เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 121: หลานรักของย่า

บทที่ 121: หลานรักของย่า

บทที่ 121: หลานรักของย่า


“ไม่เอาหรือ? เจ้าไม่ต้องกังวล ในเมื่อมีเราคอยหนุนหลังอยู่ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรหรอก” ไทเฮาพูดคล้ายกับว่าตนสามารถควบคุมได้ทุกอย่าง

นั่นทำให้หัวใจของมู่ไป๋ไป่อบอุ่นขึ้น แล้วเธอก็ตัดสินใจเขย่งเท้าขึ้นไปหอมแก้มอีกคนเสียงดัง “ไม่เป็นไรจริง ๆ เพคะ ท่านย่า ไป๋ไป่หายดีแล้วเพคะ”

“หลานรักของย่า…” ไทเฮายกมือขึ้นกุมอกและอดไม่ได้ที่จะลูบหน้าเด็กน้อยด้วยความรักใคร่อีกครั้ง

ในตอนที่หรงเฟยเข้ามา นางก็เห็นมู่ไป๋ไป่นั่งอยู่บนตักของไทเฮา โดยที่ทั้งคู่คอยพูดคุยกันตลอดเวลา

ภาพบาดตานั้นทำให้มีความริษยาแล่นผ่านดวงตาของนางชั่วอึดใจหนึ่ง

นางเคยวางแผนที่จะกำจัดมู่ไป๋ไป่มาแล้ว แต่นางถูกเซียวถังอี้ขัดขวางเอาไว้เสียก่อน

นั่นทำให้หญิงสาวตกใจเสียขวัญอยู่พักหนึ่งเพราะกลัวว่าคนผู้นั้นจะนำเรื่องนี้ไปทูลต่อฝ่าบาทและไทเฮา

แต่หลังจากเวลาผ่านไปสักพักก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ นางก็แน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร นางจึงรู้สึกโล่งใจมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หรงเฟยยังจดจำความอัปยศอดสูที่เซียวถังอี้กับมู่ไป๋ไป่มอบให้วันนั้นได้เป็นอย่างดี

ในช่วงเวลานี้นางจึงพยายามหาโอกาสที่จะแก้แค้นองค์หญิงหก

“ถวายบังคมไทเฮา ขอให้พระองค์อายุยืนหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” หรงเฟยก้าวเข้าไปทำความเคารพไทเฮาด้วยท่าทางนอบน้อม จากนั้นนางก็รับบางสิ่งจากมือของนางกำนัลที่อยู่ด้านหลังแล้วยื่นออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “ไทเฮา หม่อมฉันได้ยินมาว่าวันนี้อาจจะมีฝนตกหนัก”

“วัดฮู่กั๋วตั้งอยู่บนภูเขาทำให้อากาศหนาวกว่าในเมืองหลวง ดังนั้นหม่อมฉันจึงเย็บชุดรองเข่ามาให้พระองค์โดยเฉพาะเพคะ”

มู่ไป๋ไป่เงยหน้ามองหรงเฟย เธอต้องขอชื่นชมว่าฝีมือการเย็บปักถักร้อยของอีกฝ่ายนั้นดีมาก และชุดรองเข่าที่นางทำออกมาก็ดูงดงาม

อย่างไรก็ตาม ไทเฮาทำเพียงแค่เหลือบมองเล็กน้อยแล้วโบกมือให้นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างมารับมันไป “เป็นหรงเฟยที่ใส่ใจ”

“เป็นสิ่งที่หม่อมฉันสมควรทำในฐานะพระสนมเพคะ” หรงเฟยลอบกัดปากก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้ม

ทุกวันนี้นางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเอาใจไทเฮา แต่ไม่ว่านางจะทำสิ่งใด พระนางก็ดูเหมือนจะไม่แยแสใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมันทำให้นางรู้สึกไม่พอใจมาก

หญิงสาวพยายามกล้ำกลืนความโกรธขณะนั่งอยู่เงียบ ๆ สักพักก่อนที่จะรู้สึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง แล้วปั้นหน้ายิ้มกล่าวว่า “องค์หญิงหก ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานพระองค์เป็นไข้ลมหนาว วันนี้พระองค์มาสวดมนต์ได้ หมายความว่าพระองค์หายแล้วหรือ?”

“คงอดไม่ไหวแล้วสินะ” มู่ไป๋ไป่กัดฟันพึมพำใส่หรงเฟยเบา ๆ จากนั้นจึงยิ้มตอบว่า “เมื่อวานข้ากินยาพักผ่อนได้เต็มที่ วันนี้จึงหายแล้ว”

“นั่นสินะ” หรงเฟยปิดปากซ่อนรอยยิ้ม “ในเมื่อองค์หญิงหกหายดีแล้ว ทำไมวันนี้หว่านผินถึงยังไม่มา?”

“เมื่อวานนางมาสวดมนต์ขอพรสายเพราะอ้างว่านำน้ำแกงโสมไปให้องค์หญิงหก วันนี้องค์หญิงหกหายดีแล้ว นางคงไม่ต้องตุ๋นน้ำแกงโสมไปให้พระองค์อีกใช่หรือไม่?”

“ในความเป็นจริงคงจะไม่เป็นไรถ้านางจะมาสวดมนต์สาย แต่ในวันนี้มันแตกต่างออกไป”

“ถ้าหากว่าพระโพธิสัตว์รู้สึกว่าเราไม่จริงใจและลงโทษแคว้นเป่ยหลง…”

ถ้อยคำที่ออกมาจากปากของอีกฝ่ายทำให้ใบหน้าของมู่ไป๋ไป่เปลี่ยนเป็นเย็นชา เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมจู่ ๆ ผู้หญิงคนนี้ถึงมาคุยกับเธอ ที่แท้นางพยายามหาเรื่องแม่เธอนี่เอง

“ท่านย่า ตอนเช้าท่านแม่ได้นำน้ำแกงโสมมาให้ไป๋ไป่ดื่มแล้วเพคะ” เด็กหญิงหันไปจ้องหรงเฟย ก่อนจะดึงแขนเสื้อไทเฮามาอธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แต่ไป๋ไป่ไม่ได้ดื่มมันเพราะว่ามันขมมาก”

“เรารู้” สตรีสูงวัยตบไหล่หลานสาวเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายวางใจ “เราส่งคนให้นำโสมไปให้หว่านผินเมื่อเช้านี้เอง”

คำพูดนี้ส่งผลให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหรงเฟยแข็งทื่อทันที

“สิ่งที่หรงเฟยพูดเมื่อครู่นี้ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่พอใจหว่านผินที่ตุ๋นน้ำแกงโสมเช่นนั้นหรือ?” ไทเฮาหันไปถามหรงเฟยพร้อมกับเหยียดยิ้มเยาะเย้ย “เราเป็นคนสั่งให้หว่านผินต้มน้ำแกงโสมเอง ถ้าหรงเฟยรู้สึกไม่พอใจก็บอกเราได้”

“หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ” หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

“ที่เจ้าพูดมีเจตนาอะไร?” ไทเฮาแค่นเสียงเย็น “การสวดมนต์ขอพรนั้นเป็นเรื่องใหญ่ก็จริงอยู่ แต่เรื่องสุขภาพร่างกายของไป๋ไป่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือ?”

“ไป๋ไป่เป็นทายาทของฝ่าบาท นางคืออนาคตของแคว้นเป่ยหลง”

“การสวดมนต์ขอพรก็เพื่อเป็นการขอให้พระโพธิสัตว์ปกป้องคุ้มครองแคว้นเป่ยหลงและผู้สืบเชื้อสายของฝ่าบาทก็มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับชะตากรรมของแว่นแคว้นด้วยเช่นกัน”

“ไทเฮา!” หรงเฟยรู้สึกตื่นตระหนก นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าตนจะไปทำให้ไทเฮาโกรธเข้า “หม่อมฉันผิดไปแล้ว”

“หม่อมฉันจะไม่พูดอะไรไร้สาระอีกเพคะ”

มู่ไป๋ไป่รู้สึกสมเพชสตรีตรงหน้าที่กำลังคุกเข่าขอความเมตตา

ครั้งล่าสุดที่หรงเฟยพยายามจะฆ่าเธอ นางก็ทำเช่นนี้ตอนที่ถูกเจ้าสัตว์ประหลาดจับได้ ตอนนั้นนางถึงขั้นร้องไห้อ้อนวอนด้วยซ้ำ

ดูเหมือนว่าครั้งที่แล้วเธอจะไร้เดียงสาเกินไปจริง ๆ ถึงขั้นคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะสำนึกได้

ตอนนี้ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้จักแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง

“ถ้าเจ้ารู้ว่าผิดเจ้าก็คุกเข่าอยู่ที่นี่แล้วไตร่ตรองตัวเองให้ดี” ไทเฮาทรงยืนขึ้นโดยที่มู่ไป๋ไป่ยังอยู่ในอ้อมแขน “ไม่เช่นนั้น พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็เก็บข้าวของแล้วกลับวังหลวงไปซะ”

ในเมื่อไทเฮาเป็นคนเอ่ยปากด้วยตัวเอง แล้วหรงเฟยจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร?

ดังนั้นตอนที่ซูหว่านเดินเข้ามาในวิหาร นางก็เห็นหรงเฟยกำลังคุกเข่าอยู่ด้านนอกห้องโถงด้วยใบหน้าซีดเซียว

ส่วนไทเฮากับมู่ไป๋ไป่กำลังฟังบทสวดอยู่ภายใน

ขณะที่หญิงสาวกำลังจะหันไปถามคนที่อยู่ข้างกายว่าพวกเขารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น นางก็สัมผัสได้ถึงสายตาไม่พอใจที่มาจากด้านข้าง

แต่เมื่อนางหันไปมอง ความรู้สึกนั้นก็หายไป

“ท่านแม่ ท่านมาแล้ว!” ภายในห้องโถง มู่ไป๋ไป่เห็นผู้เป็นแม่เดินเข้ามาจึงโบกมือให้นางอย่างมีความสุข “เร็วเข้า ๆ ไป๋ไป่กับไทเฮากำลังรอท่านอยู่!”

ซูหว่านไม่มีเวลาให้คิดมากอีก นางจับชายกระโปรงยกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปทำความเคารพไทเฮา

นั่นทำให้หรงเฟยที่ถูกลงโทษให้คุกเข่ารู้สึกริษยามากยิ่งขึ้น นางไม่กล้าที่จะลุกขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากไทเฮา ด้วยเหตุนี้นางจึงต้องคุกเข่าจนท้องฟ้าเริ่มมืดลง และขาของนางก็ชาไปหมด จนกระทั่งมีรับสั่งจากพระนางว่าไม่ต้องคุกเข่าแล้ว

หญิงสาวจึงสั่งให้นางกำนัลส่วนตัวเข้ามาช่วยพยุงนางกลับเข้าไปในเรือนพักผ่อน

“พระสนม ท่านคุกเข่ามาทั้งวันแล้ว เหตุใดเราไม่เรียกให้หมอหลวงฉินเข้ามาดูสักหน่อยล่ะเพคะ” เมื่อนางกำนัลเห็นใบหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย นางจึงเอ่ยปากแนะนำอย่างระมัดระวัง “มิฉะนั้น มันอาจจะกลายเป็นต้นตอของโรคในอนาคต—”

“เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีกหรือ?!” หรงเฟยถีบนางกำนัลล้มลงไปกองกับพื้นเพื่อระบายความโกรธ “ไอ้พวกไร้ประโยชน์ ทำไมไม่รีบไปเรียกหมอหลวงมาอีก!”

“ถ้าขาของข้ามีปัญหา ข้าจะเอาชีวิตพวกเจ้ามาชดใช้!”

นางกำนัลที่ถูกตะคอกสะอื้นไห้เบา ๆ แล้ววิ่งออกไปตามหมอหลวง

“ไร้ประโยชน์! มีแต่พวกไร้ประโยชน์!”

“องค์หญิงหก มู่ไป๋ไป่ ข้าได้จดจำความแค้นนี้เอาไว้แล้ว”

“สักวันข้าจะต้องให้เจ้าชดใช้!!”

“เหตุใดหรงเฟยจะต้องรอให้ถึงวันหน้าด้วย?” เสียงแหลมสูงของใครบางคนดังขึ้น “หลังจากกลับไปถึงวังหลวง หรงเฟยคิดว่าจะยังมีโอกาสลงมือได้อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ใครน่ะ?” หญิงสาวมองออกไปด้านนอกหน้าต่างพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใครอยู่ตรงนั้น!”

“ข้าน้อยมาที่นี่ก็เพื่อช่วยเหลือหรงเฟย” ไม่นานก็มีขันทีหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทางประตูช้า ๆ

“เจ้าเป็นคนของตำหนักใด เจ้ากล้าเข้ามาในเรือนพักผ่อนของข้าตามใจชอบได้อย่างไร?” หรงเฟยมองขันทีด้วยท่าทางหวาดระแวง “ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”

“หรงเฟย ท่านอยากให้ข้าน้อยออกไปจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?” ขันทีคนนี้ไม่ได้รู้สึกกลัวเลย เขาทำเพียงแค่มองสตรีตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน หลังจากนี้คงไม่มีใครสามารถช่วยท่านจัดการกับองค์หญิงหกได้ ข้าน้อยขอตัวลา”

คำพูดนั้นทำให้มีแสงอันมืดมิดส่องประกายผ่านดวงตาของหรงเฟย “ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้ากำลังพูด ถ้าเจ้าไม่รีบออกไปจากที่นี่ ข้าจะเรียกให้คนมาจัดการเจ้าซะ!”

จบบทที่ บทที่ 121: หลานรักของย่า

คัดลอกลิงก์แล้ว