เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 120: ปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระอีก 2 ปี

บทที่ 120: ปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระอีก 2 ปี

บทที่ 120: ปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระอีก 2 ปี


“...” มู่เทียนฉงนิ่งเงียบไม่เอ่ยถ้อยคำใด ๆ ออกมา

“แคว้นเป่ยหลงมีเสด็จพี่เพียงคนเดียวก็พอแล้ว” เซียวถังอี้พูดด้วยสีหน้าจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง แต่จากนั้นเขาก็กลับมามีท่าทีเหลาะแหละเหมือนเดิม “ข้าเหมาะกับการใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย และคอยช่วยพระองค์จัดการงานบางอย่างอยู่นอกวังหลวงมากกว่า”

“เจ้านี่มัน…” ฮ่องเต้หนุ่มรู้สึกปวดหัวทันทีที่คิดว่าอีกฝ่ายจะขาดการติดต่อไปอีก “ถ้าเสด็จพ่อยังมีชีวิตอยู่ พระองค์คงจะดุเจ้าเรื่องนี้อีกแล้ว”

เซียวถังอี้ยิ้มและไม่ได้พูดอะไร ไม่ว่าอดีตฮ่องเต้จะเคยตรัสว่าอย่างไรก็ตาม ในความเห็นของเขา มู่เทียนฉงทำได้ดีกว่ามาก

“เอาเถอะ เราจะปล่อยให้เจ้าใช้ชีวิตอย่างอิสระต่อไปอีก 2 ปี” ผู้เป็นฮ่องเต้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องยื่นคำขาด “ในยามที่เจ้าอายุครบ 18 ปี ไม่ว่าเจ้าจะเห็นด้วยหรือไม่ ถังอี้ เจ้าจะต้องกลับมา”

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบรับพี่ชาย เขาทำเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์เสี้ยวที่ถูกเมฆบดบังเอาไว้บางส่วน

ค่ำคืนนี้เมืองหลวงไม่ได้สงบเหมือนที่เคย แต่ที่วัดฮู่กั๋วกลับสงบสุข

หลังจากมู่ไป๋ไป่วิ่งเต้นมาทั้งวัน คืนนั้นเธอก็หลับสบายจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซูหว่านย้ายมาอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่

พอเด็กหญิงตื่นขึ้นมา เธอก็พบว่ามีคนจำนวนมากมาอาศัยอยู่ในเรือนพักของตน

เวลาผ่านไปไม่นาน ซูหว่านก็นำกลุ่มนางกำนัลมาหาเธอซึ่งมีคนหนึ่งถือถ้วยน้ำแกงที่ดูคุ้นตา

“เจ้าตื่นแล้วหรือ?” ผู้เป็นแม่แตะหน้าผากของลูกสาวเพื่อวัดไข้ตามปกติ ก่อนจะมองสำรวจใบหน้ากลมมน แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ไม่เลวเลย สีหน้าของเจ้าดูดีกว่าเมื่อวานมาก แต่เอาเถอะ หมอหลวงฉินอยู่ที่นี่แล้ว ให้เขาตรวจเจ้าสักหน่อย”

“อย่างไรเสีย เมื่อวานนี้แม่เห็นว่าเจ้าดูเหมือนจะชอบน้ำแกงโสมนี้มาก วันนี้แม่จึงต้มมาเพิ่มให้เจ้า”

ต่อมา หว่านผินส่งสัญญาณให้นางกำนัลส่งถ้วยน้ำแกงให้องค์หญิงหกขณะมองเด็กน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน “เจ้าดื่มสิ”

ขณะนี้มู่ไป๋ไป่ยังคงมึนงงกับกลิ่นฉุนของน้ำแกง และแอบรู้สึกเสียใจอยู่ในใจ

ทำไมเมื่อวานเธอถึงเทน้ำแกงโสมทิ้งหมดกัน อย่างน้อยเธอควรจะเหลือมันไว้บ้าง มิเช่นนั้นซูหว่านคงไม่คิดว่าเธอชอบดื่มมันหรอก

เมื่อเด็กหญิงกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับน้ำแกงโสมในวันนี้ คนของไทเฮาก็มาแจ้งว่ากำหนดการสวดมนต์วันนี้ขยับขึ้นมาเร็วกว่าวันอื่น ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนไปรวมตัวที่วิหารเร็วขึ้นสักหน่อย

และสุดท้ายก็ยังเอ่ยกำชับเป็นพิเศษว่าหากมู่ไป๋ไป่ยังคงรู้สึกไม่สบาย วันนี้นางไม่ต้องไปสวดมนต์

ตามแผนเดิมของคนตัวเล็ก แน่นอนว่าในวันนี้เธอต้องไม่อยากไปสวดมนต์

แต่พอมู่ไป๋ไป่คิดว่าซูหว่านจะต้องต้มน้ำแกงโสมให้เธอต่อไปอีกเป็นแน่ เธอก็รีบบอกไปทันทีว่าตนหายดีแล้ว จากนั้นจึงกลับไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไร

“เด็กคนนี้นี่…” ผู้เป็นแม่มองน้ำแกงโสมที่ยังไม่ได้แตะต้องบนโต๊ะพลางถอนหายใจอย่างขบขัน “นางยังคงไม่ชอบกินยาเหมือนเดิม”

“พระสนม องค์หญิงหกไม่ชอบกินยา แต่พระองค์ก็ยังดื่มน้ำแกงโสมที่พระสนมนำมาให้เมื่อวานจนหมด นี่แสดงให้เห็นว่าองค์หญิงรู้สึกเสียใจที่ทำให้พระสนมต้องเป็นกังวล จึงต้องการจะทำให้พระสนมมีความสุขเพคะ” นางกำนัลที่ถือน้ำแกงโสมกล่าวปลอบโยนหว่านผิน

“ข้ารู้” หญิงสาวลดสายตาลงพร้อมกับยิ้ม “ไป๋ไป่ เด็กคนนี้เป็นคนรู้ความตลอด”

ในห้องของมู่ไป๋ไป่ ผู้มีเหตุให้ต้องถอนหายใจขณะเปลี่ยนเสื้อผ้า

ก่อนหน้านี้เจ้าส้มกำลังหลับอยู่ มันไม่อาจทนฟังสิ่งที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไปและส่งสายตามองเด็กหญิงอย่างเอือมระอา “เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“ถึงแม้ว่าข้าจะบอกเจ้าไป เจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก” คนตัวเล็กกลอกตามองแมวอ้วน “เจ้านอนของเจ้าไปเถอะ”

“เอ๊ะ!” เจ้าส้มส่งเสียงไม่พอใจ “เจ้าไม่บอกแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร มนุษย์หน้าโง่อย่างเจ้ามีอะไรที่แมวตัวนี้ไม่เข้าใจอีก?”

มู่ไป๋ไป่ไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย เธอทำเพียงแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวจะไปสวดมนต์

“นี่ หยุดเดี๋ยวนี้นะ ข้ายังพูดไม่จบ!” เมื่อเจ้าส้มเห็นว่าเด็กน้อยกำลังจะหนีไป มันจึงรีบกระโดดลงจากเตียงไปยืนขวางหน้าอีกคน “ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้า ในวันที่ข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ เจ้าไปทำอะไรให้ใครโกรธเข้าหรือไม่?”

“หา?” มู่ไป๋ไป่ทำหน้าสับสน และสงสัยว่าทำไมจู่ ๆ เจ้าแมวตัวโตถึงถามเช่นนี้

“ฮึ! นึกแล้วเชียว” เจ้าส้มมองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยาม “เมื่อคืนนี้ตอนกลางดึก มีขันทีแอบย่องมาที่ประตู ดูจากท่าทางแล้วคนผู้นี้ไม่ได้มาดีแน่”

“ขันทีอย่างนั้นหรือ?” คนตัวเล็กรู้สึกสนใจในสิ่งที่มันพูดขึ้นมาทันที “เจ้าจำเวลาที่เจาะจงได้หรือไม่ แล้วขันทีคนนั้นมาจากทางไหนและกลับไปอย่างไร?”

“ข้าจะไปจำเรื่องนั้นได้อย่างไร?” เจ้าส้มพูดพร้อมกับหันหลังให้มู่ไป๋ไป่

เมื่อคืนตอนที่มันหลับไปแล้ว มันตื่นขึ้นมาเพราะปวดฉี่

ส่งผลให้มันต้องตกใจที่จู่ ๆ ก็เห็นร่างหนึ่งอยู่นอกลานบ้าน

“อย่างนี้นี่เอง…” มู่ไป๋ไป่แตะคางตัวเองเบา ๆ “พวกเขาอาจจะเป็นคนของหรงเฟย อย่างไรก็ตาม หรงเฟยก็เป็นเพียงคนเดียวในวัดฮู่กั๋วที่ต้องการจะจัดการกับข้าในตอนนี้”

เธอคิดว่าหลังจากที่เจ้าสัตว์ประหลาดสั่งสอนหรงเฟยไปครั้งที่แล้ว นางจะกลับตัวกลับใจเสียอีก

ใครจะไปคาดคิดว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน หรงเฟยจะเริ่มดิ้นรนหาทางแก้แค้นเธออีกแล้ว

“หรงเฟย?” เจ้าส้มทำหน้าไม่เข้าใจก่อนจะถามว่า “นั่นใครกัน?”

“เอาไว้ข้าจะอธิบายเรื่องนี้ให้เจ้าฟังระหว่างทาง” มู่ไป๋ไป่คว้าตัวแมวอ้วนขึ้นมาแล้วพูดว่า “เจ้าไปที่วิหารกับข้า หากเจ้าเห็นขันทีที่มาด้อม ๆ มอง ๆ เมื่อคืนนี้ก็บอกให้ข้ารู้ด้วย”

“อะไรนะ?” เจ้าส้มประท้วงพร้อมกับพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของเด็กหญิง “ข้าไม่อยากสวดมนต์ ข้าอยากนอนต่อ มู่ไป๋ไป่ ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้นะ!”

“ข้าคิดไว้แล้วว่าข้าไม่ควรตามเจ้ากลับมา”

“ข้าได้พลอดรักกับแม่ขาวมณีอยู่ที่ตีนเขาต่อไปก็ดีอยู่แล้ว ทำไมข้าต้องกลับมาทรมานกับเจ้าด้วย!”

“เอ๋ ในที่สุดเจ้าก็พูดถึงแม่ขาวมณีของเจ้าแล้วหรือ?” มู่ไป๋ไป่ทำหน้าล้อเลียนเจ้าส้ม “ข้าไม่ได้ยินเจ้าพูดถึงแม่ขาวมณีของเจ้ามาตั้งแต่เมื่อวานจนข้าเผลอคิดไปแล้วว่าเจ้าถูกนางทิ้ง”

ทางด้านแมวตัวโตกะพริบตาปริบ ๆ แบบมีพิรุธ “จะเป็นไปได้อย่างไร! เจ้าไม่รู้หรอกว่าแม่ขาวมณีชอบข้ามากเพียงใด…”

“ใช่ ๆ” เด็กหญิงแสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นความผิดปกตินั้นและพยักหน้าเห็นด้วย “เจ้าส้มของเรางดงามมาก นางจะไม่ชอบเจ้าได้อย่างไรกัน?”

“ถูกต้อง” เจ้าส้มรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในขณะที่พูดว่า “ข้าตามเจ้ากลับมาเพราะข้าเป็นห่วงเจ้า ถึงแม้ว่าจะไม่เต็มใจนักก็เถอะ ไม่ใช่เป็นเพราะแม่ขาวมณีเมินข้าอย่างแน่นอน”

“...”

เจ้าแมวโง่ตัวนี้ ทำไมหลังจากลงเขาแล้วถึงไม่ก้าวหน้าเลยสักนิด?

ในวันนี้ไทเฮาคิดว่ามู่ไป๋ไป่จะพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย แต่เมื่อถึงเวลาตามกำหนด พระนางก็เห็นเด็กน้อยปรากฏตัวที่วิหารพร้อมกับแมวอ้วนตัวสีส้ม

“ไป๋ไป่ เจ้าหายป่วยแล้วหรือ ทำไมเจ้าถึงมาที่วิหารล่ะ?” สตรีสูงวัยกวักมือเรียกให้หลานสาวมาหาตน “มานี่สิ ให้เราตรวจเจ้าดูหน่อย”

“ท่านย่า~” มู่ไป๋ไป่เดินเข้าไปอย่างเชื่อฟัง และเสียงเรียกที่ไพเราะนั้นก็ทำให้ไทเฮามีความสุขมาก

“ทำไมเวลาแค่เพียงวันเดียวหน้าเจ้าถึงได้ตอบเช่นนี้ล่ะ?” ผู้เป็นย่าสัมผัสใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กหญิง จากนั้นพระนางมองไปรอบ ๆ ก่อนกระซิบว่า “ให้เราส่งคนลงภูเขาไปซื้อของอร่อย ๆ มาให้เจ้ากินดีหรือไม่?”

“เจ้าอยู่ในวัยกำลังโต แล้วยังป่วยอยู่อีก เราจะปล่อยให้เจ้ากินอาหารเจที่วัดฮู่กั๋วต่อไปได้อย่างไร?”

“ไม่เป็นไรเพคะ” มู่ไป๋ไป่เกือบจะหลุดหัวเราะกับสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าไทเฮาเป็นคนดุคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ยิ่งเธอได้สนิทสนมกับพระนางมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้ว่าจริง ๆ แล้วพระนางเป็นคนที่น่ารักมากคนหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 120: ปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระอีก 2 ปี

คัดลอกลิงก์แล้ว