เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 149: ความไม่สงบที่ชายแดน

บทที่ 149: ความไม่สงบที่ชายแดน

บทที่ 149: ความไม่สงบที่ชายแดน


ยามนี้มู่ไป๋ไป่ได้รู้ว่าจินต้าเสียคนนี้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมาก

“ชายคนเมื่อกี้นี้ข้าติดตามเขามานานแล้ว” จินซือหยางกล่าว “ก่อนหน้านี้เขาเคยพยายามลักพาตัวลูกสาวคนเล็กของพ่อค้าท้องถิ่น”

“แต่เขาเจ้าเล่ห์มาก เขาไม่ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลย ข้าจึงจับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักที”

“ตอนที่ข้าพูดเมื่อครู่ ข้าหวังว่าจะยั่วยุให้เขาหันมาต่อสู้กับข้า แล้วจะใช้โอกาสนี้จับเขาส่งทางการ”

“ข้าไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าเขาจะกล้าก่อปัญหาให้กับพวกท่านเช่นนี้”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คนผู้นั้นน่ารำคาญมาก ข้ากับพี่ชายอยากจะสั่งสอนเขาเหมือนกัน ใช่หรือไม่ท่านพี่?” มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นพูดกับมู่จวินฝาน

“ใช่ ไป๋ไป่พูดถูก” เด็กหนุ่มลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู ก่อนที่เขาจะตอบคำถามของจินซือหยางที่ถามก่อนหน้านี้ “ข้าแซ่เซียว มีนามว่าจวินฝาน และนี่คือน้องสาวของข้า”

“พวกเรา 2 พี่น้องกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ชายแดนก็เลยผ่านมาทางนี้”

“ท่านกำลังจะมุ่งหน้าไปที่ชายแดนอย่างนั้นหรือ?” สีหน้าของเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง “พี่เซียว ช่วงนี้ชายแดนไม่ค่อยสงบสุข”

“มันค่อนข้างอันตรายหากท่านจะเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่ชายแดนในเวลานี้”

“ช่วงนี้ชายแดนไม่สงบสุขหรือ?” มู่จวินฝานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น “ทำไมท่านถึงพูดเช่นนั้น? ตอนที่เราออกเดินทางมาจากเมืองหลวง เราแทบไม่ได้ยินข่าวอะไรเกี่ยวกับชายแดนมากนัก”

“ใช่ว่าข่าวจากชายแดนจะส่งไปถึงเมืองหลวงทั้งหมด” จินซือหยางกล่าวในขณะที่เขานั่งลงที่โต๊ะ “ชายแดนอยู่ห่างจากเมืองหลวงหลายพันลี้ หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น มีเพียงแม่ทัพเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินทุกอย่าง”

“ถ้าไม่รายงานขึ้นไปให้กับเบื้องบน แล้วคนที่อยู่ในเมืองหลวงจะรู้เรื่องชายแดนของเราที่อยู่ไกลหูไกลตาของฮ่องเต้ได้อย่างไร”

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ที่กำลังละเมียดละไมกินขนมอบก็เงี่ยหูตั้งใจฟังทุกคำพูดของอีกฝ่าย

ในไม่ช้าเธอก็เข้าใจว่าชายแดนเกิดอะไรขึ้น

ที่แท้บริเวณชายแดนระหว่าง 2 แคว้นได้เริ่มมีการต่อสู้ขึ้นอีกครั้งแล้ว แคว้นหนานซวนได้ข้ามเส้นมาหลายครั้งในเวลาเพียงเดือนเดียว แต่หลังจากก่อเรื่องเสร็จพวกเขาก็จะพากันหลบหนีไปทุกครั้ง

ในตอนแรกแม่ทัพจะคอยส่งคนไปติดตามขับไล่ตลอดเวลา แต่หลังจากจับใครไม่ได้มาหลายครั้ง ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนก็เริ่มไม่พอใจ

บางคนถึงกับสงสัยว่าในแคว้นเป่ยหลงมีสายลับซุกซ่อนอยู่ ไม่เช่นนั้นทำไมคนกลุ่มนั้นถึงวิ่งหนีได้ทันเวลาที่กองทัพของแคว้นเป่ยหลงมาถึง?

หากมันเป็นเรื่องบังเอิญเพียงไม่กี่ครั้งคงจะไม่มีใครสงสัย แต่นี่มันไม่ใช่

ส่วนการคาดเดาของชาวบ้านนั้น นอกจากเหล่าแม่ทัพจะไม่ออกมาอธิบายแล้ว เขายังสั่งห้ามไม่ให้ทุกคนในเมืองพูดถึงเรื่องนี้อีก มิฉะนั้นผู้ฝ่าฝืนจะถูกจัดการตามกฎทหาร

“ทุกวันนี้ประชาชนตกอยู่ในอันตราย และหลาย ๆ คนเริ่มจะหมดหวังแล้ว” จินซือหยางพูดพลางถอนหายใจ “พี่เซียว ท่านรั้งอยู่ในเมืองชิงหยางสัก 2-3 วันเพื่อติดต่อญาติของท่านก่อนเถอะ บางทีเขาอาจจะกำลังมุ่งหน้ามาที่เมืองชิงหยางแล้ว”

มู่จวินฝานกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายและตอบตกลงที่จะไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของจินต้าเสียที่จะจัดขึ้นในอีก 2 วันข้างหน้า

ก่อนที่จินซือหยางจะร่ำลาไป เขาก็ไม่ลืมถามจื่อเฟิงว่าอยากจะร่ำเรียนวรยุทธหรือไม่ แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

“จริงสิ ข้ายังไม่เคยได้ยินข่าวอะไรด้วยซ้ำ ทำไมตระกูลจินถึงได้รู้ข่าวพวกนี้ล่ะ?” เสียงเกียจคร้านของอวี้เซิ่งดังมาจากประตู

“ท่านหนีไปดื่มที่ไหนมาอีกแล้ว?” มู่ไป๋ไป่เกือบจะเป็นลมเพราะกลิ่นเหล้าที่ฟุ้งไปทั่วตัวของเขา “อวี้เซิ่ง นี่ท่านชักจะดื่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ตั้งแต่เราออกจากเมืองหลวง ท่านก็ดื่มทุกวัน”

“คราวที่แล้วถ้าข้าไม่นึกขึ้นได้ ท่านคงจะเมาตายอยู่ที่ร้านอาหารไปแล้ว!”

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้ ตอนอยู่ในเมืองหลวงเขาก็ยังปกติดี แต่ทันทีที่ก้าวออกจากเมืองหลวง เขาก็เปลี่ยนกลายเป็นคนขี้เมาไปเสีย

“ฮ่า ๆ สิ่งที่คุณหนูพูดถูกต้องแล้ว ข้าจะจดจำไว้” อวี้เซิ่งเรอเสียงดัง “ถ้าไม่มีเรื่องอะไร ข้าจะขึ้นไปพักผ่อนที่ชั้นบน”

“นี่ท่าน!” มู่ไป๋ไป่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย “ท่านพี่ ดูเขาสิ!”

มู่จวินฝานเหลือบมองแผ่นหลังของนักฆ่าหนุ่ม แล้วส่ายหัวเบา ๆ ให้น้องสาวเพื่อปลอบโยนนางให้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้

อวี้เซิ่งเป็นคนที่ลึกลับซับซ้อนมาโดยตลอด แม้ว่าเขาจะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในราชสำนัก แต่ก็ไม่มีใครในวังหลวงกล้าเรียกใช้งานเขานอกจากเสด็จพ่อ

คราวนี้เสด็จพ่อสั่งให้อวี้เซิ่งเดินทางมาที่ชายแดนกับเขา ตราบใดที่อีกฝ่ายยังอยู่กับพวกเขา เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปต่อว่าชายผู้นี้ได้

พอมู่ไป๋ไป่เห็นว่ามู่จวินฝานไม่สนใจเรื่องนี้ เธอก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องสนใจอีก ดังนั้นเธอจึงเลิกเก็บเรื่องนี้มาคิดและไปเดินเล่นที่ตลาดกับพี่ชายเพื่อลิ้มรสอาหารมื้ออร่อย

ในเวลาเดียวกัน อวี้เซิ่งเดินขึ้นไปบนชั้น 2 แล้วก็ต้องชะงักไปชั่วครู่เมื่อเขาเดินผ่านห้องห้องหนึ่ง ทันใดนั้นท่าทางเสเพลของชายขี้เมาก็ถูกสลัดทิ้งไป ก่อนที่เขาจะผลักเปิดประตูออก

“คุณชายเซียว ท่านใจร้ายยิ่งนัก ตอนที่ท่านออกไปทำไมไม่เรียกข้าด้วยล่ะ ข้าเกือบจะถูกทิ้งให้หลับอยู่ที่ร้านอาหารแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวพลางเอนตัวกอดอกพิงประตู เพราะตอนนี้เขายังรู้สึกมึนหัวอยู่

นับตั้งแต่ที่เขาก้าวออกจากเมืองหลวง เขาก็พบว่าเซียวถังอี้กำลังติดตามพวกเขามา

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ ตอนแรกเขารู้สึกไม่ค่อยดีที่ต้องเดินทางไปชายแดน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องปกติที่ยิ่งมีคนมากเท่าไหร่ การเดินทางก็จะยิ่งราบรื่นมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้คุณชายเซียวยังมีสถานะพิเศษ ในช่วงเวลาวิกฤตอีกฝ่ายอาจจะมีบทบาทขึ้นมาก็ได้

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ทำเป็นเมินเฉยไปตลอดทาง จนกระทั่งไม่นานมานี้เขาเริ่มเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการปลีกตัวออกไปดื่มกับเด็กหนุ่ม

“ข้าคิดว่าท่านแค่อยากจะนอนหลับพักผ่อนอยู่ที่นั่นนาน ๆ หน่อย” เซียวถังอี้กำลังดื่มชาอยู่ที่โต๊ะ พอได้ยินคำพูดของอวี้เซิ่ง เขาก็เหลือบตามองอีกฝ่ายชั่วครู่ “นอกจากนี้ แม้ว่าข้าจะไม่เรียกท่าน ท่านก็ตามมาทันไม่ใช่หรือ?”

“นี่…” นักฆ่าหนุ่มนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่ายก่อนจะรินชาให้ตัวเองโดยไม่คิดถึงมารยาทใด ๆ “ท่านได้ยินสิ่งที่ชายสกุลจินเพิ่งพูดที่ชั้นล่างหรือไม่?”

“ท่านมีความคิดว่าอย่างไร?”

“ข้าคิดว่า…” เซียวถังอี้ยกถ้วยชาในมือขึ้นมาจรดที่ริมฝีปาก “ท่านแก่กว่าคนอื่นมาก แต่ท่านกลับมาขอความเห็นเด็กเหลือขออย่างข้า ท่านรู้สึกละอายบ้างหรือไม่?”

คำพูดนั้นทำให้มุมปากของอวี้เซิ่งกระตุก “ท่านเลิกเล่นก่อนได้หรือไม่ ข้ากำลังคุยเรื่องสำคัญกับท่านอยู่ อย่าได้มากเกินไปนัก”

“ข้าไม่รู้” เด็กหนุ่มกลั้นยิ้มมุมปาก

“มีวันที่ท่านไม่รู้ด้วยอย่างนั้นหรือ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วถาม

“หืม แล้วคนอย่างข้าควรรู้อะไรบ้าง?” เซียวถังอี้ยิ้มประชด “แม่ทัพที่เฝ้าชายแดนได้ช่วยปกป้องแคว้นเป่ยหลงมานับครั้งไม่ถ้วนและเอาชนะแคว้นหนานซวนมาหลายสิบครั้ง”

“คราวที่แล้วถ้าเขาไม่ช่วยข้าไว้ เรื่องคงไม่จบง่ายขนาดนี้”

“ถ้าจะบอกว่าคนผู้นี้ร่วมมือกับศัตรูขายชาติแล้วล่ะก็ ข้าไม่มีวันเชื่อ”

อวี้เซิ่งวางถ้วยชาลง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเด็กหนุ่มตรงหน้า “อย่าว่าแต่ท่านไม่เชื่อ ข้าเองก็ไม่เชื่อเช่นกัน”

“แม่ทัพจ้าวเป็นชายชาติทหาร… ใครก็ตามที่ได้รู้จักนิสัยของเขาคงไม่มีวันเชื่อว่าเขาจะร่วมมือกับศัตรูทรยศแว่นแคว้นแน่นอน”

“แต่ถ้าข่าวลือที่เกิดขึ้นที่ชายแดนนั้นเป็นเรื่องจริง เราจะทำเช่นไร?”

เซียวถังอี้วางถ้วยชาลงบนโต๊ะและจ้องมองไปยังถนนที่พลุกพล่านด้านนอกหน้าต่างเงียบ ๆ ไม่นานเขาก็ตอบว่า “ข้าบอกไปแล้วว่าข้าไม่รู้”

จากนั้นภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งมีเสียงอวี้เซิ่งรินน้ำชา

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่จู่ ๆ เซียวถังอี้ก็พูดขึ้นมาว่า “มู่จวินฝานพามู่ไป๋ไป่ไปที่ไหน เอาแต่กินดื่มอยู่เช่นนี้ หน้าของเจ้าตัวเล็กกลมหมดแล้ว”

“นั่นสินะ” ชายหนุ่มพูดพลางอมยิ้ม

ทางด้านเด็กหนุ่มขมวดคิ้วสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

จบบทที่ บทที่ 149: ความไม่สงบที่ชายแดน

คัดลอกลิงก์แล้ว