลาย

นั่นทำให้หัวใจที่เคยหนักอึ้งของเด็กหนุ่มค่อย ๆ เบาลง แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว

“แม่เจ้าประคุณรุนช่อง!” อวี้เซิ่งรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นมู่ไป๋ไป่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ “เมื่อคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้น!”

“ท่านรู้หรือไม่ว่าคุณชายเซียวกับข้าแทบจะพลิกเมืองชิงหยางเพื่อตามหาท่านแล้ว!”

ปรากฏว่า ‘จมูกสุนัข’ ของจื่อเฟิงใช้การไม่ได้หลังจากที่ออกจากจวนตระกูลจินได้ไม่นาน

นอกจากนี้คนที่เฝ้าประตูเมืองยังบอกอีกว่าไม่มีใครพาเด็กออกจากเมือง ดังนั้นเซียวถังอี้จึงคิดว่ามู่ไป๋ไป่ยังคงอยู่ในเมือง

และเขาก็ได้พาอวี้เซิ่งไปค้นหาคนในเมืองตลอดทั้งคืน พวกเขาค้นหาไปทั่วทุกที่ที่เจ้าตัวเล็กอาจจะไป

“หา?” มู่ไป๋ไป่เหลือบมองเด็กหนุ่มที่สวมหน้ากากสีเงินด้วยความประหลาดใจ

อวี้เซิ่งใช้เวลาทั้งคืนในการตามหาเธอ เรื่องนั้นเธอยังพอเข้าใจได้

เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อให้มาดูแลเธอ

แต่เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าสัตว์ประหลาดคนนี้กัน?

เขาแค่ใจดีหรือ?

หรือเขากลัวว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับ ‘หลานสาว’ ของตัวเอง ท่านพ่อจะสอบสวนเขาในภายหลัง?

ยิ่งคิดหาเหตุผลเรื่องนี้มากเท่าไหร่ มู่ไป๋ไป่ก็รู้สึกว่ามีแนวโน้มจะเป็นเหตุผลอย่างหลังมากขึ้นเท่านั้น เธอจึงแอบแค่นเสียงเยาะเย้ยในใจ

ก่อนหน้านี้เขาทำตัวไม่เกรงกลัวใครเลยไม่ใช่หรือ?

ที่แท้เขาก็กลัวท่านพ่อนี่เอง!

“ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!” อวี้เซิ่งมองไปที่โต๊ะอาหารที่พร่องไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งโดยไม่สนใจพิธีรีตอง จากนั้นเขาก็ตะโกนสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์นำชามและตะเกียบมาเพิ่ม “อวี้ฉี คุณชายเซียว นั่งลงกินข้าวกันก่อนเถอะ”

“คุณชายรอง ท่านไม่ถือสาใช่หรือไม่?”

แม้ว่าเขาจะหันไปถามคล้ายขอคำอนุญาตจากมู่ไป๋ไป่กับมู่จวินเซิ่ง แต่น้ำเสียงที่เขาใช้นั้นไม่ต่างจากการบังคับเลยสักนิด

“ตามสบายเถอะ…” เด็กหญิงไม่อยากโต้เถียงกับเขา แต่เมื่อดวงตาของเธอกวาดไปมองคนอื่น ๆ เธอก็ต้องตัวแข็งทื่อและขยี้ตาด้วยความเหลือเชื่อ “อวี้เซิ่ง นี่ข้ากำลังฝันไปอยู่หรือไม่? ทำไมข้าถึงเห็นคนผู้นี้มีหน้าตาเหมือนท่านเลย!”

“อุ้ย! ดูเหมือนเขาจะจ้องข้าอยู่ด้วย!”

อวี้ฉีหันไปมองคนตัวเล็กตรงหน้า ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร

“อะแฮ่ม... คุณหนู ท่านมองไม่ผิด” อวี้เซิ่งไอแห้ง ๆ ก่อนจะแนะนำว่า “นี่คือน้องชายฝาแฝดของข้า อวี้ฉี”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เจ้าตัวเล็กคิดไปเองเป็นตุเป็นตะ 5555

จบบทที่ บทที่ 180: พี่น้องฝาแฝด

คัดลอกลิงก์แล้ว