เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 146: เมืองชิงหยาง

บทที่ 146: เมืองชิงหยาง

บทที่ 146: เมืองชิงหยาง


เสียงของเซียวถังอี้ที่ตอบมาฟังดูไกล ๆ องครักษ์ตกตะลึงอยู่นานก่อนที่จะรู้ว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะไล่ตามอีกฝ่ายไป

ระยะเวลาการเดินทางจากเมืองหลวงมุ่งสู่ชายแดนอย่างเร็วที่สุดจะใช้เวลา 10 วันครึ่ง เนื่องจากมีมู่ไป๋ไป่ติดตามมาด้วย มู่จวินฝานจึงชะลอการเดินทางลง พอเดินทางผ่านเมืองใหญ่เขาก็จะพามู่ไป๋ไป่ไปชิมอาหารท้องถิ่นและเพลิดเพลินกับความรุ่งเรืองภายในเมือง

ระหว่างทางเด็กหญิงมีความสุขมาก เธอรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปทั่วแคว้นเป่ยหลงแบบหรูหราโดยไม่เสียเงินแม้ตำลึงเดียว

ในวันนี้ทุกคนแวะพักอยู่ในเมืองชิงหยางซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนที่สุด

เมืองชิงหยางล้อมรอบด้วยภูเขาทั้ง 3 ด้านจึงทำให้มีทิวทัศน์ที่ดี ทันทีที่มู่ไป๋ไป่เข้าไปในเมืองดังกล่าว เธอก็ถูกวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างไปจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงเหล่านี้ดึงดูดความสนใจไป

“ท่านรัชทายาท ที่นี่งดงามมาก” คนตัวเล็กหันหน้ามองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ พร้อมเอ่ยชื่นชมทิวทัศน์รอบด้านสลับกับหันไปพูดคุยกับพี่ชาย

“ทิวทัศน์ที่นี่งดงามทีเดียว” มู่จวินฝานเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าไป๋ไป่ชอบ เรารั้งอยู่ที่นี่ต่ออีกสัก 2-3 วันดีหรือไม่?”

“ไม่จำเป็นเพคะ” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัวไปมา แม้ว่าเธอจะรู้สึกมีความสุขมากในเวลานี้ แต่เธอก็รู้ว่ายังมีเรื่องสำคัญที่ตนต้องไปจัดการอยู่อีก “คราวนี้เราเดินทางมาที่นี่เพื่อจะไปตรวจสอบสถานการณ์ของแคว้นหนานซวนที่ชายแดน ดังนั้นเราจะมาล่าช้าเพราะข้าไม่ได้”

“ถ้าอยากจะเที่ยวเล่น เอาไว้ขากลับเราค่อยแวะมาก็ได้เพคะ”

เมื่อมู่จวินฝานได้ยินว่าน้องสาวเป็นคนที่รู้ความมากเพียงใด เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ไม่เป็นไรหรอก ตั้งแต่ที่เราเดินทางออกจากเมืองหลวง ข้าได้สั่งให้องครักษ์ลับมุ่งหน้าไปสืบสวนที่ชายแดนก่อนแล้ว”

“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพวกเขาก็รายงานเกี่ยวกับแคว้นหนานซวนเข้ามาเรื่อย ๆ”

“เข้าใจแล้ว…” มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นและยกนิ้วชื่นชมพี่ชายพร้อมกับยิ้มกว้าง “มิน่าล่ะท่านพี่ถึงพาข้าแวะเที่ยวตลอดทาง ที่แท้ก็คิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว สมกับเป็นท่านจริง ๆ”

“จริงหรือ? นอกจากเรื่องกินกับนอนแล้วเจ้ายังรู้จักทำอย่างอื่นด้วยหรือ?” เจ้าส้มบ่นขึ้นมาขณะที่โผล่หัวออกมาจากกระเป๋าด้านหน้าของเด็กหญิง

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินดังนั้นก็ส่ายหัวด้วยท่าทางดูถูก “นี่เจ้ากำลังพูดถึงข้าหรือพูดถึงตัวเองกันแน่?”

แมวอ้วนตัวนี้สัญญากับเธอก่อนออกเดินทางว่าจะช่วยเธอดูแลเหล่าสัตว์ป่าที่ติดตามมาด้วย

แล้วเป็นอย่างไรล่ะ?

มันเอาแต่นอนอุตุอยู่ในกระเป๋าของเธอตลอดทาง!

“แน่นอนว่าข้ากำลังพูดถึงเจ้า” เจ้าส้มวางคางไว้บนขอบกระเป๋าพลางมองไปรอบ ๆ “เมื่อไหร่จะถึงโรงเตี๊ยม ข้าหิวแล้วเนี่ย”

“...”

“ไป๋ไป่ เจ้าส้มเป็นอะไรไปหรือ มันไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” ระหว่างทางมู่จวินฝานเริ่มคุ้นเคยกับการที่มู่ไป๋ไป่และแมวอ้วนตัวนี้พูดคุยกันแล้ว เขาพบว่ามันน่าสนใจมาก และเขาก็ลองคาดเดาว่าเจ้าส้มต้องการจะสื่ออะไรเป็นครั้งคราว

แม้ว่า… เขาจะเดาผิดทั้งหมดก็ตาม

“มันไม่เป็นไรเพคะ” คนตัวเล็กส่ายหัวตอบ “เจ้าแมวอ้วนมันหิวแล้ว”

“อีกแล้วหรือ?” เด็กหนุ่มประหลาดใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ก่อนหน้านี้มันเพิ่งกินเนื้อชิ้นใหญ่เข้าไปไม่ใช่หรือ?”

ตอนที่อยู่ในวังหลวงเขาไม่ได้สังเกตเรื่องนี้มาก่อน แต่หลังจากที่ได้ออกมาข้างนอก เขาก็รู้ว่าแมวส้มตัวนี้กินเก่งมากแค่ไหน

“ฮึ! มันก็แค่เนื้อชิ้นเดียวเอง” เจ้าส้มมองค้อนมู่จวินฝาน “มันจะไปพอยาไส้อะไร”

“เจ้าควรกินให้น้อยลงหน่อย!” มู่ไป๋ไป่ทนไม่ไหวแล้วบีบไขมันหน้าท้องของมัน “เจ้าส้ม ข้าไม่อยากบอกหรอกนะว่าถ้าขืนยังกินจุเช่นนี้ต่อไป เจ้าจะเดินไม่ไหวแล้ว”

“เดินไม่ได้กับผีสิ!” แมวตัวอวบอ้วนโต้เถียงพร้อมกับฟาดมือเจ้าตัวเล็ก “ข้าเก่งจะตาย ไม่เหมือนกับที่เจ้าบอกหรอก”

“เช่นนั้นเจ้าก็ออกแรงวิ่งหน่อยแล้วกัน” เด็กหญิงกำลังรอประโยคนี้อยู่และกระซิบบอกมันอย่างรวดเร็วว่า “ช่วยไปดูเจ้าแมวยักษ์หน่อย แล้วบอกพวกมันว่าข้าจะพักอยู่ที่เมืองชิงหยางสัก 2-3 วัน ให้พวกมันซ่อนร่องรอยของตัวเองให้ดี”

“...สั่งได้สั่งดีจริง ๆ” เจ้าส้มเหลือบมองมู่จวินฝานที่ลงจากม้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองว่า “ถ้าอยากให้ม้าวิ่ง ก็ต้องป้อนอาหารให้มันก่อนใช่หรือไม่?”

“อย่างน้อยก็รอให้ข้ากินอิ่มก่อนแล้วค่อยไป”

“ถ้ารอเจ้ากินเสร็จเดี๋ยวมันจะสายเกินไป!” มู่ไป๋ไป่รีบยัดเนื้อที่เหลือตั้งแต่เช้าให้อีกฝ่ายทันที “นี่ เอาไปกินระหว่างทาง รีบไปรีบกลับเร็วเข้า”

“ไม่ต้องห่วง ข้าจะเก็บอาหารไว้ให้เจ้า”

พอมีเนื้อหอม ๆ ถูกยัดเข้ามาในปาก เจ้าส้มก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ มันเหลือบมองคนตัวเล็กก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าไป

เพียงแต่ว่าไขมันส่วนเกินดูจะมีมากเกินไป ทันทีที่มันตกลงบนพื้น มันก็เสียการทรงตัวและโซเซไปมา

“...” มู่ไป๋ไป่ที่เห็นภาพตรงหน้าก็ได้แต่ตกตะลึง

ทางด้านเจ้าก้อนไขมันที่ทรงตัวได้แล้วก็มองย้อนกลับไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง มันเขม็งมองเด็กหญิงพลางขู่ว่า “เมื่อกี้เจ้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!”

เจ้าส้มหรี่ตาเป็นการขู่สำทับ ก่อนที่มันจะหันหลังมุ่งหน้าเข้าไปในชายป่า

“ไป๋ไป่ มาสิ พี่จะช่วยอุ้มเจ้าลง” มู่จวินฝานรอให้คนของเขาไปจัดการเรื่องห้องรวมถึงทุกอย่างในโรงเตี๊ยมให้เสร็จก่อน จากนั้นเขาจึงหันกลับมาพร้อมยื่นมือไปทางมู่ไป๋ไป่ “อ้าว เจ้าส้มไปไหนแล้ว?”

เด็กหนุ่มอุ้มน้องสาวเอาไว้แล้วรู้สึกว่าตัวนางเบากว่าปกติ เขาจึงมองดูกระเป๋าย่ามที่แต่เดิมมีแมวตัวใหญ่อยู่ด้านใน

เด็กหญิงกลั้นยิ้มพลางกะพริบตาอย่างใสซื่อ แล้วหาข้ออ้างต่าง ๆ นานามาบอกเขาว่า “อ่า ดูเหมือนว่ามันจะหิวมากจึงหนีออกไปหาอาหารกินเองแล้ว”

“ท่านพี่ไม่ต้องห่วง อีกสักพักมันจะกลับมาเอง”

มู่จวินฝานไม่ได้กังวลว่าเจ้าส้มจะหลงทาง เพราะถึงอย่างไรแมวตัวนั้นก็เป็นแมวทรงเลี้ยง

ไม่ว่ามันจะไปไหนมันก็มีสัญชาตญาณที่สามารถหาทางกลับบ้านของตัวเองได้อยู่ดี

“คุณชาย คุณหนู ห้องพักในโรงเตี๊ยมทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เชิญพวกท่านเข้าไปด้านในได้เลย” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมได้เป็นคนนำพวกเขาทั้ง 2 เข้าไปด้านใน

“บังเอิญที่ท่านทั้ง 2 มาถึงก่อน หากมาช้ากว่านี้เกรงว่า 2 ห้องสุดท้ายคงจะไม่เหลือแล้ว”

“ฟังจากสิ่งที่เถ้าแก่พูด ช่วงนี้เมืองชิงหยางดูเหมือนจะคึกคักมากเป็นพิเศษ” มู่จวินฝานเหลือบมองห้องโถงของโรงเตี๊ยมโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นสายตาสำรวจของเขา และเขาเห็นผู้คนจำนวนมากกำลังนั่งกินดื่มอาหารอยู่โดยที่แต่ละคนมีอาวุธติดตัว เพียงแค่มองปราดเดียวก็บอกได้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา

“ฮ่า ๆ ถูกต้อง” เถ้าแก่ยิ้มและแทบทนไม่ไหวที่จะเอ่ยถึงมัน “ข้าน้อยอยากจะรู้ว่าท่านทั้ง 2 รู้จักนักดาบหิรัณย์ผู้โด่งดังในยุทธภพหรือไม่?”

“เขาเป็นนักดาบหิรัณย์แห่งเมืองชิงหยาง”

“ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 50 ของนักดาบหิรัณย์จินต้าเสีย มีคนร่ำลือกันว่าหลังจากงานเลี้ยงวันเกิดปีนี้ จินต้าเสียจะถอนตัวออกจากยุทธภพ”

“ดังนั้นจอมยุทธ์จากทั่วสารทิศจึงได้เดินทางมารวมกันอยู่ที่นี่เพื่อเฉลิมฉลองให้กับจินต้าเสีย”

มู่จวินฝานไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพมากนัก ดังนั้นเขาจึงพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เถ้าแก่พูด

พอเถ้าแก่เห็นว่าแม้เด็กหนุ่มกับเด็กหญิง 2 คนนี้จะแต่งตัวดูเรียบง่าย แต่พวกเขาก็ค่อนข้างจะสำรวมกิริยา ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าทั้ง 2 ไม่ใช่คนในยุทธภพ เขาจึงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติม เขาเพียงแค่พาแขกเข้าไปส่งถึงในห้องส่วนตัวก่อนจะถอยกลับไป

มู่ไป๋ไป่หันไปมองแผ่นหลังของเถ้าแก่พลางครุ่นคิดว่านักดาบที่มีชื่อเสียงทำไมต้องวางมือในวันเกิดปีที่ 50 ด้วย?

ตามความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในยุทธภพ เธอมั่นใจว่างานเลี้ยงวันเกิดของ ‘จินต้าเสีย’ จะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่

พอคิดได้ดังนี้เธอก็อดถอนหายใจไม่ได้

“มีอะไรหรือ?” มู่จวินฝานก้มลงมาถามคนตัวเล็กกว่าด้วยสีหน้าจริงจังขณะมองสำรวจน้องสาว “อะไรที่ทำให้ไป๋ไป่ต้องเป็นกังวลถึงเพียงนี้?”

จบบทที่ บทที่ 146: เมืองชิงหยาง

คัดลอกลิงก์แล้ว