เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110: ช่วยเหลือ

บทที่ 110: ช่วยเหลือ

บทที่ 110: ช่วยเหลือ


“เจ้ามาที่นี่เพื่อมาช่วยพวกเราโดยเฉพาะหรือ?” ดวงตาของมู่ไป๋ไป่เป็นประกาย ก่อนที่เธอจะย่อตัวลงและเอื้อมมือไปขยี้หัวหมาป่าด้วยความมันเขี้ยว “ช่างเป็นหมาป่าที่นิสัยดีอะไรเช่นนี้”

หมาป่าสีเทาหรี่ตาลงในขณะที่หัวของมันถูกนวด แล้วมันก็ตอบโดยการแลบลิ้นออกมาว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ข้าควรทำแล้ว”

“ชีวิตของข้าได้ท่านจ้าวอสูรช่วยเอาไว้ ตอนนี้ยามที่ท่านจ้าวอสูรมีปัญหา ข้าย่อมอยากจะช่วยเหลือท่านเป็นธรรมดา”

เด็กหญิงพยักหน้าพลางเอ่ยปากชมว่า “เจ้าเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์มาก แต่ถ้าเจ้าลงเขาไปทั้งแบบนี้ เจ้าอาจจะทำให้ผู้คนในเมืองหลวงหวาดกลัวได้”

“ท่านจ้าวอสูรไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่โจมตีมนุษย์” หมาป่าตัวโตคิดว่าเธอกำลังเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันจึงเอ่ยปากสัญญาอย่างจริงจังทันทีว่า “ตราบใดที่มนุษย์ไม่ทำร้ายข้าก่อน ข้าก็จะไม่โจมตีมนุษย์!”

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะบอก” มู่ไป๋ไป่โบกมือแล้วหันกลับไปกระซิบบางอย่างกับสหายตัวน้อย หลังจากนั้นไม่นาน หลัวเซียวเซียวก็กลับมาพร้อมกับเชือกเส้นหนึ่ง

จากนั้นคนตัวเล็กก็ผูกปลายเชือกด้านหนึ่งไว้ที่คอของหมาป่าสีเทา และยื่นปลายอีกด้านหนึ่งให้กับจื่อเฟิง

“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ถ้าเราถือเชือกเอาไว้ก็จะไม่มีใครหวาดกลัวเจ้านี่” มู่ไป๋ไป่กล่าวพลางปัดมือ “ถ้ามีใครถาม เราก็เพียงแค่ยืนยันว่านี่เป็นสัตว์เลี้ยงของครอบครัวเรา”

หมาป่าสีเทามีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าสุนัขเท่าไหร่นัก แต่ขนของมันมีสีเข้มกว่า ดังนั้นมันจึงพอจะปลอมตัวเป็นสุนัขได้บ้าง

“เป็นอย่างไร? เจ้าปรับตัวเข้ากับมันได้หรือยัง?” เด็กหญิงกลัวว่าเจ้าหมาป่าจะไม่สบายตัว เธอจึงช่วยคลายเชือกบริเวณลำคอมันออกเล็กน้อย

หมาป่าสีเทาส่ายหัว “ข้าสบายตัวแล้ว”

ดังนั้นตอนที่อวี้เซิ่งเดินออกมาจากวัดฮู่กั๋ว เขาก็เห็นเชือกโยงอยู่กับสัตว์ตัวหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ มู่ไป๋ไป่ซึ่งเขาไม่สามารถบอกได้ว่าสัตว์ตัวนั้นเป็นสุนัขหรือหมาป่า

“เจ้านั่นคืออะไรน่ะ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วพร้อมกับเอื้อมมือออกไปแตะหัวหมาป่าสีเทา

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่หมาป่าจะทันได้ตอบสนองอะไร จื่อเฟิงก็ไปยืนขวางอยู่ตรงหน้ามันพร้อมกับแยกเขี้ยว

อวี้เซิ่งแค่นเสียงในลำคอ “เจ้าเด็กเวร”

“นี่คือเจ้าตัวโตที่ข้าเก็บมาเลี้ยง” มู่ไป๋ไป่โกหกหน้าซื่อตาใส “ข้าคิดว่าจะพามันลงเขาไปด้วย บางทีมันอาจจะช่วยเราได้”

“เจ้าตัวโต?” นักฆ่าหนุ่มเดินวนรอบสัตว์เลี้ยงของเด็กหญิง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะไปหยุดที่หางซึ่งห้อยอยู่ด้านหลัง “องค์หญิงหก ข้าไม่ได้ตาบอด”

“หา?” เด็กน้อยแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “ทำไมท่านถึงต้องตาบอดล่ะ เรารีบไปกันเถอะ มิฉะนั้นเราจะกลับมาไม่ทันเวลา”

หลังจากพูดจบเธอก็เอื้อมมือไปหาอวี้เซิ่งเพื่อส่งสัญญาณให้เขาอุ้มเธอขึ้นไป

“...”

หลังจากที่เขาเคยอุ้มเจ้าตัวเล็กนี่กระโดดโลดเต้นอยู่ในวังเพียง 2 ครั้ง แต่นางก็เริ่มติดเป็นนิสัยไปเสียแล้วหรือ?

“ท่านมองข้าทำไม?” มู่ไป๋ไป่ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมขยับสักทีจึงพูดเร่งเขา “ข้าทั้งเตี้ยและขาสั้น ข้าไม่สามารถเดินทางเร็ว ๆ ได้ ท่านรีบอุ้มข้าขึ้นไปเร็วเข้า”

“จื่อเฟิง ท่านอุ้มเซียวเซียวไว้บนหลังของท่าน”

“แล้วเรามาแข่งกันว่าใครจะไปถึงตีนเขาก่อนกัน จะเป็นข้ากับอวี้เซิ่ง หรือท่านกับเซียวเซียว”

ก่อนที่เธอจะทันได้พูดจบประโยค จื่อเฟิงก็คว้าตัวหลัวเซียวเซียวขึ้นมาไว้บนหลังและหายไปจากที่ที่เคยยืนอยู่พร้อมกับเจ้าหมาป่า

“องค์หญิงหก ในเมื่อนี่เป็นการแข่งขัน เราจะต้องมีรางวัลสักหน่อย” อวี้เซิ่งเองก็อุ้มเด็กน้อยขึ้นมาบ้าง “ข้าอยากจะรู้ว่าองค์หญิงหกจะตกรางวัลเป็นอะไร?”

“...” มุมปากมู่ไป๋ไป่ถึงกับกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย “ข้าเป็นเพียงแค่เด็ก 4 ขวบ มันไม่น่าอายไปหน่อยหรือที่ท่านจะมาขอรับรางวัลจากเด็กอย่างข้า?”

“แม้ว่าองค์หญิงหกจะเป็นเด็ก แต่พระองค์ก็ไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป” อวี้เซิ่งกล่าวขณะกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้

เขาเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับแผ่วเบามากจนมู่ไป๋ไป่แทบไม่รับรู้ถึงแรงกระแทก

เพียงแค่ก้าวไม่กี่ก้าว เขาก็สามารถตามจื่อเฟิงทัน

“ไร้สาระ” เด็กหญิงหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด “อวี้เซิ่ง ท่านคิดอย่างไรกับคดีเด็กหายในเมืองหลวง?”

“ในยุทธภพมีข่าวคราวอะไรบ้างหรือไม่?”

“ก็พอจะมีข่าวลืออยู่บ้าง แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง” นักฆ่าหนุ่มกระตุกมุมริมฝีปาก “อีกไม่นานองค์หญิงหกจะค้นพบความจริงได้ด้วยตัวเอง”

“เช่นนั้นเรามาคุยเรื่องนี้กันดีกว่า” มู่ไป๋ไป่รู้สึกว่าการว่างงานคือความเกียจคร้าน ดังนั้นเธอจึงลองคุยกับอวี้เซิ่งและบางทีเขาอาจจะพบเบาะแสบางอย่าง “อย่าลืมสิว่านี่เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องช่วยข้าตามหาใครบางคน เมื่อวานท่านยอมรับเงินไปแล้วไม่ใช่หรือ?”

“...” ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงปีเดียวเท่านั้น ในปีก่อน ๆ ข้าเองก็เคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง”

“บ้างก็บอกว่าเด็กคนพวกนั้นถูกกลุ่มคนลึกลับลักพาตัวไปและถูกฝึกฝนให้เป็นนักฆ่า”

“บ้างก็พูดกันว่าเป็นเทพภูเขาที่ลงเขามาเพื่อเลือกคนรับใช้”

“เทพภูเขามาเลือกคนรับใช้?” มู่ไป๋ไป่อดหัวเราะไม่ได้ “ข่าวนี้ช่างไร้สาระจริง ๆ เทพภูเขาองค์ไหนไม่น่าเชื่อถือถึงขั้นจะต้องลงมาเลือกเด็กไปเป็นคนรับใช้โดยไม่ได้ขออนุญาตพ่อแม่ของเด็กด้วยซ้ำ”

“ข้าคิดว่าข่าวแรกยังดูน่าเชื่อถือเสียมากกว่า”

“อวี้เซิ่ง ท่านเคยได้ยินชื่อของกลุ่มคนลึกลับนั่นหรือไม่? ในเมื่อพวกเขาล้วนเป็นนักฆ่าเช่นเดียวกับท่าน แล้วท่านรู้จักกับคนพวกนั้นหรือไม่?”

ในขณะนี้อวี้เซิ่งได้กระโดดลงจากต้นไม้ไปที่พื้น

ทันทีที่จื่อเฟิงเห็นร่างหนึ่งปรากฏตรงหน้า มันก็ทำให้เขาสะดุ้งโหยง เมื่อเห็นได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสี

“น้องชาย เจ้าแพ้แล้ว” นักฆ่าหนุ่มยิ้มพลางขยิบตาให้กับเด็กหนุ่ม จากนั้นก็หันหลังมุ่งหน้าลงจากเขาต่อไป

นั่นทำให้เลือดนักสู้ในกายของจื่อเฟิงถูกปลุกขึ้นมา เขาตะโกนเสียงดังพร้อมกับไล่ตามอีกฝ่ายไปอย่างบ้าคลั่ง

“ข้ารู้จักคนหนึ่ง” อวี้เซิ่งตอบคำถามของมู่ไป๋ไป่เบา ๆ

“ใครหรือ?” เมื่อเด็กหญิงเห็นว่าเขาหยุดพูดไปเสียดื้อ ๆ เธอก็เร่งเร้าให้เขาตอบ “ท่านรีบพูดมาสิ”

“เราจะพูดถึงเรื่องนี้ในครั้งต่อไป” อวี้เซิ่งหยุดลงกะทันหัน “องค์หญิงหกเพียงแต่ต้องรู้ว่าเรื่องนี้มันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคนักฆ่า”

มู่ไป๋ไป่หรี่ตาลงอย่างสงสัย “หรือว่าท่านเป็นหัวหน้าของพรรคนักฆ่า มิฉะนั้นท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนั้น”

ยิ่งมู่ไป๋ไป่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีเหตุผลมากขึ้นเท่านั้น

“...” อวี้เซิ่งเหลือบมองเจ้าตัวเล็กด้วยรอยยิ้มมุมปาก “ดูเหมือนว่าองค์หญิงหกจะจินตนาการเก่งเหลือเกิน”

แม้ว่านางจะเดาผิดไป แต่ความจริงก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนั้นสักเท่าไหร่

แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไป หลังจากก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว พวกเขาก็มาหยุดยืนอยู่นอกประตูเมืองที่ตั้งอยู่ตีนเขาแล้ว

“ข้าชนะแล้ว” อวี้เซิ่งวางคนตัวเล็กลงกับพื้นแล้วยื่นมือออกมาอีกครั้ง “องค์หญิงหก โปรดประทานรางวัลให้ข้าด้วย”

มู่ไป๋ไป่กัดฟันและหยิบตั๋วแลกเงินออกมาจากอกเสื้อด้วยท่าทางปั้นปึ่งก่อนจะมอบให้เขา

เมื่อเธอเห็นว่าชายหนุ่มรับเงินไปอย่างมีความสุข เธอก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันพูด “ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำไมถึงได้กล้ารับเงินจากเด็กอย่างข้าอีก!”

อวี้เซิ่งคนนี้นิสัยแย่กว่าเธออีก

นับตั้งแต่ที่เขาปรากฏตัวเมื่อคืนนี้ เขาก็สูบเงินของเธอไปได้มหาศาลแล้ว!

ยิ่งมู่ไป๋ไป่คิดถึงเรื่องนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ

“นี่เป็นการแข่งขันที่องค์หญิงหกเสนอขึ้นมาด้วยตนเอง” อวี้เซิ่งกล่าวพลางโบกตั๋วแลกเงินในมือ “มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ข้าจะได้รับเงินจำนวนนี้ไม่ใช่หรือ?”

ขณะนี้จื่อเฟิงกับหลัวเซียวเซียวเพิ่งตามมาถึง เมื่อเด็กหนุ่มเห็นว่าชายคนนี้มาถึงก่อน เขาก็ขมวดคิ้วก่อนจะหันไปด้านข้างแล้วนั่งลง

“ไอ้หนู เจ้าไม่เคยฝึกวรยุทธมาก่อน ไม่มีทางที่เจ้าจะตามฝีเท้าข้าทันหรอก ทำได้ถึงเพียงนี้ก็ดีมากแล้ว”

“เจ้าไม่คิดที่จะร่ำเรียนวรยุทธจริง ๆ หรือ?”

เมื่อมู่ไป๋ไป่ได้ยินว่าอวี้เซิ่งกำลังพูดหลอกล่อจื่อเฟิงอีกครั้ง เธอก็เดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มและขวางเขาเอาไว้ด้านหลัง ในขณะที่เธอรู้สึกราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขาม “ท่านอย่าได้กดดันเขามากเกินไป ท่านเอาเงินข้าไปแล้ว ข้าไม่มีวันให้ท่านลักพาตัวคนของข้าไปอีกแน่!”

จื่อเฟิงที่อยู่ด้านหลังเด็กหญิงก็พยักหน้าแล้วพูดสำทับว่า “ไม่มีทาง!”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เวลา 2 คนนี้คุยกันแล้วตลกดี ผู่ใหญ่ประสาอะไรไถเงินจากเด็ก 555555

จบบทที่ บทที่ 110: ช่วยเหลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว