เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 150: มู่จวินเซิ่ง

บทที่ 150: มู่จวินเซิ่ง

บทที่ 150: มู่จวินเซิ่ง


อวี้เซิ่งไม่รู้ว่าเซียวถังอี้กำลังคิดอะไรอยู่ เพราะพอเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่นิ่งเงียบ เขาก็หยุดพูดแล้วรินชาดื่มต่อไป

ในเวลาเดียวกัน ที่ทางเข้าเมืองชิงหยาง เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่บนหลังม้าก็ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในเมือง

เด็กหนุ่มคนนี้มีรูปร่างแข็งแรง คิ้วรูปกระบี่ และดวงตาเป็นประกายสดใส ใบหน้าของเขางดงามมากจนดึงดูดความสนใจของผู้คนตลอดทางที่ผ่าน

เด็กหนุ่มควบม้าไปจนถึงประตูจวนตระกูลจินก่อนจะลงจากม้า

“พี่ฉิน ในที่สุดท่านก็มาถึง!” จินซือหยางที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยได้ออกมาต้อนรับและกอดผู้มาเยือนคนใหม่ “ข้าคอยนับวันรอท่านอยู่ทุกวันเพราะกลัวว่าท่านจะมาไม่ทันเวลา”

‘มู่จวินเซิ่ง’ โยนแส้ม้าออกไปแล้วยิ้มกว้างให้ชายตรงหน้า “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องมาร่วมฉลองวันเกิดท่านลุงจินให้ได้”

“ดูสิ ข้ามาทันเวลาพอดีเลยไม่ใช่หรือ?”

“เอาเถอะ ๆ” จินซือหยางพาแขกเข้าไปด้านในทันที “ท่านพ่อต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่ได้พบท่าน”

“ระหว่างที่เดินทางมาที่นี่ข้าเห็นคนในยุทธภพจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมืองชิงหยาง” มู่จวินเซิ่งพูดด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้ท่านคงจะยุ่งมากเลยใช่หรือไม่?”

“ถูกต้อง” จินซือหยางถอนหายใจเมื่อพูดถึงเรื่องดังกล่าว “ทุกวันข้าจะต้องลาดตระเวนไปรอบเมือง แถมยังต้องปลอมตัวเป็นจอมยุทธ์ผู้ทรงคุณธรรมพวกนั้นอีก”

“ขาข้าเกือบหักแน่ะ”

“โชคดีที่ท่านมาถึงแล้ว พรุ่งนี้ท่านจะได้ไปช่วยข้า ข้าจะได้เบาแรงลงหน่อย”

เด็กหนุ่มรับปากทันที

ตอนที่มู่จวินเซิ่งอายุได้ 5 ขวบ เขาก็ต้องออกจากวังหลวงมาอยู่ที่ชายแดนเพื่อฝึกฝนเป็นเวลากว่า 9 ปี

ในเวลา 9 ปีนี้ เขาเติบโตขึ้นทุกวัน

ครั้งแรกที่เขาออกจากวังหลวง เขาเคยรู้สึกไม่ยินยอมที่จะจากที่นั่นไป แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในกรงเหล็กที่ได้ชื่อว่าวังหลวงเลยสักนิด

ถึงอย่างไรที่ชายแดนเขาก็มีอิสรเสรี

นอกจากนี้เขายังบังเอิญได้พบกับจินซือหยาง

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ระหว่างที่เขาไล่ตามคนของแคว้นหนานซวนที่มาก่อความวุ่นวายบริเวณชายแดน เขาก็ได้พบกับนักดาบหิรัณย์ที่กำลังได้รับบาดเจ็บ

แล้วเขาก็ช่วยบุคคลนั้นเอาไว้

นักดาบหิรัณย์ซาบซึ้งที่เขาช่วยชีวิตตนไว้ และนับว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณ

ต่อมาเขาก็ได้มาที่เมืองชิงหยางหลายครั้งเพื่อทำธุระบางอย่าง ในระหว่างการมาเยือนทุกครั้งเขาก็เริ่มคุ้นเคยกับนักดาบหิรัณย์มากขึ้นเรื่อย ๆ และเขาก็ได้รู้จักจินซือหยางผู้เป็นลูกชาย

จินซือหยางเป็นคนที่เป็นกันเองมาก ชายผู้นี้เป็นคนประเภทที่ควรค่าแก่การเป็นสหาย

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เขาอยู่กับอีกฝ่าย เขาก็จะคิดถึงพี่น้องที่อยู่ในเมืองหลวงที่ห่างไกลโดยไม่รู้ตัว

“พี่ฉิน ท่านไม่รู้หรอกว่าวันนี้ข้าได้พบกับคนที่น่ารังเกียจมากขนาดไหนที่โรงเตี๊ยมในเมือง” จินซือหยางเล่าเหตุการณ์ที่เขาได้พบกับจางเหล่าชีในวันนี้ “โชคดีที่พี่น้องคู่นั้นแข็งแกร่งมากพอ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะติดกับดักโจรชั่วคนนั้นไปแล้ว”

“ข้าจึงตัดสินใจว่าก่อนถึงงานวันเกิดของท่านพ่อ ข้าจะจับคนผู้นั้นเพื่อขจัดภัยแทนทุกคน”

คำพูดของเขาทำให้มีรอยยิ้มฉายในดวงตาของมู่จวินเซิ่ง “เอาเถอะ ข้าจะช่วยท่านเอง”

เมื่อจินซือหยางได้ยินสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด เขาก็หัวเราะเสียงดัง แต่ในไม่ช้าเขาก็หุบยิ้มก่อนจะลดเสียงพูดให้เบาลง “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ข้าได้ยินมาว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นที่ชายแดน มันเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ?”

สีหน้าของมู่จวินเซิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำถามนั้น ในขณะที่เขากล่าวว่า “ท่านไปได้ยินเรื่องไร้สาระเช่นนี้มาจากที่ไหน แม่ทัพจ้าวกำลังเฝ้าดูแลชายแดนเป็นอย่างดี มันจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ล่ะ?”

“แต่…” จินซือหยางอยากจะบอกข่าวลือที่ตนได้ยินในช่วงมีกี่วันที่ผ่านมา แต่จากสีหน้าของเด็กหนุ่มก็ทำให้เขากลืนคำพูดทั้งหมดลงไป

ท่านพ่อเคยบอกว่าฝีมือของพี่ฉินนั้นไม่ธรรมดา และเจ้าตัวก็น่าจะเกี่ยวข้องกับแม่ทัพจ้าวด้วย

เนื่องจากเด็กหนุ่มใกล้ชิดกับแม่ทัพจ้าว มันจึงเป็นการดีกว่าที่เขาจะไม่พูดบางสิ่งเพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายความรู้สึกของพี่ฉิน

ในเวลานี้ จวนตระกูลจินได้ต้อนรับแขกมากมายทำให้ภายในครึกครื้นมาก

ขณะเดียวกัน ตลาดในเมืองชิงหยางก็ครึกครื้นไม่แพ้กัน

มู่ไป๋ไป่กินอาหารเลื่องชื่อทั้งหมดที่มู่จวินฝานแนะนำเธอด้วยความพึงพอใจ จนตอนนี้พุงของเธอป่องจนดูเหมือนตุ๊กตาล้มลุก

“คุณหนู ท่านควรหยุดกินก่อนจะดีกว่านะเจ้าคะ” หลัวเซียวเซียวมองดูท้องของอีกฝ่ายพลางกระซิบอย่างเป็นกังวล “ถ้าท่านกินต่อไปอีก คืนนี้ท่านปวดท้องขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

คนตัวเล็กลูบท้องกลม ๆ ของตัวเองและรู้สึกว่าตนกินมากเกินไปหน่อย เธอจึงพยักหน้าแล้ววางของว่างในมือลง “เอาเถอะ เจ้าช่วยข้าห่อของพวกนี้กลับไปได้หรือไม่ ข้าอยากจะกินมันหลังอาหารพรุ่งนี้เช้า”

นับตั้งแต่ที่เดินทางออกจากเมืองหลวง ดูเหมือนว่าเธอจะติดทานของหวานหลังมื้ออาหารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มีคนบอกว่าผู้หญิงมี 2 กระเพาะไม่ใช่หรือ?

อันหนึ่งเอาไว้กินของคาว ส่วนอีกอันเอาไว้กินของหวาน

และ 2 กระเพาะนี้ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วย ถึงจะอิ่มของคาวแล้ว แต่ก็ยังกินของหวานต่อได้อีก!

“คุณ…” หลัวเซียวเซียวถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ แต่พอเห็นว่ามู่ไป๋ไป่ดูมีความสุขมากเพียงใด นางจึงตัดสินใจห่อทุกอย่างให้อีกคนเก็บไว้กินพรุ่งนี้เช้า เพื่อให้วันนี้คุณหนูของนางกินของหวานน้อยลงสักหน่อย

“ท่านพี่ เราจะไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของนักดาบหิรัณย์จริง ๆ หรือเจ้าคะ?” มู่ไป๋ไป่ที่ไม่มีอะไรกินก็รู้สึกเบื่อจึงเริ่มหาเรื่องพูดคุยแทน “แล้วเราจะอยู่ที่เมืองชิงหยางนี้นานแค่ไหน?”

เมืองชิงหยางอยู่ใกล้กับชายแดนมาก หากควบม้าเร็วโดยไม่หยุดพัก พวกเธอก็จะสามารถไปถึงที่นั่นภายใน 3 วัน

“ไม่ต้องรีบร้อน” มู่จวินฝานหยุดแวะแผงขายของประดิษฐ์ชิ้นเล็ก ๆ ก่อนจะหันมาพูดกับน้องสาวว่า “ไป๋ไป่ ลองดูสิว่ามีอะไรที่เจ้าชอบบ้างหรือไม่?”

ระหว่างทาง เด็กหนุ่มเองก็เพิ่งค้นพบงานอดิเรกหลัก 2 ประการของมู่ไป๋ไป่อีกด้วย ซึ่งก็คือการกินไม่บันยะบันยังกับการซื้อของแบบหน้ามืดตามัว

ดังนั้นทุกครั้งที่เขาเข้าไปในเมืองใหม่ ๆ เขาก็จะรู้ล่วงหน้าว่ามีอาหารอะไรอร่อย ๆ บ้าง แล้วเขาก็มีหน้าที่พาน้องสาวคนนี้ไปกิน

หลังจากที่ได้รับประทานของอร่อยแล้ว ก็ถึงเวลาของการเดินย่อยอาหารโดยการเดินซื้อของ

มันเป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้ ยามนี้ดวงตาของเจ้าตัวเล็กเป็นประกายเมื่อเห็นของชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่บนแผงขายของ “ท่านพี่ ท่านรีบพาข้าลงไปดูหน่อยเร็ว”

“คุณหนู ของพวกนี้ข้าทำขึ้นมาเองทั้งหมด” เถ้าแก่ร้านเป็นหญิงชราคนหนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางน่ารักของเด็กหญิงตัวน้อย นางก็ยิ้มพร้อมกับยื่นหน้ากากให้ “คุณหนูชอบสิ่งนี้หรือ? นี่คือหน้ากาก 7 นางสวรรค์ ผู้หญิงทุกคนในเมืองชิงหยางชอบมันมาก”

มู่ไป๋ไป่เหลือบมองหน้ากากหลากสีสันและรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม หญิงชราคนนี้กลับใจดีมากจนทำให้เธอนึกถึงไทเฮาที่ยังคงอยู่ที่วัดฮู่กั๋ว เธอจึงไม่อาจปฏิเสธขณะเอื้อมมือออกไปรับมันมา

“คุณหนู ท่านสวยมาก สวรรค์ย่อมประทานพรให้ท่าน” เถ้าแก่เนี้ยมองเด็กหญิงด้วยรอยยิ้มพลางพูดเบา ๆ “คุณหนู ลองดูสิว่ามีอย่างอื่นที่ท่านชอบหรือไม่ หากมี หญิงชราผู้นี้จะมอบมันให้ท่าน”

“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ!” มู่ไป๋ไป่ก็รีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ข้าอยากได้อันนี้ แต่ท่านจะต้องเก็บเงินข้า ของพวกนี้ท่านทำมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ท่านจะให้ข้าเปล่า ๆ ได้อย่างไรกัน?”

ขณะที่พูดเธอก็ไม่รอให้มู่จวินฝานจ่ายเงิน เธอหยิบตั๋วเงินออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดมันใส่มือของอีกฝ่าย “นี่ท่านยาย ท่านเก็บเอาไว้เถอะไม่ต้องทอน”

“ข้าอยากจะซื้อทุกอย่างที่อยู่บนแผงของท่าน”

แม้ว่าหญิงชราคนนี้จะมีสายตาฝ้าฟาง แต่นางก็ยังคุ้นเคยกับตั๋วแลกเงินมูลค่า 100 ตำลึง ตามปกติแล้วเงิน 10 ตำลึงก็เพียงพอที่จะให้ครอบครัวปกติ 3 คนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชิงหยางเป็นเวลา 1 ปี

สำหรับเงิน 100 ตำลึงนี้เป็นเงินที่ก้อนใหญ่มากสำหรับนาง แล้วนางจะกล้ายอมรับมันได้อย่างไร?

แต่มู่ไป๋ไป่ไม่สนใจ เธอยัดตั๋วแลกเงินใส่มืออีกคน แล้วเลือกของจากบนแผงแบบลวก ๆ ขึ้นมา 2-3 ชิ้นแล้ววิ่งหนีไปพร้อมกับมู่จวินฝานและหลัวเซียวเซียว

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: พี่ชายอีกคนของไป๋ไป่มาแล้ววว

จบบทที่ บทที่ 150: มู่จวินเซิ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว