เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 145: ห้ามทิ้งข้า!

บทที่ 145: ห้ามทิ้งข้า!

บทที่ 145: ห้ามทิ้งข้า!


“ฮึ! ข้าเองก็คิดว่าสิ่งที่เจ้าเอ่ยปากสัญญาไปเมื่อกี้นี้ดูค่อนข้างจะใจกว้างมากไปเสียหน่อย” เจ้าส้มพูดอย่างสบายอารมณ์ แล้วเติมเชื้อไฟลงในกองเพลิง “เจ้าจะเสียใจทำไม?”

“เจ้าส้ม! เจ้าจะทำเกินไปแล้ว!” มู่ไป๋ไป่จ้องเจ้าแมวอ้วนเขม็ง “เป็นเพราะเมื่อวานข้าไม่ช่วยเจ้าหรือ? ทำไมเจ้าถึงยังแค้นใจจนถึงวันนี้?”

“ข้าไม่เคยแค้นใคร!” เจ้าส้มร้องเสียงดัง “มันก็เป็นเพียงแค่สุนัขขี้เรื้อน คิดหรือไงว่าแมวตัวนี้จะไม่สามารถเอาชนะมันได้!”

“เจ้าตัวโตเป็นหมาป่า ไม่ใช่สุนัขธรรมดา” เด็กหญิงตอบกลับไปเสียงนิ่ง “นอกจากนี้ ข้าไม่เห็นขนบนก้นของเจ้าแล้ว”

“แง้ววว! มู่ไป๋ไป่ มันจะมากเกินไปแล้ว!” จู่ ๆ แมวส้มก็โมโหขึ้นมา “เจ้าอยากตัดขาดกับข้าใช่หรือไม่?”

“เอาล่ะ ๆ ข้าแค่ล้อเล่น” คนตัวเล็กหยิบขนมที่มู่จวินฝานเอามาฝากเธอขึ้นมาและยื่นให้กับอีกฝ่าย “นี่คือขนมที่ท่านพี่รัชทายาทเอามาจากวังหลวง”

เจ้าส้มรับขนมมากลืนลงท้องในคำเดียว ก่อนจะยอมนั่งลงแล้วจ้องมู่ไป๋ไป่นิ่ง “อย่าคิดว่าเจ้าจะใช้ขนมชิ้นเล็ก ๆ พวกนี้มาหลอกล่อข้าได้”

“ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าเรื่องในครั้งนี้ข้าจะจำไปจนวันตาย!”

“ไหนเจ้าบอกว่าไม่ได้แค้นข้าไง” มู่ไป๋ไป่อดหัวเราะไม่ได้ในขณะที่เธอพูดแหย่มัน

“แง้ว! ใครพูดตอนไหน!” บัดนี้เจ้าส้มรู้สึกเหมือนกำลังจะระเบิด

เด็กหญิงรีบปลอบใจมันทันที “ไม่เป็นไร ๆ ข้ายอมรับเลยว่าแมวหลวงอย่างเจ้าใจกว้างที่สุด แล้วคราวนี้เจ้าจะเดินทางไปกับข้าหรือไม่?”

“เจ้าคิดว่าเจ้าจะสลัดข้าทิ้งไปได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?” เจ้าส้มพูดพลางกลอกตามองบน “แล้วถ้าเจ้านำสัตว์ไปด้วยมากมายขนาดนี้ ใครจะดูแลพวกมันแทนเจ้าหากข้าไม่ได้อยู่ด้วย”

“มู่ไป๋ไป่ อย่าลืมนะว่าเจ้าสัญญากับมู่เทียนฉงแล้วว่าจะเป็นทาสของข้าไปตลอด เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ทิ้งข้า!”

ฝ่ายที่ได้ยินแทบจะพ่นชาออกจากปาก เธอเพียงแค่ขอเจ้าส้มมาจากมู่เทียนฉง ไม่ได้บอกว่าจะเป็นทาสของมันเสียหน่อย

แต่ในโลกของแมว มนุษย์ก็คือทาสของมันนั่นเอง

“เอาเถอะ ๆ” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าให้ความมั่นใจแก่อีกฝ่าย “ข้าไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า คืนนี้เจ้าก็รีบนอนพักผ่อนเก็บแรงเอาไว้ พรุ่งนี้เราจะต้องขี่ม้ากันตลอดทั้งวัน”

“ถ้าเจ้าเผลอหลับไป ข้าคงคว้าตัวเจ้าไว้ไม่ทัน เพราะตัวเจ้าหนักขึ้นอีกแล้ว”

ทันทีที่เด็กหญิงพูดจบ เธอก็รีบเผ่นออกจากห้องไปอาบน้ำก่อนที่เจ้าส้มจะทันได้ประมวลผลคำพูดของเธอ

คราวนี้เธอจะต้องออกเดินทางอย่างกะทันหัน และเสิ่นจวินเฉาก็บังเอิญเดินทางไปยังเมืองใกล้เคียงเพื่อตรวจสอบร้านค้าของตัวเองอีกครั้ง เธอจึงไม่ได้บอกลาเขาด้วยตัวเอง ดังนั้นเธอจึงเขียนจดหมายแล้วสั่งให้คนรับใช้มอบมันให้กับเด็กชาย

วันรุ่งขึ้นก่อนที่ฟ้าจะสาง มู่ไป๋ไป่ได้นำสัตว์ป่าหลายสิบตัวเดินออกนอกเมือง

หากมีคนที่ตื่นอยู่ในเวลานี้ พวกเขาจะได้เห็นกลุ่มสัตว์ดุร้ายเดินล้อมเด็กคนหนึ่งมุ่งหน้าออกจากเมืองอย่างเป็นระเบียบ

“ในระหว่างทางพวกเจ้าควรจะซ่อนอยู่ในป่าเอาไว้ตลอดเวลา” มู่ไป๋ไป่กระซิบบอกให้พวกมันระวังตัว “อย่าไปเผลอทำให้คนตกใจเข้าล่ะ”

“ถ้ามีใครได้รับบาดเจ็บหรือตกอยู่ในอันตรายก็ให้รีบมาบอกข้า”

“ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านจ้าวอสูร”

หลังจากตอบรับคำสั่งของคนตัวเล็ก สัตว์ดุร้ายหลายสิบตัวก็แยกย้ายกันหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว

“ท่านจ้าวอสูร ท่านเองก็รักษาตัวด้วย” เจ้าตัวโตยังคงนั่งอยู่ที่จุดเดิม มันมองมู่ไป๋ไป่ในขณะที่พูดว่า “ข้าจะไปเฝ้าผลเพลิงสีชาดบนเขาให้ท่าน รอท่านกลับมาเก็บมัน”

“อืม ขอบคุณเจ้ามากเจ้าตัวโต” มู่ไป๋ไป่คุกเข่าลงลูบหัวหมาป่าสีเทา “เจ้าเองก็ต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้ใครมาจับตัวเจ้าไปได้อีกล่ะ”

“ถ้าข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ คงจะไม่มีใครช่วยเจ้าได้ทันเวลาเช่นคราวก่อน”

เจ้าตัวโตก้มหน้าลงพร้อมกับตอบรับเสียงแผ่วเบา

เมื่อหมาป่าสีเทาได้ยินเสียงกีบม้าดังมาจากข้างหลัง มันก็ก้าวถอยหลังไปโค้งตัวทำความเคารพผู้เป็นนายก่อนจะออกตัววิ่งมุ่งหน้าไปยังวัดฮู่กั๋ว

หลังจากนั้นไม่นาน มู่จวินฝานก็ปรากฏตัวพร้อมกับคนของเขา

“ไป๋ไป่ ทำไมเจ้าถึงมาเร็วขนาดนี้?” เด็กหนุ่มมองไปยังคนตัวเล็กที่กำลังอุ้มเจ้าส้มเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะถามอย่างประหลาดใจ “ข้าคิดว่าเจ้าจะยังไม่ตื่นเสียอีก”

“ท่านพี่รัชทายาทยอมเลื่อนกำหนดการเพื่อรอข้า แล้วข้าจะนอนตื่นสายได้อย่างไร” มู่ไป๋ไป่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เราออกเดินทางกันเถอะ!”

“ตกลง” เมื่อมู่จวินฝานเห็นว่าน้องสาวดูกระตือรือร้นมากเพียงใด เขาก็ส่ายหัวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับยื่นมือออกไปหานาง “มาสิ เจ้ามานั่งม้ากับพี่”

มู่ไป๋ไป่ย่อมตอบตกลงเพราะเธอขี่ม้าไม่เป็นและยังตัวเล็กอยู่ ถ้าเธอนั่งกับเขา เธออาจงีบหลับระหว่างทางได้ด้วย

เด็กน้อยจึงคว้าจับมือของพี่ชายแล้วปีนขึ้นไปบนม้าตัวสูง

ม้าตัวนี้มีสีดำล้วนและดูแข็งแกร่ง เธอมองดูมันอย่างสงสัยพลางอดไม่ได้ที่จะสัมผัสหัวม้าเบา ๆ

“ท่านจ้าวอสูร” เสียงทุ้มต่ำอันไพเราะดังขึ้น “เป็นเกียรติของข้าที่ได้ช่วยเหลือท่าน”

ใช่ เสียงของม้าตัวนี้ฟังดูไพเราะเลยทีเดียว

“มีอะไรหรือ?” มู่จวินฝานเห็นว่ามู่ไป๋ไป่ไม่ยอมปล่อยมือสักที เขาจึงถามขึ้น “เจ้าชอบมันหรือ? หลังจากที่เราจัดการธุระเสร็จและกลับวังหลวงแล้ว เอาไว้ข้าจะเลือกม้าให้เจ้าสักตัว”

เด็กหญิงจินตนาการว่าตัวเองจะดูสง่างามมากเพียงใดในยามที่อยู่บนหลังม้า ก่อนจะพยักหน้าอย่างมีความสุข “เพคะ”

“น้องพี่ เด็กคนนั้นใช่จื่อเฟิงที่เจ้าเคยพูดถึงหรือไม่?” มู่จวินฝานมองไปที่เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนพื้น จากนั้นเขาก็ถามอีกฝ่ายว่า “เจ้าขี่ม้าได้หรือไม่?”

จื่อเฟิงไม่ตอบ เขาเพียงแค่กระโดดขึ้นไปบนม้าสีน้ำตาลแดงตัวใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง ซึ่งการเคลื่อนไหวของเขานั้นดูปราดเปรียวและชำนาญมากจนมู่จวินฝานกับอวี้เซิ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม

“นี่ จื่อเฟิง ท่านขี่ม้าเป็นด้วยหรือ?” พอมู่ไป๋ไป่เห็นว่าจื่อเฟิงดึงหลัวเซียวเซียวขึ้นไปบนหลังม้า เธอก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน

แต่หลังจากที่อยู่ด้วยกันมันนาน เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ตื้นเขินเหมือนที่เห็น

ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าจื่อเฟิงจะเป็นคนตะกละ แต่เขาก็เป็นคนที่มีมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ยอดเยี่ยม

การกระทำของเขาบอกได้ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การขี่ม้าครั้งแรกของเขา

พอคิดเช่นนี้เธอก็รู้สึกว่าตัวตนของเด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะลึกลับมากยิ่งขึ้น

“ใช่” จื่อเฟิงพยักหน้าตามความจริง “แต่ข้าเองก็จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่”

“น้องชาย ฝีมือของเจ้ายอดเยี่ยมมาก” มู่จวินฝานกล่าวชื่นชมอีกฝ่าย

“ฮี่ ๆ ถูกต้อง นี่เป็นคนที่ข้ายอมรับเชียวนะ” มู่ไป๋ไป่รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งกว่าตัวเองถูกชมเสียอีก

“เอาล่ะ ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว เริ่มออกเดินทางกันได้” มู่จวินฝานยกแส้ขึ้นมาแล้วพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกศร

ส่วนคนอื่น ๆ ก็ตามมาด้านหลังติด ๆ

ขณะนี้แสงยามเช้าสาดส่องบนขอบฟ้า พร้อมกับที่แสงสีส้มค่อย ๆ ย้อมท้องฟ้าสีหม่น กลุ่มของมู่จวินฝานมุ่งหน้าหายไปในเส้นขอบฟ้าสีส้มอย่างไร้ร่องรอย

ข้างหลังพวกเขา ในป่า 2 ข้างทางมีสัตว์ป่าดุร้ายหลายสิบตัวกำลังวิ่งตามอย่างเป็นระเบียบ

“น่าสนใจ น่าสนใจ” เซียวถังอี้ที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้มองดูผู้คนหายลับจากสายตาในขณะที่มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย

เขาที่เพิ่งทำธุระเสร็จบังเอิญผ่านมาทางนี้พอดี ใครจะไปคาดคิดว่าตนจะได้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้

เด็กน้อยคนนั้นชอบจุ้นจ้านมากจริง ๆ นางได้ไปสร้างความยุ่งยากมากมายในศาลาหมื่นอสูร และตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะกำลังติดตามมู่จวินฝานไปยังชายแดนอีก

“นายท่าน… มีจดหมายจากฝ่าบาทรับสั่งให้ท่านไปพบพระองค์ที่วังหลวงขอรับ”

องครักษ์คนหนึ่งคุกเข่าลงเงียบ ๆ อยู่ด้านหลังเขา

“หืม?” เซียวถังอี้บิดคอไปด้านข้างด้วยท่าทางเกียจคร้าน “เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีเรื่องอะไร?”

องครักษ์เหลือบมองคนถามแล้วพูดอย่างลังเลว่า “เมื่อเช้านี้ในท้องพระโรงมีขุนนางคนหนึ่งถวายฎีกาเรื่องการแต่งงานของท่าน…”

“เขายังได้ส่งภาพวาดของสตรีที่ถึงวัยออกเรือนมาให้หลายภาพด้วยขอรับ…”

“...” เด็กหนุ่มที่ได้ยินดังนี้ยังคงนิ่งเงียบ

“นายท่าน?” เมื่อองครักษ์เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ เขาก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะเห็นว่าผู้เป็นนายยังคงยืนอยู่ตรงหน้า

“เจ้ากลับไปทูลฝ่าบาทว่าที่ชายแดนอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ข้าจะไปตรวจสอบแทนพระองค์เอง”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เอาล่ะ ไปชายแดนกันครบแก๊งเลยทีนี้ ความบันเทิงบังเกิดแน่นอน 555555

จบบทที่ บทที่ 145: ห้ามทิ้งข้า!

คัดลอกลิงก์แล้ว