เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 144: รีบไปอย่ารอช้า

บทที่ 144: รีบไปอย่ารอช้า

บทที่ 144: รีบไปอย่ารอช้า


“ถ้าครั้งนี้พี่ไปท่องเที่ยว พี่คงพาเจ้าไปโดยที่เจ้าไม่ต้องร้องขอ”

“แต่คราวนี้ไม่เป็นเช่นนั้น สถานการณ์ที่ชายแดนยังไม่ชัดเจน แม้แต่น้องรองก็ยังไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายไหน ถ้าพี่พาเจ้าไปด้วย ถ้าพี่ไม่อาจปกป้องเจ้าเอาไว้ได้ เช่นนี้เราจะทำอย่างไร?”

มู่จวินฝานสามารถละทิ้งชีวิตของตัวเองได้ แต่เขาไม่สามารถปล่อยให้มู่ไป๋ไป่ต้องไปเสี่ยงได้จริง ๆ

“ท่านพี่รัชทายาท ถ้าเช่นนั้นท่านยิ่งต้องพาข้าไปด้วย” เด็กหญิงรีบบอกเกี่ยวกับเรื่องของคนจากแคว้นหนานซวนที่มาเปิดศาลาหมื่นอสูรในตลาดผี “ข้าสงสัยว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกับสัตว์พวกนั้น และสิ่งที่พวกเขาต้องการทำกับสัตว์คือการควบคุมพวกมัน”

“อีกอย่าง ท่านพี่รัชทายาท ข้ามีความสามารถในการควบคุมสัตว์ได้ หากท่านบังเอิญไปเจอสัตว์ที่ถูกวางยาระหว่างทาง อย่างน้อยข้าก็ช่วยท่านได้ด้วย”

พอมู่ไป๋ไป่เห็นว่าคนเป็นพี่ชายยังคงปฏิเสธ เธอก็เม้มปากแน่นจงใจทำหน้ามุ่ยและพูดด้วยน้ำเสียงแง่งอนว่า “ไม่เป็นไร ถ้าท่านพี่ไม่คิดจะพาข้าไปที่นั่นด้วย ข้าก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะหาเวลาเดินทางไปยังชายแดนด้วยตัวเองอยู่ดี”

“เมื่อถึงเวลา ข้าจะพาเซียวเซียวกับจื่อเฟิงไปตามลำพัง”

หลังจากคนตัวเล็กพูดจบ เธอก็หันหลังเดินกลับไปที่ศาลาหมื่นอสูร

“ช้าก่อน!” มู่จวินฝานขมวดคิ้วแน่น เขาจะกล้าปล่อยมู่ไป๋ไป่ไปคนเดียวได้อย่างไร และเขาก็รู้ด้วยว่านางทำตามที่พูดแน่นอน

ทางด้านเด็กน้อยแอบรู้สึกมีความสุขในใจ แต่ยังคงแสดงสีหน้าเคร่งขรึมดังเดิม “ท่านคิดจะทำอะไร? ท่านพี่รัชทายาท ท่านรีบออกเดินทางเถอะ อย่าได้ชักช้า”

“เจ้า เจ้า…” เด็กหนุ่มไม่สามารถทำอะไรเจ้าตัวเล็กได้ เขาจึงถอนหายใจอย่างจนใจ “เจ้าอายุเพียงเท่านี้ยังซนขนาดนี้แล้ว ถ้าเจ้าโตขึ้นจะขนาดไหน?”

เมื่อมู่ไป๋ไป่ฟังจากน้ำเสียงของเขา ดูเหมือนว่าเขาจะตอบตกลงแล้ว เธอจึงหัวเราะแล้วพูดว่า “แม้โตขึ้นข้าก็จะยังซนเหมือนเดิม ถึงอย่างไรข้าก็มีท่านพี่รัชทายาทและท่านพ่อคอยปกป้อง”

มู่จวินฝานรู้สึกขบขันกับท่าทีของน้องสาวก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่”

เขาจะปกป้องมู่ไป๋ไป่ไปตลอดชีวิต…

เนื่องจากเด็กหนุ่มตัดสินใจที่จะพาน้องสาวไปด้วย เขาจึงไม่สามารถออกเดินทางได้ในทันที เขาเลยปักหลักอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองและนัดหมายกับมู่ไป๋ไป่ให้ออกเดินทางตอนรุ่งสางวันพรุ่งนี้

จากนั้นเด็กหญิงก็พาหลัวเซียวเซียวกลับไปที่ศาลาหมื่นอสูรเพื่อเก็บสัมภาระพร้อมกับบอกลาสัตว์ทุกตัว

“คุณหนู! ท่านไปอยู่ที่ไหนมา!” ทันทีที่เธอเปิดประตูเข้าไป จื่อเฟิงก็เดินออกมาพร้อมกับถือน่องไก่เอาไว้ที่มือซ้ายและมีข้าวโพดอยู่ในมือขวา “ข้าตามหาท่านทั้งวันเลย”

ในช่วงเวลานี้ จื่อเฟิงดูเหมือนจะพูดคล่องมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่าทางของเขาไม่เหมือนกับคนที่พูดไม่ได้ก่อนหน้านี้เลย

“ท่านไปส่งท่านแม่ข้าแล้วหรือ?” มู่ไป๋ไป่โบกมือไปทางเขา “ท่านกินเสร็จแล้วรีบไปเก็บสัมภาระ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกัน”

“หา?” ฝ่ายที่ได้ยินสะดุ้ง จากนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกาย “ท่านจะไปที่ไหน สนุกหรือไม่?”

“ขอแค่สนุกอย่างนั้นหรือ? ท่านนี่รู้จักแต่เล่น” คนตัวเล็กกระโดดขึ้นไปเขกหัวอีกฝ่าย “การเดินทางในครั้งนี้เรามีเรื่องสำคัญต้องไปทำ”

“หา?” จื่อเฟิงลูบหัวตัวเองขณะที่ถามเสียงอ่อนลงว่า “เจ้าตัวโตจะไปกับเราหรือไม่?”

นับตั้งแต่ที่เขาพบหมาป่าสีเทา มนุษย์ 1 คนและหมาป่าตัวหนึ่งก็ไม่เคยแยกจากกันเลย

“ไม่...” มู่ไป๋ไป่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว “คราวนี้เราเดินทางไกลกันมากเกินไป เจ้าตัวโตคงจะทนไม่ไหว”

“นั่นสินะ” จื่อเฟิงก้มหัวลงอยู่เงียบ ๆ ซึ่งท่าทางของเขาดูเหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังเศร้าสร้อย

เมื่อเด็กหญิงเห็นว่าเขาเป็นเช่นนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เอาล่ะ เช่นนั้นเอาแบบนี้ดีหรือไม่ ท่านรั้งอยู่ที่ศาลาหมื่นอสูรช่วยข้าคอยดูแลสัตว์พวกนี้”

“ถึงอย่างไรข้าก็จำเป็นจะต้องมีคนที่ไว้ใจได้คอยดูแลเรื่องนี้อยู่พอดี”

ตอนนี้คงต้องใช้เวลาอีกสักพักในการดูแลสัตว์เหล่านี้ แต่ปัญหาที่แท้จริงคือหลังจากที่พวกมันหายดีแล้วต่างหาก

จื่อเฟิงเข้ากับสัตว์ทุกตัวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะรั้งอยู่ต่อเพื่อจัดการเรื่องดังกล่าว

“ไม่!” พอเด็กหนุ่มได้ยินคำพูดของมู่ไป๋ไป่ เขาก็ปฏิเสธเสียงดัง “ข้าอยากอยู่ข้างกายคุณหนูเท่านั้น!”

ตอนนี้เขานับว่าเป็นคนขององค์หญิงหกแล้ว และหน้าที่ของเขาก็คือปกป้ององค์หญิงหก!

“โอ๊ย อยู่กันแค่นี้ท่านไม่ต้องตะโกนเสียงดังก็ได้” มู่ไป๋ไป่ตกใจที่อีกฝ่ายตะโกนเสียงดังจนปวดแก้วหู ทำให้เธอพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง “ถ้าเช่นนั้นท่านก็ไปเก็บข้าวของเร็ว ๆ เข้า ข้าจะไปดูสัตว์พวกนั้นสักหน่อย”

หลังจากกล่าวจบเธอก็เดินเลี่ยงจื่อเฟิงไปอีกทาง

ขณะนี้เหล่าสัตว์ที่กำลังพักฟื้นได้กลิ่นมู่ไป๋ไป่มาแต่ไกล พวกมันจึงพากันเข้ามาทักทายเธอทันที

“พรุ่งนี้ข้าต้องออกเดินทางไกล” เด็กหญิงเรียกสัตว์ 4 ตัวมาแล้วพูดว่า “ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและไม่ทำร้ายมนุษย์อย่างที่พวกเจ้าเคยรับปากไว้ก่อนหน้านี้”

“หลังจากข้ากลับมา ข้าจะพาพวกเจ้าขึ้นไปบนภูเขา”

สัตว์ทั้ง 4 มองหน้ากันก่อนจะพยักหน้ารับ

“ท่านจ้าวอสูร ท่านจะไปที่ใดหรือ ท่านต้องการให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่?” เสือดาวก้าวออกมาถามเป็นตัวแรก

“ข้าจะเดินทางไปยังชายแดนระหว่างแคว้นเป่ยหลงกับแคว้นหนานซวน” มู่ไป๋ไป่ไม่ได้คิดที่จะปิดบังพวกมัน “ข้าจะสืบสวนเรื่องที่คนของแคว้นหนานซวนนำพวกเจ้ามาขายที่นี่”

ทันใดนั้นดวงตาของสัตว์ทั้ง 4 ก็เป็นประกาย “ท่านจ้าวอสูร ได้โปรดให้พวกเราเดินทางไปกับท่านด้วย!”

พวกมันล้วนเป็นสัตว์ป่าที่เติบโตอยู่บริเวณชายแดนระหว่างทั้ง 2 แคว้น ก่อนหน้านี้ที่พวกมันสัญญากับมู่ไป๋ไป่ว่าจะอยู่อย่างสงบสุขเพราะพวกมันคิดว่าคงไม่มีโอกาสที่จะได้กลับบ้านของตัวเองอีกแล้ว

แต่ตอนนี้ท่านจ้าวอสูรกำลังจะมุ่งหน้าไปที่ชายแดน นี่คือโอกาสที่พวกมันจะได้กลับบ้านเกิดไม่ใช่หรือ?

“ไม่ได้” มู่ไป๋ไป่ปฏิเสธทันที “เราจะต้องเร่งเดินทาง ตอนนี้แผลของพวกเจ้ายังไม่หายดี ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะทนไม่ไหว”

“นอกจากนี้เรายังต้องเดินทางผ่านเมืองตั้งหลายเมือง แล้วเช่นนี้พวกเจ้าจะทำอย่างไร?”

เหตุผลดังกล่าวทำให้สัตว์ทั้ง 4 ตัวเงียบลง

เด็กหญิงมองพวกมันอยู่ครู่หนึ่งและเดาความคิดของพวกมันได้ “พวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือ?”

“ใช่แล้ว ท่านจ้าวอสูร” หมีดำพยักหน้าอย่างแข็งขัน “ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา…”

มู่ไป๋ไป่นิ่งคิดไปสักพัก ดังที่เธอเคยพูดก่อนหน้านี้ สัตว์ครึ่งหนึ่งที่ได้รับการช่วยเหลือจะถูกนำไปไว้บนภูเขาที่ตั้งของวัดฮู่กั๋ว และอีกครึ่งหนึ่งจะถูกเลี้ยงดูอยู่ในวังหลวง

ท้ายที่สุดแล้วในเวลานั้นเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้เดินทางไปยังแคว้นหนานซวนเร็วขนาดนี้

แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว บางทีวิธีที่เธอคิดไว้ก่อนหน้านี้ก็ควรจะถูกปรับตามไปด้วย

“ท่านจ้าวอสูร หากท่านยินดีที่จะพาเรากลับบ้าน เราขอสาบานว่าลูกหลานของพวกเราจะจงรักภักดีต่อท่านไปจนตาย” เสือนอนหมอบลงกับพื้น “ยิ่งไปกว่านั้นเราขอสัญญาว่าเราจะพยายามหลบซ่อนตัวเองให้ดีที่สุดและจะไม่ทำร้ายมนุษย์ไปตลอดชีวิตนี้”

“ใช่!” หมีดำกับเสือดาวเองก็พยักหน้าเช่นกัน “เราจะไม่ทำร้ายมนุษย์อีก”

“ตกลง” มู่ไป๋ไป่พยักหน้ารับ “จำสิ่งที่พวกเจ้าพูดเอาไว้ว่าอย่าทำร้ายมนุษย์”

คำตอบที่ได้รับทำให้สัตว์ทั้ง 4 รู้สึกมีความสุขมาก พวกมันที่กำลังจะได้กลับบ้านเกิดคงไม่มีอะไรที่ทำให้มันรู้สึกมีความสุขไปมากกว่านี้แล้ว

“ส่วนสหายที่เหลือของพวกเจ้า…” คนตัวเล็กเหลือบมองสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหลัง “ถ้าใครอยากกลับบ้านก็ให้พวกเขาติดตามเรามาด้วย”

“อย่ากังวลเรื่องบาดแผลที่ยังไม่หายดี ข้าจะหาวิธีส่งพวกเจ้ากลับหลังจากที่พวกเจ้าพักรักษาแผลให้หายดีแล้ว”

เหล่าสัตว์ที่ได้ยินคำพูดของท่านจ้าวอสูรที่พูดกับสัตว์ทั้ง 4 รู้สึกมีความสุขมาก บางตัวถึงขั้นน้ำตาไหลเลยทีเดียว

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็กลับมาที่ห้องพักของตัวเอง และทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าการเดินทางในครั้งนี้มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่รออยู่เบื้องหลัง

“ท่านจ้าวอสูรช่างเก่งกาจยิ่งนัก” เจ้าส้มปรากฏตัวมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ แล้วไปนั่งลงบนโต๊ะพร้อมกับเดินอย่างเย่อหยิ่งโดยหันหน้าปรายตามองเด็กหญิงเบา ๆ “ถึงได้คิดจะพาสัตว์ป่ามากมายข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังชายแดน”

“หยุดพูดได้แล้ว!” มู่ไป๋ไป่เกาหัวตัวเองจนชี้ฟู “ข้ารู้สึกเสียใจทีหลังแล้วเนี่ย!”

แต่เธอได้เอ่ยปากสัญญากับสัตว์พวกนั้นไปแล้ว เธอจะไม่รักษาคำพูดของตัวเองในฐานะจ้าวอสูรได้อย่างไรกัน?

จบบทที่ บทที่ 144: รีบไปอย่ารอช้า

คัดลอกลิงก์แล้ว