เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 147: เขาเกิดมาเพื่อเป็นฮ่องเต้

บทที่ 147: เขาเกิดมาเพื่อเป็นฮ่องเต้

บทที่ 147: เขาเกิดมาเพื่อเป็นฮ่องเต้


“ไม่มีอะไรเพคะ…” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัวเบา ๆ “ข้าแค่รู้สึกว่ามันน่าเสียดายที่เมืองอันเงียบสงบแห่งนี้จะถูกคนในยุทธภพพวกนั้นทำลายลง”

มู่จวินฝานที่ได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มและพยักหน้ารับ “ไป๋ไป่ของเราจิตใจดีมากจริง ๆ แต่เจ้าต้องเข้าใจด้วยว่าความสงบสุขของสถานที่แห่งนี้ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

“ดูเหมือนว่าการมาถึงของเหล่าจอมยุทธ์ในเวลานี้คงจะทำให้เมืองชิงหยางไม่สงบสุขอย่างที่เจ้าว่า”

“แต่หลังจากนี้ มันอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของเมืองชิงหยางก็ได้”

“โลกนี้มีสิ่งที่คนเราคาดเดาไม่ได้เกิดขึ้นเสมอ”

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่กำลังยืนเอามือไพล่หลังพลางถอนหายใจเบา ๆ ซึ่งภาพตรงหน้าทำให้เธออ้าปากค้างด้วยความตกใจ

ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่ามู่จวินฝานเกิดมาเพื่อเป็นฮ่องเต้จริง ๆ

“เป็นอะไรไปหรือ ทำไมเจ้าถึงมองพี่เช่นนั้น?” เด็กหนุ่มหัวเราะพร้อมกับส่ายหัว “หลังจากเดินทางมานานขนาดนี้เจ้ารู้สึกเหนื่อยหรือไม่? เจ้าไปล้างเนื้อล้างตัวเถอะ แล้วรีบลงไปกินข้าวที่ชั้นล่าง หลังจากนั้นเราค่อยไปเดินเล่นที่ตลาด”

หลังจากที่มู่ไป๋ไป่รู้ว่าผู้เป็นพี่ชายได้จัดการเรื่องชายแดนเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไม่รู้สึกว่ามีภาระอะไรในใจอีก เด็กน้อยส่งเสียงโห่ร้องดีใจก่อนจะรีบดึงมือหลัวเซียวเซียวเข้าไปในห้อง

“คุณหนู ตอนที่ข้าอยู่ข้างล่างเมื่อครู่นี้ ข้ามองเห็นหลายคนมีหน้าตาน่ากลัวมาก” เด็กหญิงกระซิบเสียงแผ่วเบาขณะช่วยองค์หญิงเปลี่ยนเสื้อผ้า “พวกเขาทุกคนล้วนมีดาบเล่มใหญ่อยู่ในมือ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนดีเลยสักนิด”

“จอมยุทธ์ที่ท่องอยู่ในยุทธภพก็เป็นเช่นนั้นกันหมด” มู่ไป๋ไป่พูดอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่จู่ ๆ ภาพของเจ้าสัตว์ประหลาดก็ผุดขึ้นมาในใจเธอ

เด็กหนุ่มคนนั้นก็เป็นคนในยุทธภพเช่นกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่ดูเหมือนโจรด้านล่าง เขาเหมือนผู้ลากมากดีที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์บางตระกูลมากกว่า

ในเวลาเดียวกัน เซียวถังอี้ซึ่งติดตามขบวนของพวกมู่ไป๋ไป่ก็เดินทางมาถึงเมืองชิงหยางแล้วเช่นกัน

หลังจากสำรวจรอบเมืองได้สักพัก เขาก็เข้าไปในโรงเตี๊ยมที่พวกนางพักอยู่

“เถ้าแก่ จัดห้องชั้นบนให้ข้าหน่อย” เขาวางแท่งทองคำลงบนโต๊ะของเถ้าแก่โดยไม่สนใจสายตาของคนในห้องโถงด้านล่างที่กำลังมองมาที่ตน แล้วพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า “เตรียมอาหารและสุราไว้ให้ข้าด้วย”

ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกายยามที่เห็นแท่งทองคำ เขากำลังจะเอื้อมมือไปรับมันก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าห้องชั้นบนของโรงเตี๊ยมเต็มแล้ว เขาจึงทำได้เพียงชักมือกลับอย่างไม่เต็มใจขณะมองลูกค้าตรงหน้าด้วยสายตาของลุแก่โทษ “คุณชายท่านนี้ ข้าน้อยต้องขออภัยจริง ๆ ห้องชั้นบนของโรงเตี๊ยมเพิ่งจะเต็มไป”

“เอาเป็นห้องอื่นได้หรือไม่? ข้าน้อยจะสั่งให้คนไปเตรียมห้องอื่นให้ท่าน”

“คุณชายไม่ต้องกังวล ทุกห้องพักในร้านของเราสะอาดและจะช่วยอำนวยความสะดวกของท่านได้อย่างแน่นอน”

เซียวถังอี้ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินว่าห้องพักชั้นบนเต็มแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ชอบยอมแพ้ใครง่าย ๆ เขาเหลือบมองผู้คนที่อยู่ในห้องโถงของโรงเตี๊ยม ก่อนจะหยิบเงินของตัวเองกลับมาแล้วหันหลังกลับ

ทางด้านเถ้าแก่ไม่ได้อยากเสียชิ้นเนื้อที่ถูกโยนเข้ามาถึงในปากไปเช่นนี้ เขาจึงรีบเดินไปขวางอีกฝ่าย “คุณชาย คุณชายรอประเดี๋ยว! ช่วงนี้ในเมืองชิงหยางมีผู้มาเยือนมากมาย โรงเตี๊ยมอื่น ๆ ในเมืองคงไม่เหลือห้องพักแล้ว พวกโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ข้าน้อยเกรงว่าจะเต็มแล้วเช่นกัน”

“ไม่อย่างนั้น ให้ข้าน้อยขึ้นไปชั้นบนเพื่อพูดคุยกับแขกทั้ง 2 ท่านดีหรือไม่?”

“พวกเขาเป็นพี่น้องกัน และคุณหนูคนนั้นก็ยังเด็กอยู่ ถ้าพี่ชายของนางยินยอมที่จะแบ่งห้องพักกับนาง เราก็จะมีห้องเหลือให้ท่านอีก 1 ห้อง”

“เช่นนี้ ท่านยินดีหรือไม่?”

เถ้าแก่ลูบมือพลางยิ้มประจบประแจง แน่นอนว่าเขาไม่กล้าล้อเล่นเลย ตัวเขาที่เปิดโรงเตี๊ยมในเมืองชิงหยางมาเกือบทั้งชีวิตไม่เคยพบเจอลูกค้าที่ใจกว้างขนาดนี้มาก่อน

ตามปกติแล้วเขาจะต้องคว้าโอกาสยิ่งใหญ่ที่จะสร้างรายได้ให้กับตัวเองเช่นนี้เอาไว้ให้แน่นหนา

ทางด้านเซียวถังอี้นึกถึงภาพที่มู่ไป๋ไป่กับมู่จวินฝานอาศัยอยู่ห้องเดียวกันและขมวดคิ้วแน่นด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ก่อนจะตอบไปว่า “ช่างเถอะ เจ้าไปจัดห้องอื่นให้ข้าแล้วกัน”

พอเถ้าแก่ที่รอคำตอบได้ยินว่าลูกค้ายอมผ่อนปรน เขาก็พยักหน้าซ้ำ ๆ อย่างยินดี “ตกลง ๆ ท่านไม่ต้องกังวล ข้าน้อยจะจัดห้องที่เงียบสงบและสะอาดสะอ้านให้ท่านแน่นอน เชิญคุณชายตามข้าน้อยมาทางนี้”

ห้องด้านบนสุดอยู่บนชั้น 3 ส่วนห้องที่เถ้าแก่จัดให้เซียวถังอี้อยู่ที่ชั้น 2 ซึ่งไม่ไกลกันมากนัก เมื่อเขาเข้ามาในห้องเขาก็ได้ยินเสียงมู่ไป๋ไป่ดังมาจากข้างบน

ขณะนี้เด็กหญิงไม่รู้ว่าเจ้าสัตว์ประหลาดติดตามเธอมาด้านหลัง เธอกับหลัวเซียวเซียวที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็กำลังเดินลงไปชั้นล่างอย่างมีความสุข

ตอนนี้จื่อเฟิงกำลังรอทั้ง 2 คนอยู่ที่นอกประตู โดยที่ในมือถือซาลาเปา 2 ลูกซึ่งเขาไปได้มาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบได้

พอเด็กหนุ่มเห็นคนตัวเล็กเดินออกมา เขาก็ยื่นซาลาเปาลูกหนึ่งให้นาง “คุณหนู อยากกินหรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่เป็นคนเดียวที่ได้รับส่วนแบ่งอาหารจากเขา

ถ้าเป็นคนอื่นที่กล้ามาขอแบ่งอาหารกับเขาในขณะที่เขากำลังกินอยู่ คนพวกนั้นจะต้องถูกเขาเล่นงานแน่นอน

“ข้าไม่กิน ท่านกินเถอะ” เด็กหญิงปฏิเสธ “ข้าอยากเก็บท้องไว้กินอาหารอร่อย ๆ อย่างอื่นมากกว่า”

เธอค่อนข้างอิจฉาจื่อเฟิงที่มีท้องเหมือนหลุมดำ เธออยากจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้าได้แม้ว่าจะกินเข้าไปมากแล้วก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้มีเพียงความสามารถในการกินเท่านั้น เขายังโตเร็วมากด้วย

เมื่อเดือนที่แล้วตอนที่ทั้ง 2 คนพบกันครั้งแรก เขาสูงกว่ามู่ไป๋ไป่ไปเพียง 1 ช่วงตัว แต่ตอนนี้เขาสูงจนเกือบจะเท่ามู่จวินฝานแล้ว

มันเหมือนกับว่าส่วนสูงของเขาเพิ่มขึ้นทุกวัน

“อืม” พอจื่อเฟิงเห็นว่าอีกฝ่ายไม่อยากกิน เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้แล้วยัดซาลาเปาเข้าปากตัวเอง ก่อนจะถามออกมาทั้งที่ซาลาเปาเต็มปากว่า “ของอร่อย? มันเป็นเนื้อหรือไม่?”

“ข้าเองก็ไม่รู้” มู่ไป๋ไป่ลูบท้องที่หิวโหยของตนพลางนึกถึงอาหารอันโอชะในเมืองชิงหยางที่มู่จวินฝานเล่าให้เธอฟังระหว่างทาง และอดไม่ได้ที่จะน้ำลายไหล “ข้าได้ยินมาว่าเนื้อแกะที่นี่อร่อย ข้าอยากจะไปลิ้มลองมันเร็ว ๆ”

“แล้วยังมีขนมด้วย”

ก่อนที่ผู้เป็นพี่ชายจะลงมาด้านล่าง เด็กหญิงและคนอื่น ๆ ก็มานั่งรออย่างเชื่อฟังอยู่ที่ห้องโถง

เถ้าแก่ร้านเป็นคนที่มีไหวพริบดีมาก เขาได้สั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปชงชาและนำของว่างมาให้พวกเธออีกด้วย

“แม่หนูน้อย เจ้ากับพี่ชายของเจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ?”

มู่ไป๋ไป่ที่นั่งอยู่ที่นั่นสักพักก็ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม

ชายคนนั้นแต่งตัวเหมือนจอมยุทธ์พเนจรที่มีดาบใหญ่อยู่ในมือ เขามีท่าทางห่าม ๆ และแววตาของเขาก็ดูโหดเหี้ยม

จื่อเฟิงขมวดคิ้วแล้วไปยืนขวางอยู่ตรงหน้ามู่ไป๋ไป่พร้อมกับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา

“นี่ คนรับใช้ของเจ้าดุเสียจริง” ชายคนนั้นมองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาวาวโรจน์ในขณะที่พูดเยาะเย้ย “แม่หนูน้อย ครอบครัวของเจ้าทำการค้าเช่นนั้นหรือ ดูจากท่าทางของเจ้ากับพี่ชายเหมือนกับพวกพ่อค้าไม่มีผิด”

‘จางเหล่าชี’ เคยเป็นโจรภูเขาที่โหดเหี้ยมคนหนึ่ง ต่อมาหลังจากที่เขาสูญเสียบ้านไป เขาก็ออกท่องทัศนาจรไปทั่วหล้าเพียงลำพัง

เพียงแต่วรยุทธของเขานั้นไม่ค่อยดีนัก รวมถึงสมองก็เช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าเขาจะทำอะไร มันจึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

ในไม่ช้า จางเหล่าชีก็เริ่มทำการค้า

เขาเลือกลักพาตัวลูก ๆ ของพ่อค้าที่ร่ำรวยในเมืองเล็ก ๆ โดยเฉพาะ และใช้เด็กพวกนั้นเรียกค่าไถ่จากพวกเขา

ซึ่งเขารู้สึกมีลางสังหรณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ทันทีที่เห็นเด็กน้อยคนนี้ เขาผ่านการฆ่าเด็กมาจำนวนนับไม่ถ้วน ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นโจรลักพาตัวที่โหดเหี้ยมที่สุดและหลายสำนักยุทธได้ออกคำสั่งตามล่าเขาเรียบร้อยแล้ว

แม้ว่าเขาจะไม่เก่งวรยุทธ แต่เขาเก่งในเรื่องการปลอมตัว ตราบใดที่เขาได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาจะสามารถทำตัวกลมกลืนไปกับผู้อื่นได้ภายใน 1 เค่อ ทำให้ไม่มีใครแยกเขาจากฝูงชนได้

หลังจากที่เขาถูกผู้มีตำแหน่งสูงในสำนักยุทธไล่ล่ามานาน เขาก็ซ่อนตัวมาจนถึงเมืองชิงหยาง และแสร้งทำเป็นคนที่จะเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงของจินต้าเสีย

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: โอ้ว มาถึงเมืองชิงหยางไม่ทันไรไป๋ไป่ก็ไปเข้าตาโจรซะแล้วสิ

จบบทที่ บทที่ 147: เขาเกิดมาเพื่อเป็นฮ่องเต้

คัดลอกลิงก์แล้ว