เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 165: จินซือหยางตาบอดหรืออย่างไร?

บทที่ 165: จินซือหยางตาบอดหรืออย่างไร?

บทที่ 165: จินซือหยางตาบอดหรืออย่างไร?


“เจ้าจะจ้องนางทำไม?” จินซือหยางเองก็รู้สึกโกรธมากจึงกระซิบดุเสียงต่ำ “จินซือซือ ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟังข้า ข้าจะให้ท่านพ่อลงโทษเจ้า!”

จินซือซือไม่เกรงกลัวสิ่งใดในโลกนี้นอกจากโทสะของบิดา

หลังจากเด็กสาวได้ยินสิ่งที่จินซือหยางพูด นางก็ไม่กล้าทำตัวอวดดีอีกต่อไป นางจึงทำได้เพียงทิ้งสายตามองมู่ไป๋ไป่อย่างดุดันก่อนจะเดินตามสาวใช้ออกไป

“พี่เซียว ข้าทำให้พวกท่านต้องขบขันแล้ว” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นคำนับให้กับมู่จวินฝานด้วยท่าทีอับอาย “น้องสาวของข้าเป็นคนอารมณ์ร้าย แต่นางไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร พวกเจ้าอย่าได้เก็บคำพูดของนางมาใส่ใจเลย”

“ท่านไม่ต้องคิดมาก” มู่จวินฝานกระตุกมุมปาก แต่รอยยิ้มของเขากลับเยือกเย็นกว่าปกติ

จินซือหยางไม่อาจรั้งอยู่ที่ลานบ้านได้นาน เขาจึงได้สั่งให้สาวใช้มาดูแลพี่น้องตระกูลเซียวให้ดี ก่อนจะเดินไปที่ประตูเพื่อช่วยท่านพ่อท่านแม่ของตนรับแขก

“ชิ สายตาของจินซือหยางบอดไปแล้วหรืออย่างไร?” มู่ไป๋ไป่นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วบ่นกับพี่ชายด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “น้องสาวของเขาดื้อด้านมากขนาดนั้น เขายังมีหน้ามาบอกว่านางไม่ได้มีเจตนาร้ายอีก”

“เมื่อกี้นี้ถ้าข้าไหวตัวไม่ทัน ข้าคงล้มไปกองกับพื้นแล้ว”

มู่จวินฝานยกมือวางไว้บนหัวของน้องสาวด้วยความรักแล้วพูดว่า “ทำได้ดีมาก นับจากนี้ไป เจ้าจะต้องมีปฏิกิริยาให้เร็วขึ้น อย่าปล่อยให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ”

“อื้ม!” เด็กหญิงพยักหน้ารับ “ข้าจะจดจำสิ่งที่ท่านพี่สั่งสอนให้ดี ถ้าเอาชนะได้ข้าก็จะสู้ ถ้าเอาชนะไม่ได้ข้าก็จะหนี แล้วข้าค่อยให้ท่านมาระบายความโกรธแทนข้าทีหลัง!”

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ชูกำปั้นขึ้นไปข้างหน้า

ถ้าเมื่อครู่นี้จินซือหยางไม่ได้อยู่ด้วย เธอคงจะหาโอกาสเอาคืนจินซือซือเล็ก ๆ น้อย ๆ

ในขณะที่คิดคนตัวเล็กก็เอื้อมมือไปสัมผัสแทรกเส้นเล็กที่เหน็บอยู่ที่เอวของตัวเองด้วยความเสียใจ

ช่างน่าเสียดายจริง ๆ มู่จวินฝานอุตส่าห์มอบแส้เส้นนี้ให้เธอ แต่เธอกลับไม่เคยได้ใช้ประโยชน์มันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อเด็กหนุ่มสังเกตเห็นท่าทีของน้องสาว เขาก็เข้าใจความคิดของนาง แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามอีกฝ่ายและพยักหน้ารับเบา ๆ

ในเวลาเดียวกัน ทางด้านอวี้เซิ่งลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นเขาก็หายตัวไปท่ามกลางคนรับใช้ของจวน

“ท่านพี่ ข้าคิดว่าอวี้เซิ่งทำตัวแปลก ๆ” มู่ไป๋ไป่เหลือบมองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มหายตัวไปและกระซิบพูดกับพี่ชาย “ท่านรู้หรือไม่ว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร?”

“ไป๋ไป่เป็นคนฉลาด” มู่จวินฝานยิ้มให้เด็กน้อย “ข้ารู้แค่ว่าเขากำลังตามหาใครบางคน แต่นอกจากนั้นข้าก็ไม่รู้อะไรอีก”

“กำลังตามหาใครบางคน?” เด็กหญิงกะพริบตาปริบ ๆ “เขาไม่ได้ซ่อนตัวจากใครบางคนหรอกหรือ?”

ก่อนหน้านี้ ตอนที่เธอเห็นอวี้เซิ่งเดินเตร่ไปตามถนนเป็นเวลา 3 วัน เธอนึกว่าเขาซ่อนตัวจากคนอื่นเสียอีก!

มู่จวินฝานหัวเราะพลางส่ายหัวกับท่าทางตกใจของน้องสาว

“เขากำลังตามหาใคร…” มู่ไป๋ไป่แตะคางตัวเองเบา ๆ ขณะครุ่นคิดเรื่องนี้ในใจเงียบ ๆ

ที่ด้านหลังจวน มู่จวินเซิ่งกับอวี้ฉีกำลังนั่งอยู่ริมลานฝึก

เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบา ชายหนุ่มซึ่งแต่เดิมมีท่าทีเกียจคร้านก็ทำสีหน้าเคร่งขรึม

วรยุทธของเด็กหนุ่มก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่าย เขาได้ยินฝีเท้าปริศนาแล้วมองไปยังทางเข้าสวนหลังจวนด้วยสายตาคมกริบ “ใครน่ะ!”

ที่ตรงนั้นยังคงเงียบสงบราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้ยินเป็นเพียงการคิดมากไปเอง

และไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จู่ ๆ ก็มีชายชุดดำเดินออกมา

เมื่อมู่จวินเซิ่งเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เขาก็อ้าปากค้างแล้วหันไปมองอวี้ฉีที่อยู่ด้านข้างด้วยสายตาเหลือเชื่อ “เขาดูเหมือนท่านมาก!”

ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่จ้องผู้มาเยือนอย่างเย็นชา

“อวี้ฉี เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ” อวี้เซิ่งมองน้องชายฝาแฝดที่พลัดพรากจากกันเกือบ 5 ปีด้วยสายตาเจ็บปวด “ทำไมเจ้าถึงไม่อยากเปิดเผยตัวตนของตัวเองล่ะ? ทำไมเจ้าไม่ไปตามหาข้าที่เมืองหลวง?”

“ไม่เจอกันนานเลยนะพี่ชาย” อวี้ฉียิ้มเย็น

“พี่ชาย?” มู่จวินเซิ่งยังคงตกตะลึง แต่ในไม่ช้าเขาก็พยักหน้าเบา ๆ “ถึงอย่างไรพวกท่านก็หน้าตาเหมือนกันทุกประการ ดังนั้นพวกท่านจะต้องเป็นพี่น้องกันถูกต้องแล้ว”

“กลับไปกับข้า” อวี้เซิ่งพยายามระงับอารมณ์ในใจ ขณะที่ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่คนตรงหน้า

“ท่านจะให้ข้ากลับไปทำไม?” อวี้ฉีไม่ขยับตัวไปไหน แต่เงยหน้าดื่มสุราจนหมดจอก “ท่านอยากให้ข้ากลายเป็นเหมือนท่านที่กลับไปเป็นสุนัขรับใช้ของคนผู้นั้นเช่นนั้นหรือ?”

“ข้าไม่ต้องการ!!”

คนเป็นพี่ชายเม้มปากพร้อมกับแสดงสีหน้าเจ็บปวด “คนผู้นั้นสัญญากับข้าแล้วว่าจะปล่อยเราให้เป็นอิสระในอีก 1 ปี อวี้ฉี มีคนค้นพบที่อยู่ของเจ้าแล้ว ถ้าเขารู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ มันจะ… กลายเป็นความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง”

“ความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง ถือเป็นการทำผิดร้ายแรง”

ในตอนนั้น 2 พี่น้องถูกบังคับให้ตกลงรับปากรับใช้มู่เทียนฉงเป็นเวลา 10 ปีเพราะติดหนี้บุญคุณที่ฝ่าบาทช่วยชีวิตพวกตนเอาไว้

แต่จู่ ๆ น้องชายของเขาก็เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ฮ่องเต้หนุ่มจึงลดเวลาลงเป็น 5 ปีเพราะความสงสาร

และสัญญา 5 ปีนั้นก็ใกล้จะหมดลงแล้ว

ระหว่างนั้นเขาก็พบว่าน้องชายของเขาดูเหมือนจะยังไม่ตาย

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่เขาได้ออกจากวังหลวง เขาก็เริ่มตามหาอวี้ฉีทันที

เขาต้องการพาน้องชายฝาแฝดกลับไปสารภาพผิดก่อนที่มู่เทียนฉงจะรู้ข่าว และขอให้อีกฝ่ายไว้ชีวิตพี่น้องของตน

“ท่านพี่…” อวี้ฉีเหลือบมองพี่ชายฝาแฝดด้วยสายตาเยาะเย้ย “ท่านถูกเลี้ยงจนเชื่องแล้ว ท่านเปลี่ยนไปมากหลังจากที่เราไม่ได้เจอกัน”

เขาเป็นคนมีนิสัยรักอิสระและไม่อยากถูกขังอยู่ภายในรั้ววังหลวง

หากฝ่าบาทหาเขาเจอแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?

กรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือความตาย

เขาคิดว่ามันคุ้มค่าแล้วที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่กี่ปีเพื่อแลกกับความตาย

“พี่อวี้” มู่จวินเซิ่งที่ฟังอยู่พักหนึ่งก็พอจะคาดเดาได้ว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ตัวเขากับอวี้ฉีมีนิสัยคล้ายกัน พอเห็นว่าทั้งคู่เริ่มจะโต้เถียงกัน เขาจึงอยากยื่นมือเข้าไปช่วย “ถ้าท่านไม่อยากกลับ และไม่ต้องการทำงานให้กับเจ้านายคนปัจจุบันของท่าน บางทีข้าอาจช่วยท่านได้”

เมื่อครู่อวี้เซิ่งคุยกับอวี้ฉีเท่านั้น เขาไม่ได้สนใจอีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้างมากนัก

พอเขาหันไปมองอีกฝ่ายและเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีหน้าตาคล้ายกับมู่เทียนฉงมาก นั่นทำให้เขาตกตะลึงทันที

ชั่วอึดใจนั้นมีข่าวมากมายแล่นเข้ามาในหัวของเขา หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องขององค์ชายรองที่ถูกมู่เทียนฉงส่งไปอยู่ที่ค่ายทหารชายแดนเพื่อรับการฝึกฝนในช่วงปีแรก ๆ

หากมองภาพรวมแล้ว ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะอายุพอ ๆ กับเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา

อวี้เซิ่งรู้สึกตกใจแต่ก็ถามออกไปอย่างใจเย็นว่า “นี่คือใคร?”

“ข้าแซ่ฉิน ฉินจวินเซิ่ง” มู่จวินเซิ่งยังคงใช้ชื่อเดิมของตัวเอง แต่เปลี่ยนแซ่เพียงเท่านั้น “ข้าเป็นสหายของอวี้ฉีและตอนนี้รับใช้อยู่ในกองทัพภายใต้สังกัดตระกูลจ้าว”

จวินเซิ่ง…

องค์ชายรองดูเหมือนจะมีชื่อนี้เช่นกัน

ทำไมมันถึงได้บังเอิญเช่นนี้?

อวี้เซิ่งมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาซับซ้อน

“พี่อวี้?” มู่จวินเซิ่งคิดว่าผู้ชายคนนี้มีบางอย่างที่อยากจะเก็บเป็นความลับ ดังนั้นเขาจึงปลอบใจอีกฝ่าย “พี่อวี้ไม่ต้องกังวล ข้าสนิทกับแม่ทัพจ้าว หากข้าเอ่ยปากขอร้อง เขาจะไม่มีวันปฏิเสธข้า”

“ไม่จำเป็น” นักฆ่าหนุ่มปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด

“น้องฉิน ข้าขอคุยกับเขาตามลำพัง” อวี้ฉีพูดขึ้นมา “ข้าเกรงว่าพี่ชายของข้าจะคุ้นกับการทำตัวเป็นสุนัขแสนเชื่องไปเสียแล้ว”

“ข้าไม่อยากปล่อยเขาไป”

“สุดท้ายแล้ว คงไม่มีใครไม่ชื่นชอบการถูกนับหน้าถือตาและมีอำนาจอยู่ในมือ”

“อวี้ฉี!” อวี้เซิ่งขมวดคิ้ว ในขณะที่กดเสียงลงต่ำ ตอนที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็ได้ยินเสียงอุทานมาจากลานด้านหน้า

“เขาตายแล้ว!”

“พ่อครัวตายแล้ว!”

“ช่วยด้วย!!”

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ที่กำลังจิบชาสลับกับกินของว่างอยู่ที่ลานบ้าน ทันใดนั้นเธอก็เห็นชายคนหนึ่งมีเลือดไหลออกมาจากด้านหลัง

มู่จวินฝานตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยยกแขนเสื้อขึ้นเพื่อปิดตาของน้องสาวเอาไว้ “อย่ามอง”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ที่อวี้เซิ่งดูอารมณ์ดีที่ได้ออกจากวังหลวงก็เพราะแบบนี้นี่เอง

จบบทที่ บทที่ 165: จินซือหยางตาบอดหรืออย่างไร?

คัดลอกลิงก์แล้ว