เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 102: เขียนจดหมาย

บทที่ 102: เขียนจดหมาย

บทที่ 102: เขียนจดหมาย


หลังจากมู่ไป๋ไป่ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้สั่งให้จื่อเฟิงลงจากภูเขาแทนตน และมุ่งหน้าไปที่หอไป่เฉ่าเพื่อส่งข้อความถึงเสิ่นจวินเฉา โดยบอกว่าช่วงนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น ครอบครัวของเธอจึงรู้สึกเป็นห่วง ดังนั้นเธอจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก

ในเวลานั้นหากเสิ่นจวินเฉามีเรื่องอะไรอยากติดต่อกับเธอ ก็ให้เขาฝากจดหมายไว้ที่ลุงฝูที่เป็นเถ้าแก่หอไป่เฉ่า แล้วเธอจะให้คนลงเขาไปรับจดหมายในทุก ๆ 2 วัน

เนื่องจากช่วงนี้จื่อเฟิงได้กินมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาจึงแข็งแรงขึ้นและวิ่งเร็วขึ้น

หากเป็นการเดินทางของคนทั่วไป การขึ้นลงภูเขาจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วยาม แต่เขากลับใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น

มู่ไป๋ไป่รู้สึกว่าอาหารที่เธอเสียไปนั้นคุ้มค่าแล้ว

หลังจากจื่อเฟิงกินอาหารมื้อกลางวันเสร็จ เขาก็ลงจากภูเขา ส่วนคนตัวเล็กก็ไปงีบหลับ พอเธอตื่นนอนเขาก็กลับมาพอดี

“องค์หญิงหก แย่แล้ว มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น”

มู่ไป๋ไป่ที่ยังคงนั่งสะลึมสะลืออยู่บนเตียงก็เห็นหลัวเซียวเซียวกำลังรีบเร่งเข้ามาจากทางประตู

“จื่อเฟิงกลับมาแล้วบอกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณชายเสิ่น!”

“อะไรนะ?!” อาการง่วงนอนของคนตัวเล็กพลันหายเป็นปลิดทิ้งหลังจากได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายบอก “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับพี่จวินเฉาหรือ เกิดอะไรขึ้น?”

หลัวเซียวเซียวตอบในขณะที่หอบหายใจว่า “จื่อเฟิงบอกว่าวันนี้เขาไปที่หอไป่เฉ่า แล้วพบว่าหอไป่เฉ่าไม่เปิด”

“แต่เขาเองก็ไม่ได้โง่ เขาจึงไปที่ร้านอาหารที่คุณชายเสิ่นพาเราไปกินวันนั้น”

“ปรากฏว่าร้านอาหารก็ปิดเช่นกัน”

ในเวลากลางวันของเมืองหลวงเป็นช่วงที่กิจการร้านอาหารอยู่ในช่วงขาขึ้น มันจึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากที่ร้านอาหารจะปิดในเวลานี้

มู่ไป๋ไป่มีสีหน้าเคร่งเครียดและถามอย่างเป็นกังวลว่า “แล้วอย่างไรอีก?”

“จากนั้นจื่อเฟิงก็ได้ยินใครบางคนพูดว่าครอบครัวร่ำรวยที่แซ่เสิ่นมีเด็กหายตัวไป” หลัวเซียวเซียวย้ำสิ่งที่จื่อเฟิงบอกนางเมื่อครู่นี้ “เขายังบอกด้วยว่าเด็กที่หายไปในครั้งนี้อายุมากกว่าปีที่แล้วมาก”

“จื่อเฟิงเดาว่าคนที่ถูกลักพาตัวไปอาจจะเป็นคุณชายเสิ่น เขาจึงรีบกลับมาแจ้งข่าวเพคะ”

มู่ไป๋ไป่รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องด้านในไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบกับจื่อเฟิงที่ยืนอยู่ตรงประตู และเขาก็เดินเข้ามาหาเธอทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า

“ท่านเก่งมาก” เด็กหญิงเขย่งเท้าเอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อชมเชยอีกฝ่าย “ดูเหมือนว่าอาหารทุกอย่างที่ท่านกินเข้าไปจะไม่สูญเปล่า”

หลังจากเด็กหนุ่มได้รับคำชมจากเธอ เขาก็หัวเราะอย่างมีความสุข

“องค์หญิงหกเพคะ คุณชายเสิ่นเกิดเรื่องแล้ว เราจะต้องไปช่วยเหลือเขาหรือไม่?” หลัวเซียวเซียวที่ตามมาด้านหลังเอ่ยปากถาม

“ช่วยสิ แน่นอนว่าข้าต้องช่วยเขา” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา “พี่จวินเฉาคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภของข้า”

“หากมีเรื่องเกิดขึ้นกับเทพเจ้าแห่งโชคลาภ มันก็ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย”

เธอเคยทำการค้ากับเสิ่นจวินเฉาเพียงครั้งเดียวก็สามารถร่ำรวยได้แล้ว หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาจริง ๆ ในอนาคตเธอจะไปหาคนที่ร่ำรวยและคุยง่ายได้จากที่ไหนอีก

“เซียวเซียว ไปเอาพู่กันกับกระดาษมาให้ข้า ข้าอยากเขียนจดหมายถึงท่านพ่อ” ในทุก ๆ ปีเมืองหลวงจะต้องมีเด็กหายตัวไป แต่น้ำเสียงของไทเฮาบ่งบอกว่าพระนางเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก

จากจุดนี้บ่งบอกได้ว่าเรื่องดังกล่าวคงรายงานไปไม่ถึงวังหลวง

เรื่องที่ร้ายแรงเช่นนี้เกิดอยู่ใต้จมูกของฮ่องเต้ แต่ฮ่องเต้กลับถูกปิดหูปิดตาไว้ แล้วชาวบ้านจะคิดว่าอย่างไรกัน?

เมื่อหลัวเซียวเซียวคาดเดาได้ว่าองค์หญิงกำลังคิดอะไรอยู่ นางก็ตอบรับจากนั้นก็ไปหยิบกระดาษกับพู่กันมาให้อย่างรวดเร็ว แล้วกางมันออกวางบนโต๊ะหินในสวน

มู่ไป๋ไป่ยกพู่กันขึ้นมาแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มเขียนตัวหนังสือที่คดเคี้ยว

2 เค่อต่อมา จดหมายที่เขียนด้วยลายมือขององค์หญิงหกก็ถูกส่งไปที่วังหลวงโดยองครักษ์อย่างลับ ๆ

“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปเพคะ?” หลัวเซียวเซียวยังคงรู้สึกสงสัย “เราจะรอให้ฝ่าบาทสั่งการสอบสวนเรื่องนี้หรือไม่?”

“แน่นอนว่าเราไม่สามารถทนรออยู่เฉย ๆ ได้หรอก” มู่ไป๋ไป่ยิ้มมีเลศนัย “ท่านพ่อจะต้องให้ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ตอบคำถามหลังจากได้รับจดหมายของข้าแน่นอน”

“เมื่อท่านพ่อแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ข้าบอกนั้นเป็นความจริง เขาก็จะส่งคนไปสอบสวนอีกครั้ง ซึ่งเวลาที่ใช้ไม่รู้ว่าจะเป็นปีหรือเป็นเดือน”

“องค์หญิงหกหมายความว่าอย่างไรเพคะ?” หลัวเซียวเซียวมีลางสังหรณ์บางอย่าง “เราจะทำการสืบสวนเงียบ ๆ ใช่หรือไม่เพคะ?”

มู่ไป๋ไป่ยิ้มเจ้าเล่ห์ในขณะที่กล่าวว่า “สมแล้วที่เจ้าติดตามข้ามานาน ตอนนี้เจ้าสามารถเดาความคิดของข้าได้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ”

“ใช่ เราจะต้องทำงานทั้ง 2 ด้าน”

“ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าการหายตัวไปของพี่จวินเฉากับการหายตัวไปของเด็กพวกนั้นมีคนร้ายเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่”

“ถูกต้อง” หลัวเซียวเซียวพยักหน้าเห็นด้วย “ก่อนที่คุณชายเสิ่นจะหายตัวไป ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่หายไปจะอายุพอ ๆ กับหม่อมฉัน”

“ไม่เป็นไร” มู่ไป๋ไป่ปรบมือ “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าก็ต้องแจ้งให้ท่านพ่อทราบเรื่องนี้เสียก่อน”

“สำหรับเรา ดูเหมือนว่าวันนี้เราต้องลงจากภูเขาแล้ว”

“จื่อเฟิง” จากนั้นเด็กหญิงก็หันไปพูดกับเด็กหนุ่ม “อย่าแอบกินนะ ไปเก็บของแล้วลงภูเขาไปกับข้า”

ขณะเดียวกัน ณ วังหลวง

ในตำหนักของฮ่องเต้ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าสีดำกำลังนั่งไขว่ห้างจิบชา ท่าทางสบาย ๆ ของเขาดูไม่เข้ากับห้องโถงอันโอ่อ่านี้เลย แต่คนที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดกลับไม่สนใจ เขาเพียงแค่พลิกฎีกาที่อยู่ในมือ และบางครั้งเขาก็จะพูดกับเด็กหนุ่มคนนั้น 2-3 คำ

“เหตุใดวันนี้เจ้าถึงกลับมาเยี่ยมเราได้ล่ะ?”

“เราคิดว่าเจ้าลืมพี่ชายคนนี้ไปเสียแล้ว”

เด็กหนุ่มในชุดดำวางถ้วยชาลงเบา ๆ ในขณะที่ยกยิ้มมุมปาก “เสด็จพี่ให้คนส่งจดหมายถึงข้า 3-4 ฉบับทุก ๆ เดือน ข้าคงไม่อาจลืมแม้ว่าจะอยากลืมมากเพียงใดก็ตาม”

มู่เทียนฉงชะงักพู่กันในมือ แล้วเงยหน้ามองดูน้องชายที่อายุน้อยกว่าเขาถึงครึ่งชีวิต ก่อนจะถอนหายใจ “ถังอี้ เจ้าเป็นน้องชายของเรา วังหลวงแห่งนี้คือบ้านของเจ้า เจ้าจะไปตะลอน ๆ อยู่ข้างนอกทั้งปีได้อย่างไร”

“เสด็จพี่ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น” เซียวถังอี้พูดขัดขึ้นมาพร้อมกับยักไหล่

“ถังอี้…” จู่ ๆ ฮ่องเต้หนุ่มก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาจึงยกมือขึ้นนวดขมับ “ในตอนนั้น อดีตฮ่องเต้ได้นำกองกำลังไปบุกศัตรูและถูกล้อมเอาไว้ ถ้าเจ้าไม่บังเอิญผ่านไปพบแล้วพยายามล่อศัตรูให้เข้าไปในหุบเขาลึกสร้างโอกาสให้อดีตฮ่องเต้สามารถเอาชนะกองทัพศัตรูได้ในคราวเดียว หากวันนั้นไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้ แคว้นเป่ยหลงคงจะไม่มีวันสงบสุขอย่างเช่นทุกวันนี้”

“อดีตฮ่องเต้เคยตรัสเอาไว้แล้วว่าหากไม่มีเจ้า ก็คงจะไม่มีแคว้นเป่ยหลง”

“พระองค์อยากให้เราดูแลเจ้าเหมือนน้องชาย…”

“เสด็จพี่!” เซียวถังอี้รีบทำท่าทางหยุดอีกฝ่าย “การแสดงความรู้สึกเช่นนี้ไม่สมกับเป็นพระองค์จริง ๆ รีบพูดมาตามตรงเถอะ ทำไมพระองค์ถึงเรียกข้ากลับมาเช่นนี้?”

ย้อนกลับไปในตอนนั้น เขาบังเอิญผ่านไปช่วยอดีตฮ่องเต้เอาไว้ และยังทำให้พระองค์เอาชนะศัตรูได้

อดีตฮ่องเต้เห็นว่าเขาไม่มีพ่อหรือแม่จึงรับเขากลับมาเลี้ยงดูอยู่เคียงข้างกาย

ในตอนนั้นอดีตฮ่องเต้ทรงปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นลูกชายของตนเองคนหนึ่ง แล้วก็ทำให้มู่เทียนฉงปฏิบัติกับเขาเหมือนกับเป็นน้องชาย แต่เขาไม่ชอบถูกกักขังในสถานที่แห่งนี้

ดังนั้นหลังจากที่เขาโตขึ้นมาหน่อย เขาก็วิ่งวุ่นออกไปนอกวังอยู่ทุกวัน

และในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาก็มักจะอาศัยอยู่นอกวังหลวง

“นี่เจ้า…” มู่เทียนฉงจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “คิดอยากจะพูดกับเจ้าดี ๆ แต่ก็ไม่เคยพูดกันได้เกิน 2-3 ประโยคสักที เจ้านี่มันจริง ๆ เลย”

เซียวถังอี้ทำเพียงแค่ยิ้ม ในขณะที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นเย็นชาครู่หนึ่ง เพราะเขาก็ไม่สามารถเสแสร้งแกล้งทำได้อีกต่อไปเช่นกัน

แม้ว่าทั้ง 2 จะไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือด แต่พวกเขาก็นับว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

“เจ้าเองก็ถึงวัยแต่งงานได้แล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่อยู่นอกวังหลวงเจ้าเจอคนเข้าตาบ้างหรือไม่?” มู่เทียนฉงเดินลงมาจากที่นั่งแล้วไปนั่งลงข้าง ๆ น้องชายบุญธรรมโดยไม่สนใจความแตกต่างระหว่างกษัตริย์กับขุนนางเลยสักนิด “ถ้าเจ้ามีก็รีบไปสู่ขอเร็วเข้า ตอนที่เราอายุเท่าเจ้า เราก็มีองค์ชายตัวน้อย ๆ เรียบร้อยแล้ว”

“เหตุใดพระองค์ถึงได้รีบร้อนเช่นนี้” เซียวถังอี้ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจขณะพูดกับเขา “ข้าไม่ได้จะต้องสืบทอดบัลลังก์สักหน่อย”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: คาดไม่ถึงกับตัวตนของคุณชายเซียวเลยนะเนี่ย ไม่คิดว่า 2 คนนี้จะมีความสัมพันธ์กันแบบนี้!

จบบทที่ บทที่ 102: เขียนจดหมาย

คัดลอกลิงก์แล้ว