เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 168: ทำไมท่านถึงได้ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้?

บทที่ 168: ทำไมท่านถึงได้ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้?

บทที่ 168: ทำไมท่านถึงได้ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้?


ทางด้านมู่ไป๋ไป่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว เมื่อสาวใช้ทั้ง 2 คนพยายามจะจับตัวเธอ เธอก็ก้มตัวลงก่อนจะเบี่ยงตัวไปอีกทาง

เนื่องจากเธอตัวเล็กและมีร่างกายยืดหยุ่น ดังนั้นสาวใช้พวกนั้นจึงไม่สามารถจับเธอไว้ได้

จินซือซือรู้สึกไม่ชอบหน้ามู่ไป๋ไป่ตั้งแต่แรกเห็น และอยากจะจัดการกับเธอ พอเห็นว่าสาวใช้จับเจ้าตัวเล็กไม่ได้สักที นางจึงก่นด่าสาวใช้ว่าเป็นพวกไร้ประโยชน์ ก่อนจะเลิกแขนเสื้อตัวเองขึ้น

“นี่ ทำไมท่านถึงได้ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้?” เด็กหญิงชำเลืองมองสัตว์ประหลาดที่กำลังจะตามมาทันแล้วจ้องเด็กสาวตรงหน้าด้วยความโกรธ “ข้าเตือนให้ท่านหนีเอาตัวรอดแล้วไม่ใช่หรือ?”

เธอไม่เคยเห็นใครที่รนหาที่ตายขนาดนี้มาก่อน!

“หนี?” จินซือซือเลิกคิ้วขึ้น “ตระกูลจินของเราเป็นที่ที่ปลอดภัยมาก มันจะไปมีสัตว์ประหลาดอย่างที่เจ้าบอกได้อย่างไรกัน?”

“ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นจริง ๆ ท่านพ่อคงรีบมาหาข้านานแล้ว”

“คงเป็นเจ้า นังเด็กเหลือขอที่แอบหนีเข้ามาในนี้— กรี๊ดดดดด! สัตว์ประหลาด!”

ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะพูดจบ นางก็เหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งที่อยู่ในสภาพเปื้อนเลือดปรากฏตัวขึ้นไม่ไกล ชายคนนั้นยังคงสวมเสื้อผ้าของคนรับใช้ตระกูลจิน แต่ใบหน้าของเขาดูบิดเบี้ยวจนมองไม่ชัดว่าเป็นใคร และปากก็เปิดออกกว้างพร้อมกับส่งเสียงน่ากลัวออกมา

ทางด้านสาวใช้ที่ยังคงพยายามจับมู่ไป๋ไป่ก่อนหน้านี้ได้วิ่งหนีไปด้วยความตกใจแล้ว

แต่เหมือนขาของจินซือซือจะไม่ยอมขยับตามใจนึก ทำให้นางล้มลงกับพื้น ขานางอ่อนแรงจนไม่สามารถวิ่งหนีต่อไปได้ ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงเบิกตากว้างจ้องมองสัตว์ประหลาดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

มู่ไป๋ไป่ที่กำลังจะวิ่งหนีเมื่อเห็นท่าทางของเด็กสาว เธอก็พูดไม่ออกอยู่ชั่วอึดใจและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะยื่นมือออกไปช่วยเหลืออีกฝ่าย

“ท่านจะมัวนั่งนิ่งอยู่ทำไม อยากตายหรืออย่างไรหา!”

“ลุกขึ้น!”

จินซือซือที่ถูกเด็กหญิงดึงขึ้นมากลับมามีสติอีกครั้ง พอเห็นว่าสัตว์ประหลาดกำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว หัวใจของนางก็เย็นเฉียบ ตอนนี้นางไม่สนใจอะไรอีกแล้วขณะที่ยกมือขึ้นผลักอีกคนไปทางสัตว์ประหลาดตัวนั้น

ใครจะไปคาดคิดว่า มู่ไป๋ไป่ที่ใจดียื่นมือเข้าช่วยเหลือศัตรูจะถูกตอบแทนเช่นนี้ นั่นทำให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีเพราะความโกรธ

จากนั้นเธอก็ดึงแส้ออกมาจากเอวพร้อมกับพยายามหาอะไรบางอย่างมาเป็นเครื่องทุ่นแรง

แต่ภายในสนามหญ้าแห่งนี้ว่างเปล่า มันไม่มีอะไรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เลย

พอมู่ไป๋ไป่เห็นสัตว์ประหลาดเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ เธอก็สามารถมองเห็นเศษชิ้นเนื้อและเลือดติดอยู่ที่ปากของมันได้อย่างชัดเจน

นั่นทำให้คนตัวเล็กโกรธมากยิ่งขึ้นไปอีก!

หากเธอรู้ว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ เธอจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยจินซือซือเลย!

ท่านพี่รัชทายาทพูดถูก เธอไม่ควรเข้าไปยุ่งเรื่องพวกนี้อีกต่อไป!

มู่ไป๋ไป่หลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง และอธิษฐานในใจขอให้สัตว์ประหลาดไม่กัดหน้าเธอ

ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับมีบางอย่างพุ่งผ่านหน้าเด็กหญิงไปก่อนที่เธอจะทันได้ตอบโต้ เธอกระชับแส้ในมือแน่นขึ้น จากนั้นก็มีแรงดึงเธอกลับ

ส่งผลให้ร่างกลม ๆ ของเธอหมุนคว้างอยู่หลายครั้ง แล้วสุดท้ายก็ไปตกอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่น

“นี่ เจ้าเด็กจอมจุ้นอย่างเจ้าก็มีวันนี้ด้วยหรือ?” เสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้นพร้อมกับท่าทีเยาะเย้ย

พอเซียวถังอี้เห็นมู่ไป๋ไป่มองตนตาไม่กะพริบ เขาก็เลิกคิ้วขึ้นสูง “อะไร เจ้ากลัวจนตายไปแล้วหรือ?”

เขาคิดว่าเจ้าตัวเล็กกล้าหาญมาก แต่ตอนนี้นางก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งอยู่ดี

ตอนที่เด็กหนุ่มกำลังจะเอ่ยปากพูดคำปลอบโยน จู่ ๆ เด็กหญิงทรงหน้าก็คว้าคอเสื้อเขาแล้วตะโกนใส่เขาเสียงดังว่า “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร! ท่านตามข้ามาใช่หรือไม่? ในเมื่อท่านตามข้ามาแล้ว ทำไมท่านไม่ออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้!”

“ข้าเกือบจะโดนเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นกินไปแล้ว!”

มุมปากของเซียวถังอี้กระตุก ทันทีที่เขาคลายมือออก มู่ไป๋ไป่ก็หล่นลงไปก้นกระแทกกับพื้นเสียงดังตุ๊บ

“โอ๊ย!” คนตัวเล็กลูบก้นตัวเองที่กระแทกกับพื้นถึง 2 ครั้งในวันเดียว พร้อมกับพองแก้มด้วยความโกรธ ตอนนี้เธอโมโหมากจนเหมือนมีควันพุ่งออกจากหูเลยทีเดียว “ท่านทำอะไรน่ะ!”

“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” เซียวถังอี้ยักไหล่พลางเหลือบมองมู่ไป๋ไป่ด้วยหางตา “ข้าแค่คิดว่ามันเสียงดังก็เท่านั้น”

เขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้ไม่สามารถพูดอะไรดี ๆ แบบคนอื่นได้หรอก

“ท่านว่าใครเสียงดัง!” มู่ไป๋ไป่หรี่ตาทำท่าขู่เขาฟ่อ ๆ “ข้ายังไม่ได้ถามท่านเลยว่าทำไมท่านถึงตามข้ามาจนถึงเมืองชิงหยาง!”

เซียวถังอี้เสตามองไปทางอื่นนิ่ง ๆ “หุบปากซะ ถ้าไม่อยากตาย”

“นี่ท่าน!” เด็กหญิงกำลังจะโต้เถียงกับเขา เมื่อได้ยินเสียง “แฮ่ ๆ” ดังมาจากข้างหลังอีกครั้ง เธอก็กลืนคำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากแล้วไปหลบอยู่ด้านหลังคนตัวสูงกว่า ก่อนจะโผล่เพียงหัวออกมามองสัตว์ประหลาดตัวนั้น

พอเซียวถังอี้เห็นท่าทางหวาดกลัวของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกขบขัน “เมื่อกี้เจ้ายังปากเก่งอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”

มู่ไป๋ไป่กะพริบตามองเขาอย่างไร้เดียงสาขณะที่โต้กลับไปว่า “ปากเก่งอะไร ไม่เห็นรู้เรื่องเลย เจ้าสัตว์ประหลาด ข้าจะบอกให้นะว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้มีบางอย่างผิดปกติมาก ดังนั้นท่านต้องระวังตัวด้วย”

มนุษย์เราจะต้องมีความยืดหยุ่น ในบางสถานการณ์ต้องยืดได้งอได้

และสถานการณ์เช่นนี้เธอควรยอมอ่อนข้อไม่ใช่หรือ?

อย่างน้อยก็ควรเอาชีวิตรอดไปให้ได้ก่อน!

เซียวถังอี้ยกยิ้มมุมปากมองมู่ไป๋ไป่ แต่ก็ไม่ได้โต้เถียงกับนางอีก

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ก็ทำตัวหน้าหนา แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาต่อไป

ส่วนสัตว์ประหลาดที่ถูกมองข้ามก็ส่งเสียงคำราม มันแยกเขี้ยวพร้อมกับกางกรงเล็บเป็นการประท้วงคนทั้ง 2

“ทางนี้! เร็วเข้า!” ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่นานจินซือหยางกับมู่จวินฝานก็ปรากฏตัวพร้อมกับคนของตน ตามมาด้วยอวี้เซิ่ง หลัวเซียวเซียวและคนอื่น ๆ

“ไป๋ไป่!” พอมู่จวินฝานเห็นมู่ไป๋ไป่ยืนอยู่ด้านหลังคนที่สวมหน้ากากสีเงิน เขาก็รีบพุ่งเข้าไปดึงนางเข้ามาหาตนทันที ก่อนจะพลิกตัวนางไปทางซ้ายทีขวาทีเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน จากนั้นเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

“ข้าจะไม่ยอมตามใจเจ้าอีกแล้ว ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าปล่อยให้ตัวเองไปเสี่ยงอันตราย?”

“ท่านพี่ ข้าไม่ได้พาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายนะ!” คนตัวเล็กพยายามออดอ้อนอีกฝ่าย “ถ้าได้วางแผนเอาไว้แล้ว อวี้เซิ่งวิ่งได้เร็วกว่าคนอื่น ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดที่จะให้เขาไปเรียกกำลังเสริมมาช่วยข้า”

“ดูสิ ข้าคำนวณถูกต้องไม่ใช่หรือ?”

“เจ้ายังจะมาภูมิใจในตัวเองอีก!” มู่จวินฝานบีบปลายจมูกของน้องสาวด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะพูดเตือนว่า “คราวหน้าอย่าทำเช่นนี้อีก!”

มู่ไป๋ไป่พยักหน้ารับทันที

ในเวลาเดียวกัน ดวงตาของหลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงที่อยู่ด้านข้างก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย ท่าทางของพวกเขาบ่งบอกชัดเจนว่ากังวลมากแค่ไหน และทั้งคู่ก็เอาแต่จ้องมององค์หญิงหกไม่วางตา

เด็กหญิงที่เห็นดังนั้นก็เข้าไปลูบหัวคนทั้ง 2 เพื่อให้พวกเขาสบายใจ

ในอีกด้านหนึ่ง จินซือหยางกับคนอื่น ๆ ของจวนตระกูลจินต่างตกตะลึงเมื่อพวกเขาเห็นชายตัวเปื้อนเลือดที่ยืนอยู่ที่ลานบ้าน

“เจ้าเป็นคนรับใช้ของเรือนไหน? ทำไมเจ้าถึงได้รับบาดเจ็บ?” จินซือหยางขมวดคิ้วและพยายามคุยกับชายคนนั้น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสัตว์ประหลาดจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้ว มันเพียงแค่เดินเข้ามายังทิศทางที่มีผู้คนยืนอยู่อย่างไม่ลดละ พร้อมกับตวัดกรงเล็บราวกับว่าต้องการจะฉีกทึ้งคนทั้งหมดเป็นชิ้น ๆ

“เขาตายไปแล้ว” เซียวถังอี้พูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

“ตายไปแล้วหรือ?” จินซือหยางตกใจ “เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และยังสามารถเคลื่อนไหวได้”

“มันคือพิษกู่” อวี้เซิ่งที่อยู่ด้านข้างก็พูดออกมาเช่นกัน “มีคนบอกว่าพิษหนอนกู่ในหนานเจียงสามารถควบคุมคนตายได้ ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่เขาร่ำลือกัน”

“กู่?” สีหน้าของจินซือหยางมืดลง “ใครก็ได้ มาจับเขามัดเอาไว้ อย่าปล่อยให้เขาหลุดออกไปทำร้ายคนอื่นอีก”

หลังจากออกคำสั่งเขาก็หันมายกมือคำนับให้กับอวี้เซิ่งและเซียวถังอี้ด้วยท่าทางเคารพ

“ข้าขอรบกวนท่านทั้ง 2 มากับข้าเพื่อไปพบท่านพ่อ และอธิบายเรื่องนี้แทนข้าได้หรือไม่?” จินซือหยางคอยติดตามนักดาบหิรัณย์ท่องทัศนาจรไปทั่วหล้ามานานหลายปี ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าผู้ที่มีวรยุทธระดับปรมาจารย์มากมายซ่อนอยู่ในยุทธภพ

จบบทที่ บทที่ 168: ทำไมท่านถึงได้ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้?

คัดลอกลิงก์แล้ว