เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 118: ขอบคุณ

บทที่ 118: ขอบคุณ

บทที่ 118: ขอบคุณ


“ไม่จำเป็นต้องปิดบังข้า ข้าได้ยินหลัวเซียวเซียวพูดตอนที่พวกเราเดินทางกลับมาว่าเจ้าลงจากภูเขาเพื่อมาตามหาข้าโดยเฉพาะ” ในขณะที่เสิ่นจวินเฉาพูด มีรอยยิ้มฉายผ่านดวงตาของเขา

มู่ไป๋ไป่เหลือบมองสหายตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยสายตาตั้งคำถาม

“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ…” หลัวเซียวเซียวก้มหน้าลงเพราะความรู้สึกผิด “คุณชายเสิ่นถามข้า ข้าก็เลยพูดออกไปตามตรงเจ้าค่ะ”

ซึ่งนางก็ไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูด

“ไป๋ไป่ ข้าขอบคุณเจ้ามาก” เสิ่นจวินเฉามองคนตัวเล็กด้วยรอยยิ้ม “แม้ว่าเราจะเคยพบหน้ากันเพียงแค่ 2 ครั้ง แต่ข้ากลับรู้สึกตลอดว่าเราคุ้นเคยกัน”

“ครั้งนี้เจ้าเองก็ได้ช่วยข้าไว้อีกแล้ว ข้าไม่รู้จะตอบแทนเจ้าอย่างไรจริง ๆ”

“ท่านไม่จำเป็นต้องตอบแทนข้า” มู่ไป๋ไป่คิดกับตัวเองว่าปล่อยให้เทพเจ้าแห่งโชคลาภของเธอเป็นหนี้บุญคุณเธอเช่นนี้ต่อไปดีกว่า “นอกจากนี้ เราก็นับว่าเป็นสหายกันแล้ว ถ้าสหายเกิดเรื่อง ข้าย่อมยื่นมือเข้าไปช่วยเป็นธรรมดา”

“เอาเถอะ เจ้าช่างซื่อตรงเสียจริง” เด็กชายรู้สึกขบขันกับคำพูดของเด็กหญิง และนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “แต่บุญคุณที่ช่วยชีวิตข้าในครั้งนี้ต้องได้รับการตอบแทน”

“เอาเป็นว่าข้าจะสั่งให้ลุงฝูขึ้นราคาผลเพลิงสีชาดให้เจ้าเป็น 70 ตำลึงต่อผล เช่นนี้ดีหรือไม่?”

“ถึงแม้ว่าการที่ข้าตอบแทนเจ้าด้วยเรื่องเงินอาจจะดูขอไปทีสักหน่อย—”

“ไม่ได้ขอไปที!” มู่ไป๋ไป่ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ “พี่จวินเฉา ท่านไม่ได้ทำแบบขอไปทีสักหน่อย!”

70 ตำลึง! ยามที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภของเธอเปิดปาก เขาก็ช่วยให้เธอหาเงินเพิ่มได้อีก 20 ตำลึง

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เธอรู้สึกว่าอีกไม่นานเธอจะกลายเป็นเศรษฐีคนใหม่!

เสิ่นจวินเฉารู้สึกมีความสุขที่เห็นมู่ไป๋ไป่ยิ้มกว้าง

จากนั้นเด็กน้อยก็ไม่ได้รั้งอยู่ที่จวนตระกูลเสิ่นนาน เธอเริ่มออกเดินทางทันทีที่พูดคุยกันเสร็จ

เดิมทีเสิ่นจวินเฉาอยากจะไปส่งมู่ไป๋ไป่ถึงหน้าประตูเมืองด้วยตัวเอง แต่ในช่วง 2 วันนับตั้งแต่ที่เขาหายตัวไปก็มีงานมากมายกองพะเนินอยู่ตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลามากพอที่จะออกไปส่งอีกฝ่าย

“พี่จวินเฉา ท่านจัดการธุระของท่านก่อนเถอะ” มู่ไป๋ไป่โบกมือเล็ก ๆ หลังจากได้ยินคำขอโทษของเขา “ถึงอย่างไรพรุ่งนี้เราก็ต้องพบกันใหม่ ดังนั้นท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอก”

“อีกอย่าง ท่านไม่จำเป็นต้องพิธีรีตองกับข้าขนาดนั้น”

เสิ่นจวินเฉายกมือขึ้นแตะหัวของเด็กหญิงตัวน้อยก่อนจะพูดว่า “เอาเถอะ ข้าจะไม่ไปส่งเจ้า แต่ระหว่างที่เดินทางก็ระวังตัวด้วย พรุ่งนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน ข้าจะรอเจ้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน”

เมื่อมู่ไป๋ไป่คิดถึงแม่ครัวที่จวนของเด็กชาย เธอก็เริ่มรู้สึกน้ำลายสอ

ตอนนี้อวี้เซิ่งกำลังรออยู่ด้านนอกประตูเมืองแล้ว เด็กหญิงจึงวิ่งออกไปอย่างมีความสุข ก่อนจะยืดคอมองไปรอบ ๆ เหมือนมองหาใครบางคน “หืม? เจ้าสัตว์ประหลาดไม่อยู่กับท่านหรือ?”

ก่อนหน้านี้เธอไม่เจอเซียวถังอี้ ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเขาไปที่ศาลต้าหลี่กับอวี้เซิ่ง

“ไม่” ชายหนุ่มตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในไม่ช้าเขาก็เข้าใจว่าเจ้าสัตว์ประหลาดที่อีกฝ่ายพูดถึงเป็นใคร ก่อนที่เขาจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “คุณชายเซียวยังมีธุระต้องไปจัดการ ดังนั้นเขาจึงขอตัวออกไปก่อน”

“อย่างนี้นี่เอง” มู่ไป๋ไป่ยักไหล่ “น่าเสียดาย ข้าอยากจะกล่าวขอบคุณเขาสักหน่อย อย่างไรเสีย ที่เราสามารถตามหาพี่จวินเฉาได้สำเร็จในครั้งนี้เพราะเขาเองก็มีส่วนช่วยมากมาย”

เธอเป็นคนที่แยกแยะถูกผิดได้ชัดเจน ถึงแม้ว่าเธอกับเจ้าสัตว์ประหลาดจะมีเรื่องบาดหมางกันบ้าง แต่เรื่องนี้เขามีความดีความชอบ

“ถ้าองค์หญิงหกยินดี ข้าสามารถถ่ายทอดถ้อยคำขององค์หญิงให้กับคุณชายเซียวแทนได้” อวี้เซิ่งอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาบนหลังของเขา แล้วเดินช้า ๆ มุ่งหน้าไปยังวัดฮู่กั๋วที่ตั้งอยู่บนภูเขา

ส่วนหลัวเซียวเซียวก็เดินตามหลังไปโดยมีเจ้าส้มอยู่ในอ้อมแขน

สุดท้ายเป็นจื่อเฟิงกับหมาป่าสีเทาที่เดินตามมา

“ช่างเถอะ” มู่ไป๋ไป่รีบปฏิเสธ “ใครใช้ให้เขากลับไปก่อนล่ะ ทำเช่นนั้นมันดูขอไปทีสักหน่อย”

“คำขอบคุณจากองค์หญิงอย่างข้ามีเวลาจำกัด”

หลังจากพูดคุยกันได้ไม่นาน ทุกคนก็กลับมาถึงวัดฮู่กั๋ว ซึ่งปัจจุบันภายในเรือนนั้นเงียบสงบเหมือนกับตอนที่พวกเขาจากไป

มู่ไป๋ไป่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สกปรกของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปีนขึ้นบนเตียงไปนอนแกล้งป่วยต่อ

และสุดท้าย เธอก็ไม่ลืมจื่อเฟิง เธอได้มอบเนื้อแกะที่เธอเพิ่งซื้อมาจากในตลาดให้เขากับหมาป่าเอาไปแบ่งกันกินคนละครึ่ง

“เฮอะ! เจ้าดูจะชอบสุนัขตัวนั้นมาก” เจ้าส้มที่นั่งอยู่บนเตียงรู้สึกไม่สบายใจมากหลังจากได้ยินคำสั่งของมู่ไป๋ไป่ ในขณะที่มันจ้องหน้านาง “แมวตัวนี้ลงจากเขาไปตั้งนานแล้ว เจ้าไม่คิดจะสนใจข้าบ้างหรืออย่างไร?”

“มู่ไป๋ไป่ เจ้าเปลี่ยนใจไปรักตัวอื่นแล้วสินะ”

“ฮ่า ๆๆ!” เด็กหญิงกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว “เจ้าส้ม ทำไมเจ้าจะต้องรู้สึกอิจฉาด้วยล่ะ ข้าบอกไปแล้วว่าข้าไม่ได้เลี้ยงหมาป่าตัวนั้น เมื่อเช้านี้มันเพิ่งลงจากภูเขามาช่วยข้า”

“มันเป็นสหายของข้า”

ถ้าไม่ใช่เพราะหมาป่าสีเทา ตอนนี้เธอจะมีผลเพลิงสีชาดอยู่ในมือได้อย่างไร?

“ใครอิจฉากัน อย่ามาพูดไร้สาระ” เจ้าส้มเชิดคางที่อวบอ้วนขึ้นอย่างหยิ่งยโส “แมวอย่างข้าไม่อิจฉามนุษย์ ข้าเพียงกลัวว่าเจ้าจะถูกสุนัขเจ้าเล่ห์นั่นหลอกเข้า ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องเตือนเจ้าสักหน่อย”

“ใช่ ๆ” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอรู้สึกว่าหากเธอยังคงต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าแมวอ้วนเช่นนี้ อีกไม่นานมันคงจะระเบิดอารมณ์แน่นอน

ในขณะที่ทั้ง 2 กำลังพูดคุยกันก็มีเสียงฝีเท้าดังอยู่ข้างนอก และมีเสียงทักทายแผ่วเบาจากนางกำนัลในวังด้วย

มู่ไป๋ไป่เงี่ยหูฟังสักพักก่อนจะอุทานขึ้นมาว่า “แม่ข้าเอง!”

อึดใจต่อมา ประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก

แล้วซูหว่านก็เดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยน้ำแกง “ไป๋ไป่ แม่ทำน้ำแกงโสมมาให้เจ้าดื่มบำรุงร่างกาย เจ้าลุกขึ้นมาดื่มมันสักหน่อยเถอะ”

หลังจากที่หว่านผินเดินเข้ามา กลิ่นสมุนไพรก็ตลบอบอวลไปทั่วห้อง ทำให้ใบหน้าของมู่ไป๋ไป่ซีดลงทันที

ก่อนหน้านี้เธอมีความสุขจนลืมไปว่าตัวเองยังต้อง ‘ป่วย’ และจำเป็นจะต้องกินยาต่อไป

“ไป๋ไป่ เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?” เมื่อผู้เป็นแม่เห็นลูกสาวนอนนิ่งอยู่บนเตียง นางก็เดินเข้าไปหาเด็กน้อยแล้วแตะหน้าผากวัดอุณหภูมิ “ดูเหมือนว่ายาของหมอหลวงฉินจะได้ผลแล้ว ทำไมหน้าของเจ้าดู… ไม่แย่เหมือนเมื่อเช้า”

“...”

เธอออกไปตะลอนข้างนอกมาหลายชั่วยาม มันทำให้แป้งที่โบกเอาไว้บนหน้าหลุดออกไปนานแล้ว ตอนนี้ใบหน้าของเธอจึงไม่ขาวซีดเหมือนกับตอนเช้า

“นี่ เจ้ารีบดื่มมันตอนที่ยังร้อน ๆ เถอะ” ซูหว่านกล่าวพลางยกน้ำแกงโสมขึ้นมา “หลังจากเจ้าดื่มน้ำแกงเสร็จแล้ว จะได้กินยายามบ่ายต่อ”

“เพียงเท่านี้ เจ้าก็จะหายป่วยอย่างรวดเร็ว”

พอมู่ไป๋ไป่ได้รู้แผนการรักษาทั้งหมด ใบหน้าของเธอจึงยับย่นมากยิ่งขึ้น “ท่านแม่ ข้าคิดว่าข้าใกล้จะหายดีแล้ว”

“เปล่าประโยชน์…” หว่านผินถอนหายใจ “เจ้าลืมสิ่งที่หมอหลวงฉินพูดในตอนเช้าไปแล้วหรือ? ถ้าความเย็นสะสมในร่างกาย ในอนาคตเจ้าก็จะป่วยได้ง่ายขึ้น”

“เจ้ารีบดื่มน้ำแกงซะดี ๆ”

“หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เจ้าอยากให้แม่ส่งคนลงเขาไปซื้อขนมให้เจ้าในเมืองหรือไม่?”

ทีแรกมู่ไป๋ไป่ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ท่าทีของซูหว่านอ่อนโยนมาก เธอจึงไม่สามารถปฏิเสธความตั้งใจของอีกฝ่ายได้ เธอเลยกลอกตามองไปอีกทางและเห็นเจ้าส้มซ่อนตัวอยู่ที่มุมห้อง ทันใดนั้นเธอก็ผุดลุกขึ้นนั่ง แล้วพูดเสียงดังว่า “ท่านแม่ ดูสินั่นใคร!”

หญิงสาวสะดุ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองตามทิศทางที่ลูกสาวชี้ ก่อนจะพบเจ้าส้มนั่งอยู่หลังประตู

“เจ้าส้ม?” ซูหว่านรู้สึกประหลาดใจ “ทำไมเจ้าส้มถึงอยู่ที่นี่?”

“ใช่!” มู่ไป๋ไป่อาศัยจังหวะที่ผู้เป็นแม่ไม่ทันได้สนใจรีบเทน้ำแกงโสมลงในกระถางดอกไม้ด้านข้างแล้วพูดต่อว่า “เมื่อกี้ข้าตกใจมากที่เห็นเจ้าส้ม ท่านแม่ เจ้าส้มต้องกลับมาเพราะรู้ว่าข้าป่วยแน่ ๆ เลย”

“...มู่ไป๋ไป่ เจ้าช่างกล้ายกเหตุผลนี้มาอ้าง” แมวอ้วนอดบ่นเจ้าตัวเล็กไม่ได้

“ใช่แล้ว แมวนั้นมีความผูกพันกับเจ้าของ” หว่านผินยิ้มกว้าง “ดูสิ แม้แต่เจ้าส้มก็ยังเป็นห่วงเจ้า เจ้าควรจะรีบหายป่วยให้เร็วที่สุด”

“ข้าดื่มหมดแล้ว!” เด็กหญิงยื่นถ้วยน้ำแกงที่ว่างเปล่าให้อีกฝ่ายดู “ท่านแม่ ดูสิว่าข้าเก่งมากเพียงใด ข้าดื่มหมดแล้ว”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เจ้าเด็กน้อยคนนี้นี่มันแสบจริง ๆ

จบบทที่ บทที่ 118: ขอบคุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว