เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 148: บุตรชายของนักดาบหิรัณย์

บทที่ 148: บุตรชายของนักดาบหิรัณย์

บทที่ 148: บุตรชายของนักดาบหิรัณย์


“???”

เมื่อจางเหล่าชีเห็นว่าพี่ชายของเด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามาอุ้มนาง เขาก็บังเกิดความคิดบางอย่างแล้วรีบเข้าไปตีสนิท

“ไอ้น้องชาย ข้าไม่ใช่คนเลว” เขาแยกเขี้ยวเหลือง ๆ ยิ้มให้จื่อเฟิง “ข้าแค่คิดว่าแม่หนูคนนี้น่ารักเพียงเท่านั้น ข้าจึงอยากจะพูดคุยอะไรกับนางสัก 2-3 ประโยค”

“อย่ามองข้าแบบนั้นสิ ข้ามีลูกสาวอยู่ที่บ้านอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางนี่แหละ”

“ยามที่ข้าเห็นนาง ข้าก็คิดถึงลูกสาวที่ไม่ได้เจอกันมานาน”

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วและไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย เขาเพียงแค่ดุเสียงเย็น “ไปให้พ้น!”

“มีอะไรหรือ?” มู่จวินฝานได้ยินเสียงของจื่อเฟิงทันทีที่เขาลงมาชั้นล่าง เขาจึงหันไปมองที่ต้นเสียง พอเห็นชายแปลกหน้า ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น “จอมยุทธ์ท่านนี้มีอะไรหรือไม่?”

“ไม่มีอะไร ๆ” จางเหล่าชีไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ เขาเพียงมองใบหน้าขาวดั่งยกของมู่จวินฝานและบุคลิกที่สง่างามคล้ายบัณฑิต เขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดาที่ไม่มีแรงแม้แต่ฆ่าไก่

“ข้าเพียงแค่เห็นน้องสาวของท่านแล้วนึกถึงลูกสาวที่ไม่ได้เจอกันนานก็เลยอดไม่ได้ที่จะเข้ามาพูดคุยกับนาง”

“แต่ดูเหมือนว่าข้าจะเข้าใจผิด”

“ไม่ใช่” จื่อเฟิงหันไปอธิบายให้มู่จวินฝานฟัง “เขาตัวเหม็นและเป็นคนไม่ดี”

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของจางเหล่าชีแข็งทื่อไป และเขาก็จ้องคนพูดด้วยแววตาโกรธเคือง “ไอ้หนุ่มน้อย เจ้านี่ช่างพูดได้ไม่เข้าหูนัก เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าข้าตัวเหม็น?”

“ข้าไม่ใช่ขอทานสักหน่อย!”

จื่อเฟิงไม่ได้พูดอะไรแต่ยังคงปักหลักยืนขวางอยู่อย่างนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เขาเข้าใกล้องค์หญิงหกแม้แต่ครึ่งก้าว

ทางด้านมู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวเหลือบมองตากันเงียบ ๆ ในที่นี้คงมีเพียงพวกเธอ 2 คนเท่านั้นที่รู้ว่าคำพูดของจื่อเฟิงที่บอกว่าเหม็นหมายความว่า ชายคนนั้นมีกลิ่นไม่ดีจริง ๆ

จื่อเฟิงเป็นคนที่แปลกประหลาดมาก ดูเหมือนว่าเขาจะเกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษในการรับรู้ความชั่วร้ายได้

เช่นเดียวกับที่มู่ไป๋ไป่เข้าใจภาษาสัตว์ จื่อเฟิงก็สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างคนดีกับคนเลวได้อย่างง่ายดาย

ปกติเวลาเด็กหนุ่มพูดถึงกลิ่นเหม็น มันจะบ่งบอกถึงความอาฆาตพยาบาทในตัวของคนผู้นั้น

บัดนี้จางเหล่าชียังคงชี้หน้าด่าจื่อเฟิงไม่หยุด

มู่ไป๋ไป่จึงตัดสินใจออกจากอ้อมแขนของมู่จวินฝานด้วยสีหน้าเย็นชาและเทชาร้อนที่เถ้าแก่เพิ่งยกมาให้แล้วสาดมันใส่หน้าอีกฝ่าย “นี่แน่ะ กล้ามารังแกคนรับใช้ของข้า ท่านขออนุญาตข้าแล้วหรือ?”

จางเหล่าชีที่ถูกน้ำร้อนลวกตะโกนโวยวายเสียงดัง “อ๊ากกก! ตาข้าจะบอดแล้ว! เจ้าเด็กนี่ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”

“เจ้าเป็นพี่ชายของนางจะมัวแต่ยืนดูเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ?”

“ถ้าเจ้าชอบกระทำการโหดร้ายกับผู้อื่นตั้งแต่อายุยังน้อย พอโตขึ้นแล้วไม่กลายเป็นผู้หญิงสารเลวเลยหรืออย่างไร?”

มู่จวินฝานเหลือบมองคนต่อว่าด้วยสายตาเฉยเมย จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาค่อย ๆ เช็ดชาออกจากมือของมู่ไป๋ไป่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ครั้งต่อไปถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ให้พี่เป็นคนจัดการจะดีกว่า เจ้าอย่าลงมือเองเลย”

“ถ้าชาลวกมือเจ้า พี่จะไปอธิบายให้ท่านพ่อฟังว่าอย่างไรล่ะ”

เด็กหญิงยิ้มกว้างให้ผู้เป็นพี่ชายขณะตอบว่า “ข้าเข้าใจแล้ว!”

จางเหล่าชีมอง 2 พี่น้องที่ไม่สนใจตนอย่างตกตะลึงก่อนจะตะโกนด้วยความไม่พอใจขึ้นมาทันที “ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อทางการ!”

หากเขาพลาดโอกาสลักพาตัวครั้งสำคัญนี้ไป อย่าได้เรียกเขาว่าจางเหล่าชีอีกเลย!

แล้วคนอื่นที่อยู่ในห้องโถงต่างหัวเราะเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะรายงานทางการ “พี่ชาย พวกเราทุกคนเป็นชาวยุทธ พอมีปัญหากันพวกเราก็จัดการปัญหากันเอง ท่านจะไปรายงานทางการได้อย่างไร?”

“เรื่องของข้าต้องให้เจ้ามาแส่ด้วยหรือ!” จางเหล่าชีหันไปตะคอกใส่คนที่พูดขัดจังหวะ “ข้าคิดว่าพี่น้องคู่นี้เป็นเพียงคนธรรมดา ดังนั้นข้าจึงเข้าไปพูดคุยทักทาย”

“ถ้ามีใครเอาเรื่องนี้ไปพูด ข้าเกรงว่าพวกเขาจะหาว่าข้ารังแกคนอ่อนแอ”

“น้ำหน้าอย่างท่านน่ะหรือ?” มู่จวินฝานเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยหางตา “ไม่ว่าท่านจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานทางการหรือเอาไปป่าวประกาศ เราก็ยินดีทั้งสิ้น”

ครั้งนี้เขาเดินทางมาที่ชายแดนแบบลับ ๆ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นจะต้องถ่อมตัวเอาไว้เสมอ

ยกเว้นว่าคนผู้นั้นจะมาแตะต้องคนสำคัญของเขา

“เฮอะ ถือว่าข้าไว้หน้าพวกเจ้าสักครั้ง คิดเสียว่าพวกเจ้าไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี” พอจางเหล่าชีเห็นสีหน้าไม่แยแสของเด็กหนุ่ม เขาก็เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมา เพราะกลัวว่าตนนั้นจะมีเรื่องกับคนที่ไม่สมควรเข้าเสียแล้ว เขาจึงกลอกตาไปมาพลางถอยหลังออกไปหยิบดาบแล้วพูดว่า “เอาเถอะ ในเมื่อท่านเอ่ยปากเช่นนั้น เราก็ถอยกันคนละก้าว”

“พี่ชาย น้องสาวของท่านเพิ่งสาดชาร้อนใส่หน้าข้า ตอนนี้ดวงตาข้าได้รับบาดเจ็บ เพื่อเป็นการจบเรื่องนี้ ท่านจะต้องเอาดวงตาคู่หนึ่งมาแลก”

จากนั้นเขาก็เดินวนรอบกลุ่มของมู่จวินฝาน สุดท้ายเขาก็มุ่งความสนใจไปที่จื่อเฟิง “เจ้ามองข้าตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ข้าคิดว่าดวงตาของเจ้าสะอาดสดใสดี ดังนั้นใช้ดวงตาของเจ้ามาทดแทนก็ได้”

สิ้นเสียงพูดเขาก็ยกดาบพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มทันที

ในโลกแห่งความเป็นจริง มันมีเหตุผลที่เขาเลือกจื่อเฟิง ถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะมีร่างกายค่อนข้างสูง แต่ใบหน้าของเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย

และเมื่อเขามองจื่อเฟิง เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่มีวรยุทธด้วย เขาจึงเดาว่าเจ้าเด็กนี่เป็นเพียงแค่คนธรรมดา

ในเมื่อจะเลือกเป้าหมายเขาก็ต้องเลือกคนที่อ่อนแอที่สุด จะได้เป็นการเชือดไก่ให้ 2 พี่น้องนั่นดู พอทั้ง 2 เริ่มหวาดกลัวก็จะถูกรังแกได้ง่าย

แต่ในไม่ช้าจางเหล่าชีก็รู้ว่าตนคิดผิด

นอกจากจะคิดผิดแล้ว ยังเลือกหาเรื่องคนผิดมหันต์อีกด้วย

ก่อนที่ดาบจะเหวี่ยงโดนตัวจื่อเฟิง ดาบของคู่ต่อสู้ก็ถูกคว้าจับเอาไว้ก่อนจะถูกหักครึ่ง

ดาบเล่มใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 20 จินเปรียบเสมือนของเล่นในมือของเด็กหนุ่ม

“คนอย่างเจ้าต้องการดวงตาของข้าเช่นนั้นหรือ?” จื่อเฟิงโยนดาบที่หักลงบนพื้นพลางเยาะเย้ยเสียงเย็น “เจ้าคู่ควรหรือ?”

สถานการณ์นี้ทำให้ภายในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง

ทางด้านจางเหล่าชีจ้องไปที่ดาบครึ่งหนึ่งที่ถูกหักทิ้งไว้บนพื้นด้วยความตกใจจนพูดไม่ออก

เถ้าแก่ที่เตรียมพร้อมจะเข้าไปยุติการต่อสู้ก็ถอยเท้ากลับไปเงียบ ๆ เพราะดูเหมือนว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะจบลงแล้วจริง ๆ

“เจ้า… พวกเจ้า…” หลังจากนั้นไม่นาน จางเหล่าชีก็ดูเหมือนจะเพิ่งหาเสียงของตัวเองพบ เขาชี้ไปที่มู่จวินฝานสลับกับมู่ไป๋ไป่ด้วยนิ้วที่สั่นเทา “พวกเจ้าเห็นว่าฝ่ายตัวเองมีคนเยอะกว่าถึงได้รังแกคนอื่นสินะ”

“หืม?” คนตัวเล็กเบิกตามอง “ท่านกำลังพูดอะไร?”

“ข้าบอกว่าพวกเจ้าอาศัยคนมากกว่ารังแกคนอื่น!” จางเหล่าชีไม่สนใจหน้าตาของตัวเองอีกต่อไป ตอนนี้ชีวิตของเขาสำคัญกว่า

“ฮึ! ข้ามีธุระมากมายต้องไปจัดการ ข้าไม่สนใจพวกเจ้าแล้ว”

“คราวนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปก่อน หากพบกันครั้งหน้า ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไปง่าย ๆ แน่!”

หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังวิ่งหนีไป

“เฮอะ เจ้านั่นมันขี้ขลาด ต่อยตีไม่เก่ง แต่ฝีเท้าเร็วยิ่งนัก” ชายที่เคยพูดเยาะเย้ยขัดจังหวะพวกเขาก่อนหน้านี้พูดขึ้นมา จากนั้นเขาก็ยืนขึ้นแล้วเดินเข้าไปหามู่จวินฝานก่อนจะโค้งคำนับให้อีกฝ่าย “ข้าจินซือหยาง ลูกชายของจินต้าเสีย ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร ข้าอยากจะเชิญให้ท่านไปเป็นแขกของตระกูลจินร่วมดื่มฉลองวันเกิดของพ่อข้า”

มู่ไป๋ไป่มองชายตรงหน้าซึ่งสวมเสื้อผ้าธรรมดาอย่างสงสัย “ท่านเป็นลูกชายของจินต้าเสียเช่นนั้นหรือ?”

ทำไมเขาถึงดูยากจนขนาดนี้?

“ใช่” เมื่อ ‘จินซือหยาง’ สัมผัสได้ถึงสายตาของเด็กหญิงตัวน้อย เขาก็อธิบายด้วยท่าทางขัดเขิน “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เมื่อไม่นานมานี้มีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเมืองชิงหยาง”

“ท่านพ่อกังวลว่าจะสร้างปัญหาให้กับคนในเมือง เขาจึงสั่งให้ข้าแต่งตัวเช่นนี้ออกลาดตระเวนไปรอบเมืองทุกวัน”

“ถ้าเราเจอใครมาสร้างความเดือดร้อน เราก็จะส่งตัวเขาให้ทางการดำเนินการต่อไป”

จบบทที่ บทที่ 148: บุตรชายของนักดาบหิรัณย์

คัดลอกลิงก์แล้ว