เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 122: ให้เสิ่นจวินเฉาขึ้นเขา

บทที่ 122: ให้เสิ่นจวินเฉาขึ้นเขา

บทที่ 122: ให้เสิ่นจวินเฉาขึ้นเขา


“ฮ่า ๆๆ ดูเหมือนว่าหรงเฟยจะระวังตัวมากกว่าที่คิด” ขันทีหนุ่มหัวเราะ ก่อนจะโค้งคำนับและเดินออกจากประตูไปด้วยท่าทีนอบน้อม “ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอตัวลา”

“ในอีก 3 วันข้าน้อยจะกลับมาอีกครั้ง”

“เมื่อถึงเวลา หรงเฟยคงจะสามารถตอบข้าน้อยได้ว่าท่านต้องการร่วมมือกับข้าน้อยหรือไม่”

หลังจากขันทีหนุ่มกล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินออกไป

ทางด้านหรงเฟยมองดูแผ่นหลังของขันทีแล้วรู้สึกว่าคนผู้นี้ดูคุ้นตามากราวกับว่านางเคยเห็นเขาที่ไหนสักแห่ง

แต่พอเค้นสมองคิดอยู่นานนางก็นึกไม่ออก

หญิงสาวขมวดคิ้วในขณะที่รู้สึกลังเลเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งที่ขันทีหนุ่มพูดเมื่อสักครู่

“หรงเฟย หมอหลวงฉินมาแล้วเพคะ” เสียงของนางกำนัลดังขึ้นจากด้านนอก หญิงสาวจึงรีบปรับสีหน้าของตัวเองให้สงบนิ่งดังเดิมก่อนจะอนุญาตให้นางกำนัลพาหมอหลวงเข้ามา

หลังจากผู้เป็นหมอตรวจแล้วก็พบว่าขาของหรงเฟยไม่มีอะไรร้ายแรง แต่นางก็ขออนุญาตไทเฮาพักผ่อนเป็นเวลา 2 วันเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ขา

ซึ่งไทเฮาก็ทรงอนุญาตโดยที่ไม่ต้องคิดซ้ำ

หลังจากที่ไม่มีหรงเฟยเข้ามาคอยเหน็บแนม การสวดมนต์ของมู่ไป๋ไป่ก็เป็นไปอย่างราบรื่น

แล้ววันเวลาก็ผ่านไป 3 วัน ยามนี้คนตัวเล็กเริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย

ตามแผนก่อนหน้านี้ของเธอ เธอจะต้องลงจากภูเขาเพื่อไปขายผลเพลิงสีชาด ดังนั้นเธอจึงสั่งให้จื่อเฟิงแอบลงจากภูเขาไปเพื่อแลกเปลี่ยนตามเวลาที่ตกลงกับเสิ่นจวินเฉาเอาไว้

ปัจจุบันก็ผ่านไปกว่า 3 วันแล้ว เธอสังเกตเห็นว่าผลเพลิงสีชาดเริ่มจะเหี่ยวเฉา ในเมื่อเป็นเช่นนี้เธอจึงไม่สามารถทนเฉยได้อีกต่อไป

เพราะฉะนั้นหลังจากรับประทานมื้อกลางวันเสร็จ เธอก็เรียกหลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงไปที่เรือนด้านหลังวัดฮู่กั๋วเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้

“ทำไมเราไม่บอกหว่านผินไปตามตรงว่าเราจะลงจากเขาล่ะเพคะ?” หลัวเซียวเซียวถามพลางเกาหัว “หว่านผินเป็นคนคุยง่าย ตราบใดที่พระสนมรู้ว่าเราจะลงจากเขาไปเพื่ออะไร พระสนมย่อมเห็นด้วยอย่างแน่นอน”

“ไม่ได้!” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัวปฏิเสธทันควัน “ท่านแม่ไม่ใช่คนที่คุยด้วยง่ายขนาดนั้น ถ้านางรู้ว่าข้าแอบทำการค้าขายลับหลังนาง นางจะต้องเป็นกังวลแน่นอน”

“บางทีนางอาจจะขอตามเราลงจากเขาไปด้วยซ้ำ”

หลัวเซียวเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่ามันจะเป็นอย่างที่องค์หญิงหกคิดจริง ๆ “แล้วอย่างนี้เราควรทำอย่างไรกันดีเพคะ?”

“จื่อเฟิง ท่านล่ะ มีความคิดเห็นดี ๆ บ้างหรือไม่?” มู่ไป๋ไป่คิดอะไรไม่ออก ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจหันไปถามเด็กหนุ่มที่ยังคงเคี้ยวข้าวโพดอยู่

“หา?” จื่อเฟิงเงยหน้าขึ้นมองคนตัวเล็ก ทุกวันนี้ภายใต้การดูแลของหลัวเซียวเซียว เขาสามารถพูดได้คล่องแคล่วขึ้น แต่บางครั้งเขาก็ยังไม่สามารถอธิบายสิ่งที่คิดออกมาได้อย่างชัดเจน “ในเมื่อเราลงจากเขาไม่ได้… ก็ให้เสิ่นจวินเฉาขึ้นมาบนเขาแทน”

“...” มู่ไป๋ไป่พูดอะไรไม่ออกยามที่เห็นสีหน้าว่างเปล่าของอีกฝ่ายตอนเสนอความคิดออกมา

“อย่างไรก็เถอะ มันถือว่าเป็นการแก้ไขสิ่งของ แจ๊บ ๆ” จื่อเฟิงแทะข้าวโพดเคี้ยวตุ้ย ๆ ก่อนจะถามว่า “มันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

“เจ้าคนโง่” หลัวเซียวเซียวทุบไหล่เด็กหนุ่ม “ในเวลานี้ ไม่มีใครในเมืองหลวงรู้ว่าไทเฮากับองค์หญิงหกเสด็จมาสวดมนต์อยู่ที่วัดฮู่กั๋ว”

“ถ้าคุณชายเสิ่นมารับของเองที่วัด นั่นไม่ต่างจากการเปิดเผยตัวตนขององค์หญิงหกหรอกหรือ?”

จื่อเฟิงทำหน้าไม่เข้าใจในขณะที่ถามว่า “นี่… เป็นเรื่องที่บอกใครไม่ได้หรือ?”

“...” หลัวเซียวเซียวถึงกับพูดไม่ออกเช่นกัน

“ช้าก่อน คำพูดของจื่อเฟิงก็ไม่ถึงกับไม่มีเหตุผลเลย” มู่ไป๋ไป่ปรบมือ “ระยะทางจากวัดฮู่กั๋วไปยังเมืองหลวงนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร มันเป็นเรื่องยากที่จะปิดบังท่านแม่ของข้า”

“แต่เราก็ไม่จำเป็นจะต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงสักหน่อย!”

“และจื่อเฟิงยังพูดถูกอีกด้วยว่าเราสามารถให้พี่จวินเฉามารับสินค้าเองได้”

“เรามาเลือกสถานที่นอกเมืองที่เป็นจุดรับส่งสินค้ากันเถอะ”

ถ้าใช้วิธีนี้เธอจะสามารถสร้างรายได้และไม่จำเป็นต้องลงจากเขานานเกินไป มันนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย

ตอนนี้เด็กหญิงมีแผนในใจแล้ว เธอจึงเขียนจดหมายและอธิบายแผนการของตัวเองให้เสิ่นจวินเฉาทราบ

และก็เป็นจื่อเฟิงที่เป็นคนทำหน้าที่ส่งจดหมาย ภายในเวลาไม่ช้า เด็กชายก็ตอบกลับมาโดยบอกว่าไม่มีปัญหา

ในวันรุ่งขึ้น มู่ไป๋ไป่จึงอาศัยจังหวะช่วงพักผ่อนตอนกลางวันของซูหว่านแอบลงภูเขาไป

ขณะเดียวกัน หรงเฟยซึ่งกำลังพักฟื้นอยู่ที่เรือนพักผ่อนของตัวเองก็ได้พบกับขันทีหนุ่มจากคราวที่แล้วอีกครั้ง

“หรงเฟย ท่านไตร่ตรองข้อเสนอของข้าน้อยแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”

“เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” หญิงสาวที่กำลังเอนตัวงีบหลับอยู่บนตั่ง ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวและลืมตาขึ้นมอง

เนื่องจากจู่ ๆ ก่อนหน้านี้ขันทีหนุ่มก็ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน นางจึงได้เพิ่มจำนวนทหารอารักขาในเรือนมากกว่าเดิม

แล้วคนคนนี้จะยังสามารถปรากฏตัวเงียบ ๆ ได้อย่างไร?

หรงเฟยมองออกไปนอกลานบ้านและเห็นว่าทหารองครักษ์รวมถึงนางกำนัลที่ควรเฝ้าดูแลอยู่ภายนอกกลับไม่โผล่มาให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว

“เจ้าเป็นใครกันแน่?” หญิงสาวรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย นางมองขันทีหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก “ข้าเคยพบเจ้าที่ไหนมาก่อนหรือไม่?”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พระสนมจดจำข้าน้อยได้” ขณะนี้ขันทีผู้มาเยือนกำลังง่วนอยู่กับการนั่งลงที่โต๊ะแล้วรินน้ำชาให้กับตัวเอง “ถึงกระนั้น มันไม่สำคัญว่าพระสนมจะจำคนต่ำต้อยเช่นข้าน้อยได้หรือไม่”

“คนต่ำต้อย?” หรงเฟยเยาะเย้ย “ข้าไม่เคยพบเคยเจอคนน่ารังเกียจเช่นเจ้ามาก่อน”

ขันทีหนุ่มจิบชาแล้วถามว่า “หรงเฟยคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าน้อยพูดเมื่อครั้งที่แล้วชัดเจนหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”

“เหตุใดข้าจะต้องเชื่อใจเจ้าด้วย” หญิงสาวขมวดคิ้วถาม “เจ้าบอกว่าต้องการให้ข้าร่วมมือกับเจ้า อย่างน้อยเจ้าก็ควรมีอะไรบางอย่างมาโน้มน้าวใจข้า”

“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหนุ่มพยักหน้าพึงพอใจ จากนั้นจึงหยิบผลไม้สีแดงลูกเล็กออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะ “หรงเฟย ท่านคิดว่านี่คืออะไร?”

หรงเฟยก้าวเข้ามาหยิบผลไม้ลูกเล็ก ๆ แล้วมองดูผลไม้สีแดงนั้นอย่างละเอียด ก่อนจะได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่โชยมาแตะจมูก

กลิ่นนั้นค่อนข้างมีความพิเศษ แต่นอกเหนือจากนั้น นางก็ไม่เห็นความพิเศษอื่นใดจากผลไม้นี้เลย

“นี่คือผลเพลิงสีชาด” ขันทีหนุ่มดูเหมือนจะสังเกตเห็นท่าทางสงสัยของอีกฝ่าย เขาจึงอธิบายให้นางฟังด้วยรอยยิ้ม “ตามบันทึก ผลไม้ชนิดนี้เป็นยาวิเศษที่สามารถรักษาบาดแผลได้ มันเป็นของที่หายากมาก”

“หืม?” หรงเฟยโยนผลไม้นั้นกลับไปให้เขาโดยไม่สนใจ “แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับข้า?”

“แต่เดิมในตลาดผลไม้ชนิดนี้หาได้ยากมาก แต่จู่ ๆ ก็มีคนเริ่มนำมันออกมาขาย” ขันทีหนุ่มอธิบายต่ออย่างใจเย็น “ตามคำบอกเล่าของคนแถวนั้น คนที่นำมาขายมันไม่ใช่ใครอื่นนอกจากองค์หญิงหก”

“อะไรนะ?!” หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจ “เจ้าบอกว่าองค์หญิงหกเป็นคนเอาสิ่งนี้ไปขายอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

“ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ ข้าน้อยก็ไม่จำเป็นต้องมาบอกท่าน หรงเฟยคงมีความคิดเป็นของตัวเอง” ขันทีหนุ่มยืนขึ้นและเก็บผลเพลิงสีชาดไปทันที “เพียงแต่ในวังหลวงมีกฎเกณฑ์มากมาย และเชื้อพระวงศ์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้า”

“องค์หญิงหกได้ฝ่าฝืนกฎนี้ไปแล้ว”

“ถ้าหรงเฟยรายงานเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท ฝ่าบาทจะลงโทษองค์หญิงหกสถานหนักอย่างแน่นอน”

“แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้โกหกข้า” หรงเฟยยังคงลังเลเล็กน้อย ในวังหลวงมีกฎตามที่คนผู้นี้บอก ซึ่งมู่เทียนฉงเป็นคนกำหนดขึ้นมาเองในช่วงที่สืบทอดบัลลังก์ปีแรก ๆ

“หรงเฟย ข้าน้อยได้แสดงความจริงใจไปหมดแล้ว ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับท่านเอง”

ขันทีหนุ่มทำความเคารพสตรีตรงหน้าก่อนจะถอยกลับไปช้า ๆ

ทางด้านหรงเฟยเม้มปากตัวเองแน่น หลังจากนั้นไม่นานนางก็ตัดสินใจเรียกคนเข้ามา “เมื่อกี้ข้ามีคำสั่งให้พวกเจ้าเฝ้าอยู่ที่นอกประตูไม่ใช่หรือ?”

“ทำไมในช่วงเวลาสั้น ๆ ถึงหายหัวไปกันหมด?!”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: งานเข้าแล้วสิ มีคนมาฟ้องหรงเฟยเฉยเลย ขันทีคนนั้นเป็นใครกันนะ ทำตัวลึกลับมาก

จบบทที่ บทที่ 122: ให้เสิ่นจวินเฉาขึ้นเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว