เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 156: เรียนรู้จากพ่อครัว

บทที่ 156: เรียนรู้จากพ่อครัว

บทที่ 156: เรียนรู้จากพ่อครัว


“หา?” มู่ไป๋ไป่เบิกตากว้าง “ท่านพี่รู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนของทางการมาที่นี่?”

อวี้เซิ่งทำเพียงแค่ยิ้มมุมปาก แล้วเก็บงำไม่ยอมบอกอะไรเธออีก

“ช้าก่อน!” เด็กหญิงตกตะลึงและลดเสียงถามว่า “หรือว่าท่านพี่ส่งท่านไปฆ่าคนผู้นั้นเมื่อคืนจริง ๆ?”

นักฆ่าหนุ่มยกชาขึ้นจิบพลางเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง “คุณหนูเป็นคนฉลาด ลองพิจารณาดูเอาเอง”

“!!!” คำพูดของเขาทำให้มู่ไป๋ไป่ตกใจยิ่งกว่าเดิม

พี่ชายของเธอไม่ใช่สุภาพบุรุษหรอกหรือ? เหตุใดเขาถึงได้เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือตั้งแต่หลังออกจากวังหลวง?

“แต่ที่รู้แน่ชัดก็คือข้าไม่ได้เป็นคนลงมือแน่นอน” อวี้เซิ่งเชิดคางขึ้นแล้วพูดกับตัวเองว่า “เรื่องเล็กเช่นนั้นคงไม่ต้องให้ถึงมือข้าหรอก แล้วอีกอย่างเมื่อคืนข้าก็ไปดื่มกับเซียว— สหายของข้า”

มู่ไป๋ไป่กะพริบตาปริบ ๆ ถึงอย่างไรเธอก็ยังไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่ายเต็มร้อย

แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าสิ่งที่เขาพูดน่าจะเป็นความจริง

มู่จวินฝาน รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยหลงเป็นใครกัน? ภายในวังหลวงที่ดูเงียบสงบแต่แฝงไปด้วยคลื่นใต้น้ำนับพันลูก ที่นั่นโหดร้ายไม่ต่างจากโลกภายนอก

ไม่เช่นนั้นเด็กหนุ่มคงไม่สามารถครองตำแหน่งรัชทายาทมาได้เป็นเวลาหลายปีเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ครั้งที่แล้วตอนที่เธอขอให้มู่จวินฝานพาเธอไปที่จวนตระกูลหลัวเพื่อช่วยเหลือแม่ของหลัวเซียวเซียวออกมา ตอนนั้นเธอก็ได้รู้แล้วว่าพี่ชายของเธอไม่ใช่คนธรรมดา

“อวี้เซิ่ง” เสียงนุ่มนวลขององค์รัชทายาทดังขึ้นจากชั้นบน ซึ่งมันขวางคำพูดของนักฆ่าหนุ่มในเวลาที่เหมาะสม

วันนี้มู่จวินฝานสวมชุดสีขาว ปัจจุบันตัวเขาเริ่มสูงพอ ๆ กับผู้ใหญ่หลายคนแล้ว ถ้าเขาไปเดินบนถนนในเมือง คงมีสาว ๆ หลายคนมองเขาจนเหลียวหลัง

เมื่อมู่ไป๋ไป่มองดูรอยยิ้มอันอบอุ่นของพี่ชาย มุมปากของเธอก็กระตุก

“ไป๋ไป่ เมื่อคืนเจ้านอนหลับสบายหรือไม่?” เด็กหนุ่มเดินไปนั่งข้างน้องสาวโดยไม่พูดถึงเรื่องการสั่งให้อวี้เซิ่งมาขัดขวางเจ้าหน้าที่ทางการเมื่อครู่นี้ “ถ้าเจ้านอนไม่อิ่ม วันนี้เจ้าก็พักผ่อนรอข้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมเถอะ”

“พรุ่งนี้เราจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนตระกูลจิน ข้าคิดว่าอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้น”

“ท่านพี่ ฟังจากสิ่งที่ท่านพูด ตระกูลจินมีอะไรผิดปกติหรือไม่เจ้าคะ?” มู่ไป๋ไป่เข้าไปใกล้คนเป็นพี่ชายแล้วถามด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย “ท่านเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ มันเป็นเรื่องเดียวกับที่มีคนตายเมื่อคืนนี้หรือไม่?”

“เจ้ายังเด็ก เจ้าไม่ควรเอาแต่พูดเรื่องของคนตาย” มู่จวินฝานยิ้มพลางลูบหัวเด็กน้อยตรงหน้า “เจ้าควรไปกินข้าวและเดินเล่นจะดีกว่า พรุ่งนี้เราค่อยไปจัดการธุระของเจ้าที่จวนตระกูลจิน”

“ส่วนเรื่องที่เหลือให้ข้าจัดการเอง”

เมื่อฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย ดูเหมือนว่าเขาไม่อยากให้เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีคนตายเมื่อคืนนี้

มู่ไป๋ไป่เม้มปาก แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากนัก

เพราะคนที่ตายเมื่อคืนนี้เป็นคนเลว เขาสมควรตายอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเธอจะชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะให้ความสนใจในทุกเรื่อง

ในเมื่อมู่จวินฝานไม่ยอมให้ตนเข้าไปยุ่ง ดังนั้นเธอจึงไม่ควรจุ้นจ้านเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลังจากมู่ไป๋ไป่กินมื้อเช้าเสร็จ เธอก็ลืมเรื่องคนของทางการ และพาหลัวเซียวเซียวมุ่งหน้าไปที่ร้านอาหารผิงชาง

เมื่อวานนี้เธอได้กินอาหารอร่อย ๆ เธอจึงอยากจะเรียนรู้กรรมวิธีการทำอาหารพวกนั้น เพื่อตอนที่กลับไปยังวังหลวงเธอจะได้ทำให้ท่านพ่อท่านแม่กิน

ปัจจุบันร้านอาหารผิงชางยังคงไร้ผู้คนเช่นเคย แต่ที่เปลี่ยนไปก็คือเถ้าแก่ร่างใหญ่ไม่ได้นั่งดื่มจนเมามาย

พอมู่ไป๋ไป่ไปถึงที่นั่น เธอก็ไปช่วยลุงจางขายน้ำแกงหวานอยู่ที่หน้าประตู

“คุณหนูมาแล้ว!” ทันทีที่เถ้าแก่ร้านผิงชางเห็นคนตัวเล็ก เขาก็ทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ท่านจะกินอะไรดี ข้าจะลงมือทำให้ท่านเอง… โอ้ แมวอ้วนตัวนี้มาจากที่ไหนกันเนี่ย?”

“อ้วนบ้านเจ้าสิ เจ้านั่นแหละที่อ้วน!” เจ้าส้มใช้ดวงตาสีเหลืองอำพันตวัดมองเถ้าแก่ด้วยสีหน้าเหวี่ยง ๆ “มู่ไป๋ไป่ เขาเป็นพ่อครัวที่เจ้าบอกว่าทำอาหารอร่อยมากอย่างนั้นหรือ?”

“ข้าเห็นขนาดตัวของเขาแล้ว เขาดูเหมือนคนชอบกินมากกว่าที่จะมาเป็นพ่อครัว”

มู่ไป๋ไป่บีบท้องที่เต็มไปด้วยไขมันของมันแล้วกระซิบว่า “เจ้าไม่รู้อะไร พ่อครัวมักจะมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นตามน้ำหนักตัว!”

“อ่า แมวตัวนี้เป็นของคุณหนูเช่นนั้นหรือ?” เถ้าแก่รู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเห็นแมวอ้วนตัวสีส้มนั่งอย่างว่าง่ายอยู่บนไหล่ของเด็กหญิง “ข้าไม่เคยเห็นแมวที่เชื่องเช่นนี้มาก่อน ท่านช่างเลี้ยงเก่งยิ่งนัก!”

“คนโง่อย่างเจ้าจะไปรู้อะไร” เจ้าส้มเหลือบมองชายร่างท้วมด้วยสายตาเอือมระอา “ไม่ใช่ข้าที่เชื่อฟังนางสักหน่อย แต่เป็นนางที่กำลังทำตามคำพูดของข้าต่างหาก”

“มนุษย์ล้วนเป็นทาสแมว!”

มุมปากของมู่ไป๋ไป่กระตุกทันที แต่เธอก็ยังแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเจ้าก้อนขน ก่อนจะอธิบายจุดประสงค์ที่ตนมาที่นี่กับเถ้าแก่ร้าน “ข้าอยากจะเรียนวิธีการทำอาหารที่ท่านทำให้ข้าเมื่อวานนี้สัก 2-3 จาน ท่านยินดีจะสอนข้าหรือไม่?”

“คุณหนูอยากจะเรียนทำอาหารเช่นนั้นหรือ?” เถ้าแก่รู้สึกเคอะเขินเล็กน้อย เขาเหลือบมองแขนขาเรียวเล็กของเด็กน้อยพลางหัวเราะแห้ง ๆ “ข้าว่าคุณหนูกำลังล้อข้าเล่นแล้ว”

“ในห้องครัวมันอันตราย แขกคนสำคัญอย่างท่านรออยู่ข้างนอกจะดีกว่า”

“หากคุณหนูอยากกินอาหารพวกนั้นอีก ข้าสามารถทำให้ท่านเพิ่มได้ตลอดเวลา”

เขาพูดจบแล้วก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องครัว

“ช้าก่อน!” มู่ไป๋ไป่รีบห้ามอีกฝ่ายเอาไว้ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากกินอาหารฝีมือท่าน แต่ข้าคิดว่าอาหารที่ท่านทำนั้นอร่อยมาก ข้าอยากจะเรียนรู้วิธีทำอาหารไว้กลับไปทำให้ท่านพ่อท่านแม่กินที่บ้าน”

“และข้าก็ไม่ได้มาขอให้ท่านสอนเปล่า ๆ เราสามารถแลกเปลี่ยนกันได้”

“ข้าเองก็จะสอนท่านทำอาหาร 3 อย่าง แล้วท่านก็สอนข้าทำอาหาร 3 อย่างเช่นกัน ดีหรือไม่?”

ลุงจางที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่ด้านข้างก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มบ้าง “ข้าไม่คาดคิดเลยว่าลูกหลานของขุนนางใหญ่โตจะทำอาหารเป็นด้วย เสี่ยวพ่าง ถ้าเจ้ายอมตกลงแลกเปลี่ยนกับนาง เจ้าก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร”

“เอ่อ…” ชายตัวอ้วนเกาหัวเพราะทำอะไรไม่ถูก “เอาเถอะ แต่คุณหนูอย่าได้ขยับเข้าไปใกล้ครัวเลย ท่านแค่บอกข้ามาว่าท่านต้องการจะทำอะไรก็พอ”

เขาไม่เชื่อว่าเด็กอายุ 4-5 ขวบจะทำอาหารได้จริง ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น มือของนางดูเหมือนจะไม่เคยทำงานหนักมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

เขาคิดว่าเด็กน้อยคนนี้เพียงแค่ล้อเขาเล่นเท่านั้น

ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด สุดท้ายแล้วเขาก็รู้สึกเหมือนถูกตบจนหน้าชา

“ข้าทำอาหารยาก ๆ ไม่ค่อยเก่ง ดังนั้นข้าจะสอนอาหารจานพิเศษของข้าสักหน่อย” มู่ไป๋ไป่คิดสักพักแล้วตั้งชื่ออาหาร 3 อย่างว่า “หมูตุ๋น หมูทอดราดน้ำแกงเปรี้ยวหวาน และน้ำแกงเต้าหู้รสเผ็ด”

ตอนที่เธอทำหมูตุ๋นกับน้ำแกงเต้าหู้รสเผ็ด ทุกคนที่ได้กินต่างก็เอ่ยปากชมกันทั้งนั้น

ส่วนหมูทอดราดน้ำแกงเปรี้ยวหวานเป็นอาหารจานโปรดของเธอ เธอรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนอาหาร 3 จานนี้กับเถ้าแก่ร้านผิงชางน่าจะคุ้มค่ากับทานได้เรียนรู้สูตรอาหารของเขา

“ข้าเคยได้ยินชื่อหมูตุ๋นมาก่อน แต่น้ำแกงเต้าหู้รสเผ็ดกับหมูทอดราดน้ำแกงเปรี้ยวหวานมันเป็นอาหารจากที่ใดกัน?” ชายร่างท้วมรู้สึกสงสัย

“มันเป็นสถานที่ที่ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน” มู่ไป๋ไป่อธิบายอย่างคลุมเครือ เพราะเธอเองก็ไม่ทราบที่มาที่แน่ชัดของมันเช่นกัน จากนั้นเธอก็เรียกสหายตัวน้อย “เซียวเซียว มานี่หน่อย ทำแบบที่เคยทำกัน”

“เจ้าค่ะ!” หลัวเซียวเซียวพับแขนเสื้อขึ้นแล้วตั้งท่ารอฟังคำสั่งของอีกคน

“เจ้าไปเคี่ยวหมูตุ๋นก่อนแล้วค่อยทำน้ำแกงเต้าหู้” คนตัวเล็กเริ่มวางแผน “แล้วสุดท้ายก็เอาเนื้อใส่ลงในหม้อ”

หลัวเซียวเซียวเคยทำอาหาร 2 จานแรกมาก่อนแล้ว มู่ไป๋ไป่จึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก เธอเพียงแค่เตรียมส่วนผสมแล้วใส่ลงไปในหม้อเพียงเท่านั้น

แล้วเถ้าแก่ร้านผิงชางก็เฝ้าดูเด็กทั้ง 2 พูดคุยและช่วยกันทำนู่นทำนี่ร่วมกันอย่างราบรื่น และค่อย ๆ เข้าใจว่าเด็กคนนี้ไม่ได้แค่พูดเล่น

ไม่นานกลิ่นอาหารก็ค่อย ๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว

ยามที่คนเป็นพ่อครัวมองดูหมูตุ๋นในหม้อ เขาก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย “อาหารจานนี้มีกลิ่นหอมมาก…”

“มันน่าอร่อยใช่หรือไม่เจ้าคะ?” หลัวเซียวเซียวพูดอย่างภาคภูมิใจ “นี่คืออาหารจานพิเศษของคุณหนูของเรา! ไม่มีใครในครอบครัวไม่เอ่ยปากชมนาง”

จบบทที่ บทที่ 156: เรียนรู้จากพ่อครัว

คัดลอกลิงก์แล้ว